ข่าวการเปิดตัวแอปพลิเคชัน CH7ON เมื่อวันพฤหัสฯ ที่ 17 กันยายนที่ผ่านมา นับเป็นการเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของวงการทีวีดิจิทัล เมื่อช่อง 7 ประกาศความชัดเจนในการปิดฉาก Bugaboo สตรีมมิ่งของสถานีโทรทัศน์ในไทยเจ้าแรก มาเป็น CH7ON เป็นการรีแบรนด์ที่เตรียมลงสู่สนามคอนเทนต์แนวตั้ง คอนเทนต์ออนไลน์ และสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มอย่างเต็มตัว
หากย้อนกลับไปตั้งแต่จุดเริ่มต้นช่อง 7 สี ที่ผู้ถือหุ้นใหญ่คือตระกูลรัตนรักษ์ นั้น นับเป็นสถานีโทรทัศน์ที่เผยแพร่รายการเป็นภาพสีแห่งแรงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (ถ้าใครปีลึกพอน่าจะเคยได้ยิน ช่อง 7 ขาวดำ หรือททบ. 5 ในปัจจุบัน และช่อง 7 สี) อันทำให้ช่อง 7 เป็นผู้นำทั้งเทคโนโลยี คอนเทนต์ รวมไปถึงเรตติ้ง และค่าโฆษณาที่แพงที่สุดในเหล่าสถานีโทรทัศน์ด้วยกัน
จนการมาถึงของทีวีดิจิทัล ยักษ์ใหญ่อย่างช่อง 7 ประมูลช่องดิจิทัลในระบบ HD เพียงช่องเดียว และได้หมายเลขใหม่เป็นช่อง 35
การมาถึงของดิจิทัลทีวี เรียกได้ว่าเป็นคลื่นของความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ จากเค้กของวงการโฆษณาที่แบ่งกันไม่กี่สถานี กลายเป็นว่าเค้กถูกสไลด์ให้บางลงกับอีกกว่าสิบสถานี เท่านั้นยังไม่พอ ความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล ที่นอกเหนือจากจะแย่งผู้คนไปจากหน้าจอทีวีไปสู่หน้าจอสมาร์ตโฟนแล้ว คอนเทนต์ออนไลน์ ทั้งจาก Youtuber หรือ Tiktoker และในปัจจุบันยังมีแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ละครแนวตั้งเข้ามา กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้พฤติกรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนไป และเม็ดเงินโฆษณาและการตลาดในวงการสื่อยิ่งถูกสไลด์ให้บางลงไปกว่าเดิม
ช่อง 7 จากที่เคยเป็นหมายเลขหนึ่งในวงการข่าว กีฬา ละคร เกมโชว์ กลับถูกท้าทายจากคู่แข่งเดิม และคู่แข่งหน้าใหม่ ความเงียบตลอดระยะเวลากว่าหนึ่งทศวรรษบนเส้นทางสถานีโทรทัศน์ เหมือนพวกเขาจะเริ่มเห็นความเติบโตจาก BugabooTV รวมไปถึงการชิมลางส่งละครจากช่องไปขึ้นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง อย่าง Netflix ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี หรือแม้แต่ละครคุณธรรมที่ทางช่องปล่อยเป็นละครแนวตั้ง ยิ่งได้รับความนิยมชนิดที่หลายคนคาดไม่ถึง และตัวกระตุ้นสุดท้ายเห็นจะเป็นความเพิกเฉยและล่าช้าของ กสทช. ที่ยังไม่มีความชัดเจนในการบริหารจัดการทีวีดิจิทัล ที่กำลังจะหมดอายุในอีกสองปีข้างหน้า
การเห็นความเป็นไปได้ในฐานะเจ้าของคอนเทนต์ มีความสามารถในฐานะที่เป็นเจ้าของแพลตฟอร์ม ช่อง 7 จึงเป็นอีกหนึ่งภาคเอกชนที่เข้าร่วม Ecosystem ใหม่ของธุรกิจ Show Business ที่ปัจจุบันเปิดหน้าลงสนามไปแล้วอย่าง ONED, 3Plus, Vipa (Thai PBS), TrueVisions NOW และ Monomax ซึ่งเชื่อว่าต่อจากนี้น่าจะมีอีกหลายเจ้าที่เปิดหน้ามาสู้ เพียงแต่ต้องหา คาแรกเตอร์ของตัวเองให้เจอก่อน
ภาพการขยับตัวของยักษ์หลับอย่างช่อง 7 ในครั้งนี้ ทำให้เห็นแล้วว่าตลาดคอนเทนต์ทั้งบนแพลตฟอร์ม ดิจิทัลทีวี ออนไลน์ และสตรีมมิ่งนั้น น่าจะกลายเป็นทะเลแดง (Red Ocean) ในไม่ช้า เพราะไม่เพียง สถานีโทรทัศน์หรือผู้ให้บริการคอนเทนต์ระบบสตรีมมิ่งในประเทศที่พาเหรดกันเปิดตัวแอปพลิเคชันของตนเอง แต่แอปพลิเคชันต่างประเทศก็กลายเป็นตัวแปรในการรับชมเช่นกัน
สิ่งที่ “กสทช.” ควรทำต่อจากนี้ไม่ใช่แค่เพียงเรื่องของความชัดเจนหลังหมดสัญญาสัมปทานทีวีดิจิทัล แต่ควรเป็นการให้ความสนับสนุนกับอุตสาหกรรมของผู้ผลิตคอนเทนต์ภายในประเทศให้เกิดความยั่งยืน และวางแผนรับมือกับเหล่าแพลตฟอร์มสตรีมต่างชาติ ไม่ให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคภายในประเทศเสียเปรียบไปมากกว่านี้
แต่เมื่อพิจารณาจากการคัดเลือกประธานบอร์ด กสทช. ที่ยังมีปัญหาไม่จบ จนทำให้เรื่องที่ควรจะเร่งด่วนถูกเพิกเฉย พวกเราที่อยู่ในอุตสาหกรรมสื่อคงได้แต่สวดภาวนาให้กับอนาคตของตนเองต่อไป เพราะดูเหมือนว่าคณะกรรมการชุดไหนของกสทช. ยังคงใช้ชุดความคิดเดิมในการแก้ปัญหา เหมือนกับที่ไอน์สไตน์ พูดว่า “We cannot solve our problems with the same thinking we used when we created them” (เราไม่สามารถแก้ปัญหาได้จากชุดความคิดเดิมที่ทำให้เกิดปัญหานั้น)





























