#DonttellMeHowToDress #TellMenToRespect สองแฮชแทค จากนางแบบ นักแสดงชื่อดัง ซินดี้ บิชอพ (สิรินยา วินศิริ) น่าจะเป็นแฮชแทคที่ทำให้สังคมไทยต้องหันมามองตัวเองในเวลานี้ได้ดีที่สุด เพราะเป็นแฮชแทคที่เกิดขึ้นหลังจาก ที่ซินดี้ เห็นข่าวในหน้าสื่อกับการขอความร่วมมือจากภาครัฐ ให้ผู้หญิงงดแต่งตัวเซ็กซี่ เปิดเผย ให้แต่งตัวมิดชิดเข้าไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ชายลวนลาม ป้องกันไม่ให้โดนข่มขืน
ในคลิปนั้นซินดี้ แสดงความคิดเห็นไว้ว่า ผู้หญิงมีสิทธิในร่างกายของตนเองและมีสิทธิที่จะแต่งตัวแบบไหนก็ได้ ตราบใดที่ไม่อนาจารและไม่ผิดกฎหมาย และผู้ชายต่างหากที่ไม่มีสิทธิมาแตะต้องร่างกายของผู้หญิง โดยเธอทิ้งท้ายคลิปด้วยประโยคที่น่าจะทำให้หลายคนหน้าชาโดยกล่าวว่า “ความคิดแบบนี้ทำให้สิทธิสตรีบ้านเรายังล้าหลังในทุกๆ วัน”
คลิปซินดี้ เตือนความจำนิทรรศการ “What Were You Wearing?”
คลิปของซินดี้ น่าจะพอเตือนความจำให้หลายคนนึกถึงนิทรรศการของนักศึกษาศิลปะของมหาวิทยาลัยแคนซัส เมื่อเดือนกันยายนปี 2017 ที่ผ่านมากับ นิทรรศการ “What Were You Wearing?” (คุณสวมใส่อะไรในตอนนั้น) นิทรรศการที่จัดแสดง เสื้อผ้าของผู้หญิง 18 ชุด ของผู้หญิงที่ถูกข่มขืน
เป็นเสื้อผ้าชุดที่เธอเหล่านั้นสวมใส่ในวันเกิดเหตุ โดยเสื้อผ้าแต่ละชุดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเสื้อผ้าธรรมดา ที่ผู้หญิงทั่วไปสวมใส่ไม่ได้เปิดเผย หรือ เซ็กซี่ หากแต่พวกเธอก็ยังถูกล่วงละเมิดทางเพศ
นิทรรศการดังกล่าวแสดงให้เห็นแล้วว่าการสวมใส่เสื้อผ้าของผู้หญิง ไม่สามารถป้องกันไม่ให้พวกเธอรอดพ้นจากการล่วงละเมิดทางเพศได้ ตราบใดที่ผู้ชายยังมีความคิดว่าพวกเขามีสิทธิเหนือร่างกายของผู้หญิง ดังนั้นไม่ว่าจะสวมใส่เสื้อผ้าแบบไหน หากสังคมยังผลิตวิธีคิดให้ผู้ชายเป็นใหญ่ การล่วงละเมิดทางเพศก็ยังคงมีอยู่ต่อไป
เหมือนกับความคิดของสังคมไทย และในอีกหลายๆสังคมที่มักโทษผู้หญิงว่าเป็นต้นเหตุในการกระตุ้นอารมณ์ทางเพศผู้ชายเพราะแต่ตัวล่อแหลม ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วผู้ชายต้องรับผิดชอบและควบคุมอารมณ์ทางเพศของตนเอง มิใช่ว่ามีความต้องการจะระบายแล้วจะทำเมื่อไร ที่ไหนกับใครก็ได้
ขณะเดียวกันตรรกะที่สังคม ชอบโทษผู้หญิงด้วยประโยคที่ว่า “เพราะเธอแต่งตัวโป๊เลยถูกข่มขืน” เหมือนกับที่นักร้องสาวที่ตกเป็นข่าวเมื่อไม่นานมานี้ ถูกแท๊กซี่พาเข้าโรงแรมม่านรูด เพราะเธอเมาไม่ได้สติ ประโยคสำเร็จรูปในข้างต้น ก็มาพร้อมกับความคิดเห็นแสนใจร้ายทันทีในโลกออนไลน์
