ช่วงนี้มีพายุฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่ละครั้งมักรุนแรงจนสร้างความน่ากลัวอยู่เสมอ ที่สำคัญ ในช่วงที่ผ่านมาไม่นานนัก เราได้ยินข่าว “ฟ้าผ่า” ใส่คนถี่ขึ้น จนหลายคนเริ่มกังวลว่าอาจเกิดขึ้นกับตัวเองหรือคนที่ตัวเองรัก เวลาที่ต้องออกไปทำธุระนอกบ้านในช่วงที่เกิดฝนฟ้าคะนอง
ปรากฏการณ์ ฟ้าผ่า เป็นภัยธรรมชาติที่เกิดจากพลังงานไฟฟ้ามหาศาล ซึ่งอาจก่อให้เกิดอันตรายรุนแรงถึงแก่ชีวิตหรือความพิการถาวรได้จริง อย่างไรก็ตาม เรื่องอันตรายจากฟ้าผ่าก็ยังมีความเข้าใจผิดอยู่หลายเรื่อง Tonkot360 จึงได้รวบรวมข้อควรรู้เกี่ยวกับฟ้าผ่า เพื่อความเข้าใจที่ถูกต้องครบถ้วน มาดูกันว่ามีเรื่องอะไรบ้าง
ฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้อย่างไร
ฟ้าผ่าเป็นปรากฏการณ์ทางไฟฟ้าตามธรรมชาติ เกิดจากการถ่ายเทประจุไฟฟ้าระหว่างบริเวณที่มีประจุไฟฟ้าต่างชนิดกัน ไม่ว่าจะเป็นภายในก้อนเมฆ ระหว่างก้อนเมฆ หรือระหว่างก้อนเมฆกับพื้นดิน กระบวนการเริ่มต้นโดยทั่วไป มีดังนี้
- การก่อตัวของเมฆฝนฟ้าคะนอง เมื่ออากาศร้อนชื้นลอยตัวสูงขึ้น จะเกิดเมฆฝนฟ้าคะนองขนาดใหญ่ (เมฆคิวมูโลนิมบัส) ซึ่งภายในมีการเคลื่อนที่ของกระแสอากาศขึ้นและลงอย่างรุนแรง
- การแยกตัวของประจุไฟฟ้า ภายในเมฆมีหยดน้ำ ผลึกน้ำแข็ง และลูกเห็บขนาดเล็กเคลื่อนที่ชนกันและเสียดสีกันอย่างรวดเร็ว ทำให้เกิดการถ่ายเทและแยกตัวของประจุไฟฟ้า โดยทั่วไป บริเวณฐานเมฆจะมีประจุลบสะสม ขณะที่บริเวณยอดเมฆจะมีประจุบวกสะสม
- เกิดการสะสมประจุบนพื้นดิน เมื่อเมฆที่มีประจุไฟฟ้าเคลื่อนผ่าน พื้นดินและวัตถุต่าง ๆ ใต้เมฆจะเกิดการเหนี่ยวนำให้มีประจุไฟฟ้าตรงข้ามสะสมอยู่ กล่าวคือ ประจุลบที่อยู่บริเวณฐานเมฆ จะเหนี่ยวนำให้พื้นดินเบื้องล่างกลายเป็นประจุบวก (เนื่องจากประจุลบบนดินถูกผลักออกไป)
- การก่อตัวของช่องทางนำไฟฟ้า เมื่อความต่างศักย์ไฟฟ้าระหว่างเมฆกับพื้นดินมีมากพอ อากาศที่ปกติเป็นฉนวนจะเริ่มสูญเสียคุณสมบัติในการต้านทานไฟฟ้า ประจุลบจากเมฆจะพยายามวิ่งลงมาหาประจุบวกบนดิน เกิดช่องทางนำไฟฟ้าที่เรียกว่า Stepped Leader เคลื่อนตัวจากเมฆลงมาหาพื้นดิน
