
หนังสงครามมากมายหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นถล่มรังโจร ถล่มแผ่นดินใหญ่ราบคาบ สู้กันฝุ่นตลบกระจาย ระเบิดภูเขาเผากระท่อม แต่หนังเรื่อง Triple Frontier นั้นต่างออกไปตรงที่บู๊ไม่เน้น แต่เน้นวางแผน ซึ่งทำให้หนังออกมาดูแปลกแต่ไม่แปลกมากจนเกินไป วันนี้ทาง Tonkit360 จะมารีวิวหนังบู๊ที่บู๊น้อยว่าเป็นอย่างไร
หนังสะท้อนให้เห็นถึงความอยากของมนุษย์ได้เป็นอย่างดี
ถึงแม้คุณจะบอกว่าคุณเก่งเรื่องนั้นมากที่สุด เรื่องนี้มากที่สุด แต่เมื่อเจอสิ่งที่อยากได้ขึ้นมาคุณก็อาจจะผิดพลาดในเรื่องที่เก่งได้ ในหนังสะท้อนให้เห็นถึงปัญหาของแต่ละคน และความอยากได้อยากมีของทุกคน คนนั้นวางแผนเก่ง คนนี้ขับยานพาหนะเก่ง คนนี้บอกว่าจะไม่ร่วมด้วย แต่พอเห็นเงินมหาศาลทำให้ทุกคนลืมสิ่งที่ตัวเองวางแผนกันมา เลยกลายเป็นว่าความโลภ ทำลายทุกสิ่งจริงๆ

ฉากบู๊ไม่มากแต่เสนอสิ่งที่น่าติดตามพอกัน
ถ้าเราดูหนังบู๊ยิงกราดมาหรือหนังส่วนใหญ่ทั้งหมดจะรู้สึกว่าการเอาชีวิตรอดของตัวละครนั้น น่าติดตามและลุ้นระทึกมากกว่าหนังบู๊อีก จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นตัวละครในหนังที่โลภมากแล้วเขานั้นได้พยายามทุกวิถีทางเพื่อเอาชีวิตรอด ถึงแม้จะต้องทิ้งบางสิ่งไปก็ตาม


บทไม่หวือหวา
มีหลายคนบอกจบอะไรแบบนี้ จบแบบนี้ก็ได้หรอ คือถ้ามองโดยรวมจบแบบนี้ก็ดีนะ อย่างน้อยมันก็ทิ้งท้ายไว้ให้คิดต่อว่าจะเป็นอย่างไรเพื่อปูทางภาคต่อหรือไม่ ส่วนตัวร้ายของเรื่องส่วนตัวที่ดูมาก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าเป็นใคร เพราะถ้าสังเกตดีๆ เขาแทบไม่ได้บอกเลยว่าคนที่พบเจอนั้นคือคนร้ายตัวจริง ไม่เข้าใจตรงที่จะทำให้ลึกลับไปเพื่ออะไร สิ่งที่คิดว่าน่าจะหวือหวามากสุดกลับกลายเป็นไม่มีอะไรเลย


ทั้งหมดนี้ที่ดูมาส่วนตัวรู้สึกได้ว่า นั่งกินขนมไปกินน้ำไปดูเพลินๆไม่คิดอะไรก็ดูได้ สนุกอยู่แต่ไม่มากเท่าไหร่ บทบาทตัวละครปูทางให้แต่ละคนดี แต่ผิดหวังตรงที่ดึงนักแสดงแม่เหล็กมาก็จริง แต่ทำอย่างกับตัวประกอบ (ไม่ประกอบหรอกแค่บทบาทไม่เท่าตัวละครอื่น) และก็จบแบบสำเร็จรูปโดยที่ไม่ต้องลุ้นว่าจะมีภาคต่อไหม ถึงมีก็คงคิดว่าไม่น่าสนุกเท่าภาคนี้อย่างแน่นอน






























