
Refeeding Syndrome คือ ภาวะอะไร
เป็นภาวะที่ร่างกายขาดอาหารเป็นเวลานาน จนต้องดึงเอาแร่ธาตุในเซลล์มาใช้ และเมื่อเราทานอาหารเข้าไป ร่างกายจะรีบชดเชยเซลล์ต่าง ๆ ด้วยการดึงสารอาหารหรือแร่ธาตุที่ได้เข้าสู่เซลล์ทันทีโดยไม่เหลือไว้ในกระแสเลือด ส่งผลให้สมดุลในร่างกายผิดปกติ เนื่องจากมีแร่ธาตุในเลือดต่ำ เป็นผลให้มีอาการเหนื่อย หอบ หัวใจเต้นผิดปกติและอาจเสียชีวิตได้
ดังนั้น ผู้ที่อยู่ในภาวะ Refeeding Syndrome จึงไม่ควรทานอาหารทันที จำเป็นต้องค่อย ๆ ทานพวกอาหารเหลว (พาวเวอร์เจล) หรือสารอาหารเข้าไป เพื่อปรับสมดุลในร่างกายเสียก่อน
อาการผิดปกติที่อาจเกิดขึ้น เมื่ออยู่ในภาวะ Refeeding Syndrome
ฟอสฟอรัสในเลือดต่ำ (Hypophosphatemia)
อาการดังกล่าวมักพบในผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะขาดอาหาร เป็นโรคพิษสุราเรื้อรัง โรคต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ หรือโรคทางพันธุกรรมบางโรค โดยผู้ป่วยที่มีฟอสฟอรัสในเลือดต่ำ ส่วนใหญ่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรง สับสน และถ้าอาการรุนแรงมากอาจอยู่ในขั้นโคม่าต้องได้รับการรักษาจากแพทย์ทันที
วิธีการรักษาเบื้องต้น
หากแพทย์พบว่า ผู้ป่วยมีอาการไม่รุนแรงมาก อาจให้ดื่มนมหรือทานฟอสฟอรัสสำเร็จรูป เพื่อเพิ่มปริมาณฟอสฟอรัสในเลือด แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการรุนแรง แพทย์จะสั่งให้ทานโพแทสเซียมฟอสเฟต พร้อมตรวจเลือดทุก ๆ 3 ชั่วโมง เพื่อเช็กค่าฟอสฟอรัสและโพแทสเซียม
ภาวะหัวใจล้มเหลว (Heart failure)
เป็นภาวะที่กล้ามเนื้อหัวใจไม่สามารถสูบฉีดเลือดเพื่อนำไปเลี้ยงเนื้อเยื่อส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้เพียงพอกับความต้องการ โดยผู้ป่วยที่มีอาการภาวะหัวใจล้มเหลว จะมีอาการเหนื่อย อ่อนเพลียง่าย มีอาการตื่นมาไอกลางคืน หรือหายใจลำบาก
โดยอาการภาวะหัวใจล้มเหลวสามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย ส่วนสาเหตุที่นำไปสู่ภาวะหัวใจล้มเหลวก็แตกต่างกันออกไป อีกทั้งไม่จำเป็นต้องมีอาการป่วยที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจมาก่อน อาทิ คนที่มีอาการโลหิตจางรุนแรง ไทรอยด์เป็นพิษ ติดเชื้อไวรัสบางอย่าง หรือผู้ที่เคยได้รับยาเคมีบำบัดบางกลุ่ม
วิธีการรักษาเบื้องต้น
หลังจากวินิจฉัยแล้ว แพทย์จะเป็นผู้จัดยาให้ทานตามอาการของผู้ป่วย และอาจสั่งควบคุมอาหาร พร้อมแนะนำงดการทำงานแบบใช้แรง หรือการออกกำลังกายแบบเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอ อาทิ การเดินออกกำลัง ขี่จักรยานเบา ๆ กับเครื่องออกกำลัง เพื่อไม่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการเหนื่อยง่ายเกินไป
ภาวะไตวาย (Renal failure หรือ Kidney failure)
เกิดจากภาวะที่ไตทั้ง 2 ข้างสูญเสียการทำงาน จนไม่สามารถขับของเสียในร่างกายออกนอกร่างกายทางปัสสาวะ หรือไม่สามารถสร้างฮอร์โมนที่ช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดงของไขกระดูกได้ ทั้งนี้ หากผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาโดยเร็วด้วยการล้างไตหรือปลูกถ่ายไตใหม่ก็จะทำให้ระบบภายในร่างกายทำงานผิดปกติ จนถึงขั้นเสียชีวิต