- การเกิดสายฟ้า เมื่อช่องทางดังกล่าวเชื่อมต่อกับกระแสประจุบวกที่พุ่งขึ้นจากพื้นดินไปบรรจบกัน จะเกิดการถ่ายเทประจุไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว กลายเป็นแสงวาบที่เรามองเห็นเป็นสายฟ้า อย่างไรก็ดี สายฟ้าที่เราเห็นไม่ได้หมายความว่าไฟฟ้าเดินทางจากเมฆลงสู่พื้นดินเพียงทิศทางเดียว หลังจากที่ช่องทางไฟฟ้าเชื่อมต่อกัน จะเกิดกระแสไฟฟ้ามหาศาลพุ่งย้อนขึ้นไปอย่างรวดเร็ว ที่เรียกว่า Return Stroke ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้เกิดแสงสว่างวาบและเสียงร้อง
ส่วนประเภทของฟ้าผ่า สามารถแบ่งตามตำแหน่งที่เกิดการถ่ายเทประจุ
- ฟ้าผ่าภายในก้อนเมฆ (Intra-cloud Lightning) เกิดจากการถ่ายเทประจุระหว่างบริเวณที่มีประจุต่างชนิดกันภายในเมฆก้อนเดียวกัน
- ฟ้าผ่าระหว่างก้อนเมฆ (Cloud-to-cloud Lightning) เกิดการถ่ายเทประจุระหว่างเมฆคนละก้อน
- ฟ้าผ่าระหว่างเมฆกับพื้นดิน (Cloud-to-ground Lightning) เกิดการถ่ายเทประจุระหว่างเมฆกับพื้นดิน เป็นประเภทที่เกี่ยวข้องกับอันตรายต่อคน สัตว์ และสิ่งปลูกสร้างบนพื้นโลกโดยตรง ฟ้าผ่าประเภทนี้ยังแบ่งได้ตามชนิดของประจุได้เป็นฟ้าผ่าขั้วลบและฟ้าผ่าขั้วบวก ซึ่งมีความแตกต่างด้านลักษณะทางไฟฟ้าและความรุนแรง
ฟ้าผ่าเลือกจุดลงอย่างไร
หลายคนอาจนึกสงสัยว่า ฟ้าผ่ามีหลักในการเลือกจุดผ่าลงหรือไม่ ทำไมบางครั้งก็ผ่าต้นไม้ เสาไฟฟ้า อาคารสูง หรือแม้แต่คนที่ยืนอยู่กลางแจ้ง คำตอบคือ ฟ้าผ่าไม่ได้มีเป้าหมายแบบเฉพาะเจาะจง แต่เส้นทางการถ่ายเทประจุไฟฟ้าขึ้นอยู่กับสภาพสนามไฟฟ้า ตำแหน่งของประจุไฟฟ้า รูปร่างและความสูงของวัตถุ รวมถึงช่องทางที่เอื้อต่อการเกิดการนำไฟฟ้า เช่น การถือวัตถุโลหะยาวๆ เช่น ร่มที่มีปลายโลหะ คันเบ็ด ไม้กอล์ฟ หรือการอยู่ใกล้แหล่งน้ำ/วัตถุที่เป็นตัวนำไฟฟ้า
วัตถุที่มีความสูงโดดเด่น เช่น ต้นไม้สูง เสาไฟฟ้า เสาส่งสัญญาณ ยอดอาคาร หรือแม้แต่คนที่ยืนอยู่กลางแจ้งในที่โล่ง มีโอกาสเกิดกระแสประจุพุ่งขึ้นไปเชื่อมต่อกับช่องทางไฟฟ้าที่เคลื่อนลงมาจากเมฆได้ง่ายกว่าในบางสถานการณ์ ถึงอย่างนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าวัตถุที่สูงที่สุดจะถูกฟ้าผ่าเสมอไป เพราะฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นบนพื้นดินในพื้นที่โล่งได้เช่นกัน
คนถูกฟ้าผ่าได้อย่างไร ทั้งที่ไม่ได้ยืนอยู่ใต้จุดที่ฟ้าผ่า
การได้รับอันตรายจากฟ้าผ่า ไม่ได้เกิดจากการที่สายฟ้าพุ่งลงมาชนร่างกายโดยตรงเท่านั้น แต่ยังสามารถเกิดขึ้นได้อีกหลายกลไก โดยหน่วยงานด้านอุตุนิยมวิทยาของสหรัฐฯ และศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) เคยอธิบายกลไกสำคัญถึงรูปแบบการโดนฟ้าผ่า ไว้ดังนี้
