ถ้าจะให้พูดถึงสโมสรที่ก่อตั้งขึ้นด้วยความเกลียดชัง ความแค้น และความรังเกียจนั้น คงต้องนึกถึงทีมอย่าง FC United of Manchester (FCUM) ที่ก่อตั้งขึ้นมาเมื่อปี 2005 โดยกลุ่มแฟนบอลกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกตัวเองว่าเป็น “แฟนพันธ์ุแท้” ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ส่วนเหตุผล และเรื่องราวต่างๆของสโมสรแห่งนี้นั้นจะเป็นแบบไหน วันนี้ผมจะมาเล่าเรื่องกันแบบย่อยๆให้ฟังกันครับ เพราะผมเองก็มีโอกาสได้ไปเยี่ยมชมสโมสรแห่งนี้ และได้พูดคุยกับหนึ่งในอดีตผู้บริหารของสโมสร ที่อยู่เบื้องหลังการ “แตกหัก” กับสโมสรที่พวกเขาเชียร์มาตั้งแต่เด็ก และมาก่อตั้งสโมสรแห่งนี้เพื่อเป็นการประท้วง แถมยังใช้สีประจำสโมสรเหมือนกันด้วยนะ (คือสี แดง ขาว และดำ)
ก่อตั้งเพราะ “เกลียดเกลเซอร์”

จุดเริ้มต้นของทีมเอฟซี ยูไนเต็ด ออฟ แมนเชสเตอร์นั้น มาจากความเกลียดชังของกลุ่มแฟนบอลกลุ่มหนึ่งต่อการซื้อทีมของครอบครัวเกลเซอร์ เพราะการซื้อทีมของพวกเขานั้น ไม่ได้เข้ามาซื้อแบบ “ซื้อจริงๆ” แต่ใช้วิธีที่เรียกว่า Leverage Buy Out ซึ่งเป็นการนำยืมเงินมาซื้อสโมสร และกลายเป็นการนำหนี้สินของพวกเขาเข้ามาอยู่ในสโมสร จึงทำให้แฟนบอลบางกลุ่มโกรธเคืองว่า ครอบครัวเกลเซอร์นั้นนำหนี้สินหลายร้อนล้านปอนด์มาไว้ในสโมสรเฉย (ไว้จะมาขยายความในตอนต่อๆไป)
และจากที่พวกเขาทนไม่ได้ แฟนบอลกลุ่มหนึ่ง ซึ่งนำโดยแอนดี้ เวลช์ ได้ตัดสินใจก่อตั้งทีม เอฟซี ยูไนเต็ด ออฟ แมนเชสเตอร์ขึ้นมาและขอให้แฟนบอลที่ไม่เห็นด้วยต่อการเทคโอเวอร์ของครอบครัวเกลเซอร์นั้นหันมาเชียร์ทีมนี้แทน แต่อันนี้ผมมองว่าก็ไม่ถูกซะทีเดียวนะ ทีมก็ทีม เรื่องธุรกิจก็อีกเรื่องนะ
ลักษณะของทีม

FCUM นั้นมีลักษณะการดำเนินการแตกต่างจากสโมสรฟุตบอลส่วนใหญ่ เพราะพวกเขามองเรื่องของชุมชนเป็นสำคัญ และปรับสโมสรให้มีเจ้าของเป็นกลุ่มแฟนบอลทั้งหมด โดยคนที่เป็นสมาชิกกับสโมสรนั้นจะได้หุ้นของสโมสรไปด้วย แปลว่าทุกการตัดสินใจ เช่นการย้ายสนาม สร้างบาร์ หรืออะไรต่างๆ จะต้องผ่านการโหวตของแฟนบอลก่อนที่จะเริ่มดำเนินการได้
รูปแบบธุรกิจแบบนี้เรียกว่า Fan Ownership ซึ่งไม่ค่อยมีให้เห็นกันมากในอังกฤษ แต่จะมีลักษณะคล้ายๆกับฟุตบอลเยอรมันมากกว่า (กับกฎ 50+1 ที่บังคับให้มีแฟนบอลเป็นผู้ถือหุ้นสโมสรอย่างน้อย 51%) แต่จากที่ผมเคยทำการค้นคว้ากับอาจารย์ที่เป็นผู้เชี่ยวชาญกับเรื่องการเป็นเจ้าของทีมฟุตบอลนั้น ส่วนใหญ่แล้วทีมที่มีแฟนบอลเป็นเจ้าของนั้นมักจะไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกันมาก เพราะพวกเขารู้ว่าอะไรจำเป็นหรือไม่จำเป็น และตัดสินใจเรื่องต่างๆโดยคิดถึงแฟนบอล ซึ่งเป็น “ลูกค้า” คนสำคัญของทีมไว้เป็นลำดับแรก โดยที่เจ้าของทีม (บางทีม) จะเน้นเรื่องผลประโยชน์ของตัวเองไว้ก่อน ทีมดี หรือไม่ดี ก็ไว้ทีหลัง เพราะเขาก็พูดได้ว่า “ก็เงินผม” หรือ “เงินฉัน มันก็เรื่องของฉัน”
การทำธุรกิจแบบ Fan Ownership นั้น เจ้าของ (ในที่นี้คือแฟนๆ) ไม่สามารถจะนำผลกำไรออกจากสโมสรได้ (เหมือนที่เกลเซอร์ ทำกับแมนฯยูไนเต็ด) จึงทำให้เป็นรูปแบบการดำเนินงานของสโมสรกีฬาที่ “ทำเพื่อกีฬา” จริงๆนั่นเอง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าชื่นชม
เรื่องของสนาม