โดยผู้ที่มีความเสี่ยงเกิดภาวะไตวาย คือ คนสูงอายุซึ่งมีโรคแทรกซ้อน อาทิ โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง หรือผู้ที่ใช้ยาที่มีพิษต่อไตเป็นเวลานาน และอาการที่พบบ่อย ๆ คือ มีปัสสาวะน้อย หรือไม่มีอาการปวดปัสสาวะเลย นอกจากนี้ อาจมีอาการร่วมอย่างอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรือง่วงนอนตลอดเวลา
วิธีการรักษาเบื้องต้น
ในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการไตวายเรื้อรัง แพทย์จะแนะนำให้ทำการปลูกถ่ายไต โดยในระหว่างรอปลูกถ่ายไต จะมีการทานยาเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ซึ่งอาจมีผลให้ไตทำงานแย่ลง แต่หากผู้ป่วยมีอาการไตวายเฉียบพลัน เบื้องต้นแพทย์ต้องหาสาเหตุที่ทำให้มีอาการไตวายเฉียบพลันก่อน เพราะเมื่อทราบสาเหตุที่แน่ชัด แพทย์จึงสามารถทำการรักษาได้ตรงจุด
อย่างไรก็ดี หากอาการของผู้ป่วยรุนแรงถึงขั้นที่ไตไม่สามารถกำจัดของเสียออกจากเลือดได้ แพทย์จะใช้วิธีการล้างไตเพื่อกำจัดของเสียที่อยู่ภายในเลือดแทน
กลุ่มผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงตกอยู่ในภาวะ Refeeding Syndrome
- โรคคลั่งผอม หรือโรคกลัวอ้วน (anorexia nervosa)
- โรคติดสุราเรื้อรัง
- โรคมะเร็ง
- ผู้ป่วยหนักหรืออยู่ในขั้นวิกฤติ
- โรคซึมเศร้า
- มีอาการเจ็บป่วยที่ทำให้มีอาการเบื่ออาหาร
- โรคไทรอยด์เป็นพิษ
- โรคต่อมพาราไทรอยด์ทำงานมากเกินปกติ ฯลฯ
วิธีดูแลผู้ป่วยที่มีอาการ Refeeding Syndrome
1. ก่อนเริ่มให้ผู้ป่วยทานอาหาร แพทย์จะให้ทานวิตามินบี 1 (ไธอะมีน) 200-300 มิลลิกรัมต่อวัน หรือวิตามินบีรวม 1-2 เม็ด วันละ 3 ครั้ง เพื่อปรับปริมาณเกลือแร่ในเลือดให้สมดุลก่อน แล้วจึงให้สารอาหาร
ทั้งนี้ ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถทานอาหารได้เอง แพทย์จะให้วิตามินบีรวมทางหลอดเลือดดำ ร่วมกับวิตามินบีหรือแร่ธาตุรวม วันละ 1 ครั้ง
2. หลังจากให้ผู้ป่วยทานวิตามินบี เพื่อปรับปริมาณเกลือแร่ในเลือดแล้ว แพทย์จะเริ่มให้อาหารแบบช้า ๆ โดยให้ผู้ป่วยทานอาหารในปริมาณไม่เกิน 10 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัม/วัน จากนั้น ภายใน 4-7 วัน จึงมีการปรับเพิ่มปริมาณอาหารอีกครั้ง เพื่อให้ผู้ป่วยได้รับสารอาหารและพลังงานที่มากขึ้น
สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ในช่วงแรกสามารถทานอาหารได้ในปริมาณที่ไม่เกิน 5 กิโลแคลอรี่/กิโลกรัม/วัน เท่านั้น
3. แพทย์อาจสั่งให้สารน้ำ หรือสารละลาย หรือของเหลว เพื่อใช้ทดแทนเลือดและเพิ่มปริมาณพลาสมาหรือน้ำแก่ร่างกาย พร้อมทำการเช็กระดับฟอสฟอรัส แมกนีเซียม และโพแทสเซียมเป็นระยะ ๆ เพื่อตรวจหาความผิดปกติ
4. ติดตามอาการผู้ป่วยอย่างใกล้ชิดเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เมื่อไม่พบความผิดปกติใด ๆ ผู้ป่วยก็สามารถรับประทานอาหารได้ตามปกติ
ข้อมูลจาก epainassist.com, medthai.com, haamor.com






