1. ฟ้าผ่าโดยตรง (Direct Strike) เป็นกรณีที่สายฟ้าผ่าลงมายังร่างกายของบุคคลโดยตรง มักเกิดกับผู้ที่อยู่ในพื้นที่โล่ง ไม่มีสิ่งกำบัง หรืออยู่ในตำแหน่งที่เป็นส่วนหนึ่งของช่องทางการถ่ายเทประจุไฟฟ้า ทำให้กระแสไฟฟ้าบางส่วนอาจไหลผ่านผิวหนัง ขณะที่บางส่วนไหลเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้หัวใจ ระบบประสาท และอวัยวะต่าง ๆ ได้รับความเสียหาย เป็นหนึ่งในรูปแบบฟ้าผ่าที่อันตรายที่สุด
2. กระแสไฟฟ้ากระโดดจากวัตถุมายังคน (Side Flash) เกิดขึ้นเมื่อฟ้าผ่าลงบนวัตถุใกล้เคียง เช่น ต้นไม้ เสา หรือสิ่งปลูกสร้าง แล้วกระแสไฟฟ้าส่วนหนึ่งกระโดดจากวัตถุนั้นมายังคนที่อยู่ใกล้ เช่น คนหลบฝนใต้ต้นไม้ใหญ่ เมื่อสายฟ้าผ่าลงบนต้นไม้ กระแสไฟฟ้าอาจกระโดดผ่านอากาศมาสู่ร่างกายได้
3. กระแสไฟฟ้าที่ไหลไปตามพื้นดิน (Ground Current) เป็นหนึ่งในสาเหตุสำคัญของการบาดเจ็บและเสียชีวิตจากฟ้าผ่า เกิดขึ้นเมื่อสายฟ้าผ่าลงบนพื้นดินหรือต้นไม้ แล้วกระแสไฟฟ้าแพร่กระจายไปตามพื้นผิวโดยรอบ คนที่ยืนหรือเดินอยู่ใกล้บริเวณดังกล่าวอาจได้รับกระแสไฟฟ้าจากพื้นดิน โดยกระแสไฟฟ้าอาจเข้าสู่ร่างกายทางเท้าข้างหนึ่งและออกทางเท้าอีกข้างหนึ่ง กลไกนี้จะอธิบายได้ว่าทำไมคนหลายคนที่อยู่บริเวณเดียวกันจึงอาจได้รับบาดเจ็บจากฟ้าผ่าครั้งเดียวกัน แม้จะไม่มีใครถูกสายฟ้าผ่าลงบนตัวโดยตรง
4. การได้รับกระแสไฟฟ้าผ่านสิ่งที่สัมผัสอยู่ (Contact Injury) เกิดขึ้นเมื่อบุคคลสัมผัสวัตถุที่ถูกฟ้าผ่า หรือเป็นสื่อนำกระแสไฟฟ้าที่เชื่อมต่อกับจุดที่ถูกฟ้าผ่า เช่น รั้วโลหะ เสา หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบสายไฟ บางครั้งอาจวิ่งมาตามสายโทรศัพท์บ้าน สายไฟ หรือท่อน้ำภายในอาคารได้
5. กระแสไฟฟ้าจากช่องทางประจุที่พุ่งขึ้นจากพื้นดิน (Streamer Injury) ในช่วงที่ช่องทางประจุไฟฟ้าจากเมฆเคลื่อนลงมา จะมีช่องทางประจุไฟฟ้าพุ่งขึ้นจากวัตถุบนพื้นดินหลายจุดเพื่อพยายามเชื่อมต่อกับช่องทางดังกล่าว หากร่างกายเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของช่องทางประจุเหล่านี้ ก็อาจได้รับอันตรายได้ แม้จะไม่ได้เป็นเส้นทางหลักของสายฟ้าก็ตาม
6. การบาดเจ็บจากแรงกระแทก (Blast Injury) ฟ้าผ่าทำให้อากาศร้อนขึ้นอย่างรวดเร็วและขยายตัวอย่างรุนแรง เกิดคลื่นเสียงและแรงกระแทกที่อาจทำให้แก้วหูได้รับความเสียหาย หรือทำให้คนที่อยู่ใกล้จุดฟ้าผ่าล้ม กระเด็น หรือกระแทกกับสิ่งของจนบาดเจ็บได้
