
ถ้า “โมนาโก” คือสนามแข่งรถแบบสตรีทเซอร์กิตที่สวยที่สุดในโลก ผมขอพูดแบบไม่เกรงใจแทร็กตำนานของเอเชียอย่าง “มาเก๊า” ว่า “บางแสน” ของไทย คือสนามแข่งรถแบบปิดเมืองแข่งที่สวยที่สุดในภูมิภาคนี้
เช้าวันเสาร์ที่ 14 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ผมออกเดินทางจากบ้านย่านรามอินทรา โดยมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่การแข่งขัน “บางแสน กรังด์ปรีซ์ 2018” ล้อหมุนเวลาประมาณ 8.30 น. ใช้เส้นทางพิเศษฉลองรัช (รามอินทรา – อาจณรงค์) ต่อเข้าทางพิเศษบูรพาวิถี (บางนา – ชลบุรี) จากนั้นใช้เส้นทางเลี่ยงเมืองสู่ถนนข้าวหลาม มุ่งหน้าสู่ชายหาดบางแสน รวมเวลาเดินทางไม่ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง
ไปถึงที่หมายหลานคนอาจจะกังวลเรื่องที่จอดรถ แต่ผิดคาดครับเพราะมีทั้งที่จอดรถที่ผู้จัด จัดเอาไว้ให้แบบไม่เสียตังค์ รวมถึงที่ฝากรถเอกชน และมีสะพานลอยคนเดินข้ามเข้าสนามเป็นระยะ ส่วนผมโชคดีที่เข้าพักที่โรงแรมเดอะเซส ซึ่งตั้งอยู่ติดขอบแทร็กถัดจากโรงแรมเอสทู ทำให้สามารถขับรถข้ามแทร็กเข้าไปจอดใต้ถุนโรงแรมได้เลย
มาในครั้งนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น จากเมื่อ11 ปีที่แล้ว สมัยที่ผมมาสัมผัสการแข่งขันรายการนี้เป็นครั้งแรกในชื่อ “บางแสน ไทยแลนด์ สปีด เฟสติวัล” ไม่ว่าจะเป็น สะพานคนข้าม สะพานรถข้าม อัฒจันทร์ผู้ชม และระบบความปลอดภัยในสนาม สมกับที่ได้รับการรับรองจากสหพันธ์ยานยนต์นานาชาติ (เอฟไอเอ) ให้เป็นแทร็ก “เอฟไอเอ เกรด 3” พร้อมใช้ชื่อ “กรังด์ปรีซ์” ต่อท้าย
ขอขยายความระดับมาตรฐานสนามแข่งของเอฟไอเอกันสักนิด ระดับ เอฟไอเอ เกรด 3 ที่บางแสน สตรีท เซอร์กิต ซึ่งมีความยาวต่อรอบ 3.740 กิโลเมตรนั้น ถือว่าเทียบเท่ามาตรฐานของสนามแห่งตำนานอย่าง Guia Circuit ที่ใช้จัดมาเก๊ากรังด์ปรีซ์ รวมถึงเทียบเท่าสนามแข่ง “วี8 ซูเปอร์คาร์” หลายๆสนามทั้งในออสเตรเลีย และนิว ซีแลนด์
กลับมาที่บรรยากาศเมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ต้องบอกว่าเป็นมอเตอร์สปอร์ตที่ทุกคนเข้าถึงได้จริงๆครับ เพราะนอกจากจะเข้าชมฟรีแล้ว ยังสามารถเดินเลียบหาดบางแสนได้ตั้งแต่พิตหน้าโรงแรม เดอะ ไทด์ เดินเลียบชายทะเลผ่านโรงแรมเอสทู ไปถึงอนุสาวรีย์แหลมแท่น และเลี้ยวขวาไปจนถึงวงเวียนแหลมแท่น ว่ากันว่าที่คือสนามแข่งรถที่มีเส้นทางเลียบทะเลยาวที่สุดในโลกเลยทีเดียว

นอกจากนี้น่าจะเป็นสนามเดียวที่คุณสามารถใกล้ชิดรถแข่ง ได้ถ่ายรูปกับพริตตี้ ได้เห็นการทำงานในพิต ได้กระทบไหล่นักแข่งแบบใกล้ชิด ที่สำคัญทุกจุดที่มีการติดตั้งอัฒจันทร์ จะมีจอแอลอีดีขนาดใหญ่ให้ได้เกาะติดการแข่งขันในแต่ละโค้งแบบสดๆพร้อมทีมบรรยายภาคสนามที่คอยเอนเตอร์เทนและให้ข้อมูลตลอดทั้งวัน
แต่ที่ขาดไม่ได้สำหรับใครที่มาบางแสน นั่นก็คือการนั่งกินไก่ย่าง-ส้มตำ พร้อมเครื่องดื่มเย็นๆ บนเก้าอี้ผ้าใบริมชายหาดริมทะเล โดยเฉพาะ “ไก่เหลือง” ย่างร้อนๆอันเป็นสัญลักษณ์ของชายหาดบางแสน ทุกจุดตามแนวชายหาดยังคงมีขายตามปกตินะครับ แม้จะเป็นช่วงปิดถนนแข่งรถก็ตาม

ขณะที่ราคาแทบจะเป็นราคาปกติ อกไก่ไม้ละ 75 บาท ข้าวเหนียวห่อละ 10 บาท น้ำมะพร้าวลูกละ 40 บาท และน้ำอัดลมขวดเล็กขวดละ15 บาท ผมว่าราคาระดับนี้ในสนามแข่งรถระดับนานาชาติ ถูกกว่านี้ไม่มีอีกแล้วล่ะครับ
มีอย่างที่ไหน มือจกข้าวเหนียว-ส้มตำ ปากแทะไก่เหลือง หูฟังเสียงคำรามของเครื่องยนต์ที่หวานจับใจ นี่แหละครับเอกลักษณ์ของสตรีทเซอร์กิตที่สวยที่สุดในเอเชีย ที่ไม่เหมือนใคร และไม่มีใครเหมือน

