สนามของพวกเขาตอนนี้อยู่ห่างออกจากตัวเมืองแมนเชสเตอร์ไปพอสมควร ซึ่งสนามมีชื่อว่า Broadhurst Park ซึ่งมีความจุประมาณ 4400 คน โดยในสนามจะมีอัฒจันทร์ทั้งแบบมีที่นั่ง และแบบยืนสลับกันไป และในวันเปิดสนามนั้นตอนปี 2015 พวกเขาก็ได้เชิญทีมชุดบีของเบนฟิก้า ทีมที่แมนฯยูไนเต็ดเอาชนะได้ในนัดชิงถ้วยยุโรปเมื่อ 67 ปีก่อน ถ้าลองมาดูแล้ว การเชิญทีมระดับเบนฟิก้า (ถึงจะเป็นชุดบีก็เถอะ) มาเตะนัดเปิดสนามของทีมระดับนอกลีกนั้นก็ถือว่าไม่ธรรมดาเลย

สาเหตุที่พวกเขาต้องการสร้างสนามเป็นของตัวเองนั้น ก็เพื่อจะแก้ปัญหาเรื่องค่าเช่าสนามที่เมื่อก่อนพวกเขาไปยืมสนามของทีม Bury (คนท้องถิ่นอ่านว่า แบ – รี่) ซึ่งคิดค่าเช่าสนามค่อนข้างแพง สนามแห่งนี้ได้สร้างเสร็จเมื่อปี 2015 โดยมีทั้งพื้นที่รองรับงานเลี้ยงและสัมมนาได้ (มีบาร์อยู่ในนั้นด้วยนะ) เลยถือเป็นอีกจุดที่สโมสรสามารถปล่อยเช่า เพื่อหาเงินเข้ามาได้ และตอนที่ผมได้ไปเยี่ยมชมสนามนั้น พวกเขาก็กำลังก่อสร้างพื้นที่บาร์และขายอาหาร ที่อยู่ใต้อัฒจันทร์ด้วย
ประสบความสำเร็จมั้ย

ก็ถือว่าเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จค่อนข้างเร็ว เพราะพวกเขาได้เลื่อนชั้น 3 ครั้งใน 3 ปีติด จนตอนนี้พวกเขาอยู่ในลีกที่ต่ำกว่าพรีเมียร์ลีกเพียงแค่ 6 ลีกเท่านั้น น่าสนใจว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จะต้องมาเจอกับทีม FCUM ในอนาคนหรือเปล่า และพอมาเจอแล้วจะออกมาในรูปแบบไหน (ถ้าเจอกันตอนนี้ ผีแดงคงน่าจะปราบ FCUM ได้สบายๆล่ะ)
การที่ได้ไปชมสนามแห่งนี้ ก็ทำให่เราได้เห็นว่าฟุตบอลในอังกฤษนั้นก็ไม่ได้ว่าจะโรงด้วยกลีบกุหลาบ หรือมีพรมแดงกันทุกสนาม พวกทีมบ้านๆ หรือทีมท้องถิ่นก็มีอีกแบบ แต่แฟนบอลของเขาก็ภูมิใจในแบบของเขาครับ ส่วนตัวผมแล้ว ต่อให้ทีมจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างไร ถ้าภูมิใจในตัวทีม โดยเฉพาะการที่คุณ (ซึ่งเป็นแฟนบอล) เป็นหนึ่งในหุ้นส่วนสโมสร มีสิทธิ์มีเสียงในการโหวตในเรื่องต่างแล้วด้วยนั้น ก็ทำให้ภาพลักษณ์ของวงการกีฬาที่มีแต่การทุ่มเงินมหาศาลนั้นดูแตกต่างออกไป (ในทางที่ดี) และเมื่อมีโอกาสได้ฟังแนวทางของสโมสร แม้แต่ผมที่ทำงานกับสโมสรคู่แค้นของพวกเขานั้น ก็ยังต้องยอมรับว่าพวกเขามีความตั้งใจที่ดี ที่อยากจะทำให้วงการกีฬานั้น “เห็นหัว” แฟนบอลกันบ้างในระดับหนึ่ง
ถ้าสงสัยกันว่าครอบครัวเกลเซอร์นั้นมาเทคโอเวอร์สโมสรได้อย่างไร ในตอนหน้าผมจะนำเรื่องราวของการเทคโอเวอร์ และความเห็นของผมมาเล่าให้ฟังกัน อย่าลืมติดตามกันนะครับ

