ใครบ้างที่มีความเสี่ยงถูกฟ้าผ่ามากกว่าคนอื่น
อย่างที่บอกว่าฟ้าผ่าไม่ได้เลือกบุคคลโดยเฉพาะเจาะจง แต่ขึ้นอยู่กับการสัมผัสกับสภาพแวดล้อมที่มีความเสี่ยงเป็นสำคัญ ซึ่งกลุ่มคนที่มีโอกาสเผชิญความเสี่ยงมาก ได้แก่
- เกษตรกรและผู้ทำงานกลางแจ้ง เช่น คนทำนา คนทำสวน คนเลี้ยงสัตว์ ซึ่งอาจต้องทำงานในพื้นที่โล่งเป็นเวลานาน
- ชาวประมงและผู้ทำกิจกรรมทางน้ำ เช่น คนตกปลา คนพายเรือ หรือคนที่อยู่บนเรือ เพราะพื้นที่น้ำและพื้นที่เปิดโล่งไม่มีที่กำบังที่ปลอดภัยใกล้ตัว
- นักกีฬาและผู้ชมการแข่งขันกลางแจ้ง เช่น นักกอล์ฟ นักฟุตบอล นักวิ่ง และผู้ชมการแข่งขันในสนาม
- นักเดินป่าและนักปีนเขา โดยเฉพาะผู้ที่อยู่บนสันเขา ยอดเขา หรือพื้นที่สูงที่ไม่มีที่กำบัง
- คนที่เดินทางหรือทำกิจกรรมในพื้นที่โล่ง เช่น คนเดินชายหาด คนตั้งแคมป์ หรือคนที่ยืนอยู่กลางสนาม
ทั้งนี้ คนที่อยู่ในอาคารก็ยังมีโอกาสได้รับอันตรายจากฟ้าผ่าได้เช่นกัน หากสัมผัสกับระบบประปา สายไฟ หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าในช่วงที่เกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
ความเสี่ยงที่จะถูกฟ้าผ่ามีมากน้อยแค่ไหน
ก่อนอื่น ต้องแยกระหว่างโอกาสที่บุคคลทั่วไปจะถูกฟ้าผ่า กับโอกาสที่คนซึ่งอยู่ในพื้นที่เสี่ยงจะได้รับอันตราย ซึ่งแน่นอนว่าไม่เท่ากัน ความเสี่ยงที่คนเราจะถูกฟ้าผ่าได้นั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่อยู่อาศัย สภาพอากาศ ฤดูกาล ลักษณะการทำงาน และระยะเวลาที่อยู่กลางแจ้ง โดยปัจจัยเสี่ยงสิ่งที่ควรทำความเข้าใจ ได้แก่
- การอยู่กลางแจ้งในช่วงพายุฝนฟ้าคะนองทำให้มีความเสี่ยงมากกว่าการอยู่ภายในอาคารที่ปลอดภัย
- พื้นที่โล่งและพื้นที่สูงเพิ่มโอกาสสัมผัสกับอันตรายจากฟ้าผ่า
- การหลบอยู่ใต้ต้นไม้ไม่ได้ช่วยให้ปลอดภัย เพราะอาจเกิดฟ้าผ่าลงต้นไม้และกระแสไฟฟ้ากระโดดมายังคนได้
- การอยู่ใกล้บริเวณที่ฟ้าผ่าลงพื้นดินก็อาจได้รับอันตรายจากกระแสไฟฟ้าที่แพร่กระจายไปตามพื้นผิวได้เช่นกัน
- ฟ้าผ่าไม่ได้เกิดเฉพาะตอนฝนตกหนัก เพราะสายฟ้าสามารถเกิดขึ้นนอกบริเวณที่ฝนตก และอาจผ่าลงมาได้แม้บริเวณนั้นจะยังมีท้องฟ้าแจ่มใส มีข้อมูลจาก CDC ระบุว่าสายฟ้าสามารถผ่าได้ไกลจากบริเวณพายุฝนฟ้าคะนองมากกว่า 10 ไมล์ หรือประมาณ 16 กิโลเมตร ดังนั้น การที่บริเวณหนึ่งยังไม่มีฝนตก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะปลอดภัยจากฟ้าผ่า!
ถึงอย่างนั้น มันก็พอจะมีสัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าบริเวณนั้นอาจกำลังเผชิญกับอันตรายจากฟ้าผ่า คือ
- ได้ยินเสียงฟ้าร้อง แม้จะยังไม่มีฝนตก
- เห็นฟ้าแลบหรือแสงจากสายฟ้าในระยะไกล
- รู้สึกว่าขนแขนหรือเส้นผมตั้งขึ้น หรือมีความรู้สึกซ่า ๆ บนผิวหนัง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณของสนามไฟฟ้าที่รุนแรงในบริเวณนั้น นี่ถือเป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม หากเกิดขึ้นควรรีบหาที่หลบภัยทันที ไม่ควรยืนรอดูหรือพยายามถ่ายภาพปรากฏการณ์ดังกล่าว
ฟ้าผ่าทำให้ร่างกายได้รับอันตรายอะไรบ้าง
กระแสไฟฟ้าจากฟ้าผ่าอาจมีความร้อนสูงได้ถึง 30,000 องศาเซลเซียส และมีแรงดันไฟฟ้าอีกนับล้านโวลต์ จึงสามารถส่งผลกระทบต่อร่างกายได้หลายระบบ ไม่ใช่เพียงทำให้ผิวหนังไหม้เท่านั้น
- ระบบหัวใจและหลอดเลือด กระแสไฟฟ้าอาจรบกวนระบบไฟฟ้าของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะขั้นรุนแรงหรือหยุดเต้นฉับพลัน
- ระบบประสาทและสมอง อาจทำให้หมดสติ สมองขาดออกซิเจน ชัก สับสน ความจำผิดปกติ สูญเสียความทรงจำ หรือเกิดความเสียหายต่อระบบประสาทในระยะยาว เป็นอัมพาตชั่วคราวหรือถาวร
- กล้ามเนื้อ อาจเกิดการบาดเจ็บ กล้ามเนื้อสลาย หรือมีอาการปวดและอ่อนแรง
- ผิวหนัง อาจเกิดแผลไหม้ตามร่างกาย โดยบางรายพบรอยแตกแขนงคล้ายกิ่งไม้ เรียกว่า Lichtenberg Figures ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะที่พบได้หลังได้รับฟ้าผ่า
- ดวงตาและหู อาจเกิดความเสียหาย เช่น ตาบอดชั่วคราว ต้อกระจกในภายหลัง หรือแก้วหูทะลุจากคลื่นความกดอากาศ (เสียงฟ้าผ่า)
- การบาดเจ็บจากแรงกระแทก อาจมีกระดูกหัก บาดแผล หรือการบาดเจ็บจากการล้มและกระเด็น
ทั้งนี้ ผู้ที่รอดชีวิตจากฟ้าผ่าอาจไม่ได้มีบาดแผลภายนอกให้เห็นชัดเจน แต่ก็ยังมีความเสียหายต่อหัวใจหรือระบบประสาทได้ โดยทาง CDC ระบุว่าในสหรัฐฯ ผู้ที่ถูกฟ้าผ่าประมาณ 10% เสียชีวิต และภาวะหัวใจหยุดเต้นเป็นสาเหตุการเสียชีวิตที่พบได้บ่อยที่สุดในคนที่ถูกฟ้าผ่า
ป้องกันตัวเองเมื่อเกิดพายุฝนฟ้าคะนอง