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว ผู้หญิงที่กำลังเมา และ กลับด้วยแท๊กซี่ ซึ่งเป็นทางเดียวของเธอและแท๊กซี่ ก็ควรทำหน้าที่รถรับจ้างสาธารณะ มิใช่ฉวยโอกาสด้วยการเอาเปรียบผู้หญิง
ล่วงละเมิดทางเพศมีหลายรูปแบบ และผู้หญิงไม่ใช่เหยื่อรองรับอารมณ์
ทีนี้มาฟังเรื่องเล่าของ หญิงสาวในสำนักงานที่เธอเพียงแค่ชื่นชอบกระโปรงทรงดินสอ ซึ่งเป็นกระโปรงที่เน้นรูปร่าง มีความยาวประมาณเข่า แน่นอนเธอคิดว่าเธอใส่กระโปรงทรงนี้ได้สวย และจะทำให้เธอมีความมั่นใจ เธอคิดแค่นั้น แต่กลายเป็นว่าการใส่กระโปรงของเธอคือฝันร้ายที่ทำให้เธอนั้นไม่กล้าใส่กระโปรงทรงดินสออีกต่อไป
เรื่องเล่าอันเป็นประสบการณ์ฝันร้ายของเธอ เริ่มขึ้นเมื่อเธอใส่กระโปรงทรงดินสอเข้าไปในสำนักงาน เธอถูกสายตาของเพื่อนร่วมงานทั้งชายและหญิงจับจ้อง ทั้งวันนั้นเธอเจอเพื่อนร่วมงานชายเข้ามาพูดคุยในเชิงลวนลามด้วยคำพูดว่า เธอดูเซ็กซี่และมีสะโพกที่สวยทีเดียวเมื่อสวมใส่กระโปรงทรงนี้
ในขณะที่เพื่อนร่วมงานหญิงก็มองเธอด้วยสายตาตำหนิ และคิดว่าเธอต้องการจะยั่วยวนพนักงานชายในสำนักงาน ซึ่งความคิดและท่าทีของทั้งหญิงชายในออฟฟิศ ของสาวกระโปรงทรงดินสอนั้น ล้วนเกิดจากตรรกะที่ผู้ชายในสังคมนั้นมีคิดว่า แต่ตัวเซ็กซี่ เท่ากับ “ง่าย” และพวกเขาจะพูดจาอย่างไรกับเธอก็ได้ ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว หญิงสาวคนนี้แค่ชอบทรงกระโปรงและเธอต้องการเพียงใส่มันเท่านั้น
แน่นอนว่าเรื่องราวแบบนี้ ไม่ได้มีเฉพาะในเมืองไทย แต่มีอยู่ในทุกสังคมที่ยกให้ผู้ชายเป็นใหญ่ เพราะไม่ว่าจะแต่งตัวมิดชิดเพียงใด พวกเธอก็ไม่รอดจากเงื้อมือผู้ชาย ที่ไม่เคารพในเรือนร่างของผู้หญิงอยู่ดี เหมือนดังเช่น นิทรรศการ “What Were You Wearing?” (คุณสวมใส่อะไรในตอนนั้น) ที่ได้แสดงให้เห็นแล้วว่าชุดของเหยื่อที่ถูกข่มขืนจำนวน 18 ชุดนั้นล้วนแล้วแต่เป็นเสื้อผ้าที่มีความสามัญและปกปิดมิดชิด
และดังเช่นกับ แฮชแทคของ ซินดี้ ที่เขียนเอาไว้ว่า “ไม่ต้องมาบอกฉันว่าต้องแต่งตัวแบบไหน ควรไปบอกผู้ชายให้เคารพสิทธิของผู้หญิงจะดีกว่า” เพราะผู้หญิงควรมีสิทธิในเรือนร่างของตนเอง มิใช่ว่าเมื่อผู้ชายมีความต้องการ แล้วพวกเขาจะมาปลดปล่อยเอากับเธอ เมื่อไร ที่ไหน ก็ได้




