หลักการที่สำคัญที่สุดคือ เมื่อได้ยินเสียงฟ้าร้องหรือเห็นฟ้าแลบ ควรรีบหาที่หลบภัยที่ปลอดภัยทันที ไม่ควรรอให้ฝนตกหนักก่อน โดยเข้าใจกฎ 30/30 กล่าวคือ เมื่อเห็นฟ้าแลบแล้วได้ยินเสียงฟ้าร้องตามมา น้อยกว่า 30 วินาที แสดงว่าพายุอยู่ใกล้ในระยะอันตราย ให้รีบเข้าหลบในอาคารทันที และหลังจากได้ยินเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้าย ควรอให้เวลาผ่านไปอย่างน้อย 30 นาที จึงค่อยออกมานอกอาคารไปทำกิจกรรมกลางแจ้งตามปกติ เพราะแม้ฝนจะหยุดตกแล้วก็ยังอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้
กรณีอยู่กลางแจ้ง
- รีบเข้าไปในอาคารที่มีหลังคาและผนังปิดล้อม หรือรถยนต์ที่มีหลังคาแข็งและปิดกระจก
- หลีกเลี่ยงพื้นที่โล่ง สนามหญ้า ชายหาด สนามกีฬา และยอดเขา
- ไม่หลบใต้ต้นไม้ใหญ่ ต้นไม้โดดเดี่ยว หรือเพิงพักที่เปิดโล่ง
- หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้เสาไฟฟ้า เสาส่งสัญญาณ รั้วโลหะ และวัตถุที่เป็นสื่อนำไฟฟ้า
- ออกจากแหล่งน้ำทันที ไม่ว่าจะเป็นสระว่ายน้ำ แม่น้ำ ทะเล หรือทะเลสาบ
- หากอยู่บนเรือ ควรขึ้นฝั่งและหาที่หลบภัยที่ปลอดภัยโดยเร็ว
- หากไม่มีที่หลบภัยอยู่ใกล้ตัว ให้ย่อตัวลงให้ต่ำที่สุดเท่าที่ทำได้ พยายามลดพื้นที่สัมผัสพื้นดิน โดยนำเท้าทั้งสองข้างชิดกัน ยกส้นเท้าพ้นพื้น วิธีนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงจากกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านพื้นดินได้บ้าง แต่ไม่ได้ทำให้ปลอดภัยจากฟ้าผ่า เอามือปิดหู แต่ห้ามนอนราบกับพื้น เพราะจะเพิ่มพื้นที่สัมผัสกับกระแสไฟฟ้าที่แพร่กระจายบนพื้นดิน
กรณีอยู่ภายในอาคาร
แม้การอยู่ในบ้านจะปลอดภัยกว่าการอยู่กลางแจ้ง แต่ก็ยังมีข้อควรระวัง…
- หลีกเลี่ยงการอาบน้ำ ล้างมือ ล้างจาน หรือสัมผัสน้ำจากก๊อก เพราะกระแสไฟฟ้าอาจเดินทางผ่านระบบประปาได้
- หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียบปลั๊ก รวมถึงคอมพิวเตอร์ตั้งโต๊ะ
- ไม่ใช้โทรศัพท์บ้านแบบมีสาย
- อยู่ห่างจากหน้าต่าง ประตู ระเบียง และเฉลียง
- หลีกเลี่ยงการพิงผนังคอนกรีตหรือนอนบนพื้นคอนกรีต เพราะอาจมีสายไฟหรือเหล็กเสริมอยู่ภายใน
- โทรศัพท์มือถือที่ไม่ได้เชื่อมต่อกับสายไฟสามารถใช้งานได้ตามปกติ
การปฐมพยาบาลและให้ความช่วยเหลือคนที่ถูกฟ้าผ่า
ก่อนอื่นต้องรู้ว่า คนที่ถูกฟ้าผ่า ไม่ได้มีกระแสไฟฟ้าค้างอยู่ในร่างกาย ผู้ช่วยเหลือจึงสามารถสัมผัสตัวและให้การช่วยเหลือได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องรอให้กระแสไฟฟ้าหมดก่อน สำหรับขั้นตอนการช่วยเหลือเบื้องต้น มีดังนี้
ขั้นที่ 1 ประเมินความปลอดภัยของพื้นที่
ก่อนเข้าไปช่วยเหลือ ต้องประเมินก่อนว่าบริเวณนั้นยังมีความเสี่ยงจากฟ้าผ่าซ้ำอยู่หรือไม่ หากยังอยู่ในพื้นที่โล่งหรือใกล้จุดเสี่ยง ควรเคลื่อนย้ายไปยังที่ปลอดภัยโดยเร็วเท่าที่ทำได้เพื่อไม่เพิ่มอันตรายให้ผู้ช่วยเหลือ
ขั้นที่ 2 โทรแจ้งหน่วยแพทย์ฉุกเฉิน
โทรแจ้งสายด่วนการแพทย์ฉุกเฉิน 1669 พร้อมแจ้งตำแหน่งที่เกิดเหตุ จำนวนผู้บาดเจ็บ และสภาพของผู้ประสบเหตุ
ขั้นที่ 3 ตรวจสอบการตอบสนองและการหายใจ
เรียกผู้ประสบเหตุและสังเกตว่ารู้สึกตัวหรือไม่ หายใจตามปกติหรือไม่ หากหมดสติและไม่หายใจตามปกติ หรือมีเพียงอาการหายใจเฮือก ๆ ให้ถือว่าอาจเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และต้องเริ่มการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ทันทีโดยไม่ต้องรอ และหากมีเครื่อง AED (เครื่องกระตุกหัวใจไฟฟ้าอัตโนมัติ) ให้รีบนำมาใช้งาน
ขั้นที่ 4 ทำ CPR และใช้เครื่อง AED
- เริ่มกดหน้าอกบริเวณกึ่งกลางหน้าอก
- กดด้วยความเร็วประมาณ 100-120 ครั้งต่อนาที
- สำหรับผู้ใหญ่ กดลึกประมาณ 5-6 เซนติเมตร และปล่อยให้หน้าอกคืนตัวทุกครั้ง
- หากได้รับการฝึกและสามารถช่วยหายใจได้ ให้ทำ CPR ตามอัตราส่วน 30 ครั้งต่อการช่วยหายใจ 2 ครั้ง
- หากไม่มีทักษะช่วยหายใจ ให้กดหน้าอกต่อเนื่อง
- หากมีเครื่อง AED ให้เปิดเครื่องและทำตามคำแนะนำของเครื่องทันที
ให้ทำ CPR ต่อเนื่องจนกว่าผู้ประสบเหตุจะกลับมาหายใจตามปกติ จนกว่าเจ้าหน้าที่ช่วยเหลือจะมาถึง หรือไม่สามารถทำต่อได้
ขั้นที่ 5 ดูแลอาการบาดเจ็บอื่น ๆ
หากผู้ประสบเหตุยังหายใจได้ตามปกติ ให้ตรวจสอบบาดแผลและการบาดเจ็บอื่น ๆ เช่น แผลไหม้ กระดูกหัก หรืออาการบาดเจ็บจากการล้ม
- ใช้ผ้าสะอาดปิดแผลไหม้
- หลีกเลี่ยงการทายาหรือเจาะตุ่มพอง
- หากสงสัยว่ามีกระดูกหักหรือบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง ไม่ควรเคลื่อนย้ายโดยไม่จำเป็น
- เฝ้าสังเกตอาการจนกว่าหน่วยแพทย์จะมาถึง
ข้อควรรู้เพิ่มเติม หากมีผู้ถูกฟ้าผ่าพร้อมกันหลายคน ผู้ช่วยเหลือควรให้ความสำคัญกับผู้ที่ไม่หายใจหรือไม่มีสัญญาณการไหลเวียนของเลือดก่อน เพราะผู้ประสบเหตุจากฟ้าผ่าอาจเกิดภาวะหยุดหายใจหรือหัวใจหยุดเต้นได้ และการช่วยฟื้นคืนชีพอย่างรวดเร็วอาจช่วยให้มีโอกาสรอดชีวิตมากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผู้ที่ถูกฟ้าผ่าทุกคนควรได้รับการประเมินจากบุคลากรทางการแพทย์ แม้จะฟื้นขึ้นมาและดูเหมือนไม่มีอาการรุนแรงก็ตาม
ความเชื่อผิด ๆ เกี่ยวกับฟ้าผ่าที่ต้องทำความเข้าใจใหม่
นอกจากข้อมูลเบื้องต้นดังที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับฟ้าผ่า ที่คนทั่วไปเข้าใจคลาดเคลื่อน เช่น
- ฟ้าผ่าจะผ่าลงมาที่คนหรือสิ่งของที่สูงที่สุดเท่านั้น ❌
ฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นในพื้นที่โล่งได้ แม้จะมีต้นไม้หรือสิ่งปลูกสร้างสูงอยู่ใกล้เคียง ✅ - หลบใต้ต้นไม้ใหญ่ช่วยป้องกันฟ้าผ่า ❌
อาจเกิดกระแสไฟฟ้ากระโดดจากต้นไม้มายังคน หรือไหลผ่านพื้นดิน ✅ - ฟ้าผ่าจะเกิดเฉพาะตอนฝนตก ❌
ฟ้าผ่าสามารถเกิดขึ้นในบริเวณที่ฝนยังมาไม่ถึง หรือไม่มีฝนตกได้ ✅ - โลหะดึงดูดฟ้าผ่า ❌
โลหะไม่ได้ดึงดูดฟ้าผ่าโดยตัวมันเอง แต่เป็นตัวนำไฟฟ้าที่ทำให้กระแสไฟฟ้าเดินทางผ่านได้ ✅ - รถยนต์ปลอดภัยเพราะยางรถยนต์เป็นฉนวน ❌
ความปลอดภัยของรถยนต์หลังคาแข็งเกิดจากโครงสร้างตัวถังที่เป็นสื่อนำไฟฟ้าและช่วยนำกระแสไฟฟ้าไหลอ้อมห้องโดยสารลงสู่พื้นดิน ไม่ใช่เพราะยางรถยนต์ ✅ - ฟ้าผ่าลงจุดเดิมซ้ำสองไม่ได้ ❌
ฟ้าผ่าสามารถผ่าลงจุดเดิมได้หลายครั้ง โดยเฉพาะสิ่งปลูกสร้างสูง ✅ - คนถูกฟ้าผ่าจะมีกระแสไฟฟ้าค้างอยู่ในร่างกาย ❌
สามารถสัมผัสตัวและให้การปฐมพยาบาลได้ทันที ✅ - ฝนหยุดแล้วแสดงว่าปลอดภัยจากฟ้าผ่า ❌
ควรรออย่างน้อย 30 นาทีหลังเสียงฟ้าร้องครั้งสุดท้าย ✅
ฟ้าผ่า เป็นภัยธรรมชาติที่คร่าชีวิตคนได้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้เกิดขึ้นบ่อย ๆ แต่ข้อมูลทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่ทุกคนควรรู้ เพื่อความปลอดภัยในชีวิตของตนเอง





























