
365 วันที่ผ่านไปนับตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 13ตุลาคม 2559 จวบจนปัจจุบัน ความเศร้าโศกยังคงอยู่ในใจของคนไทย และบางส่วนได้แปรเปลี่ยนเป็นความคิดถึง เป็นความคิดถึงชนิดที่คนที่ไม่ได้เกิดในแผ่นดินไทยและไม่ได้เติบโตในรัชสมัยของพระองค์มิอาจเข้าใจได้
ความรักที่คนไทยมีให้กับในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นเป็นความรักความผูกพันธ์ตลอดรัชสมัยที่คนไทยได้เห็นว่าในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเสียสละเพื่อประชาชนของพระองค์ขนาดไหน และนับเป็นพระราชปณิธานตั้งแต่ทรงเสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ ที่มีพระราชดำรัสว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม”
และในทุกครั้งที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 มีรับสั่งถึงประชาชนของพระองค์นั้น ได้แสดงให้เห็นว่า ท่านทรงให้ความสำคัญและความรักตอบ แก่ประชาชนชาวไทยอย่างไร ดังเช่นในพระราชหัตถเลขาที่ทรงมีไปถึงพระสหายในต่างประเทศ หลังขึ้นครองสิริราชสมบัติว่า
“เมื่อข้าพเจ้าเป็นนักเรียนอยู่ในยุโรป ข้าพเจ้าไม่เคยตระหนักว่าประเทศของข้าพเจ้าคืออะไร และเกี่ยวข้องกับข้าพเจ้าแค่ไหน ไม่ทราบตราบจนกระทั่งข้าพเจ้าได้เรียนรู้ที่จะรักประชาชนของข้าพเจ้า เมื่อได้มีการติดต่อกับเขาเหล่านั้น ซึ่งทำให้ข้าพเจ้าสำนึกในความรักอันมีค่ายิ่ง ข้าพเจ้าไม่เป็นโรคคิดถึงบ้านที่จริงจังอะไรนัก แต่ข้าพเจ้าได้เรียนรู้โดยการทำงานที่นี่ว่า ที่ของข้าพเจ้าในโลกนี้ คือการได้อยู่ท่ามกลางประชาชนของข้าพเจ้า นั่นคือคนไทยทั้งปวง…”
และอีกครั้งเมื่อ ในหลวงรัชกาลที่ 9 ประทับรถพระที่นั่งเสด็จพระราชดำเนินไปยังสนามบินดอนเมือง เพื่อทรงศึกษาเพิ่มเติมที่สวิตเซอร์แลนด์ หลังขึ้นครองสิริราชสมบัติทรงได้ยินเสียงราษฎรคนหนึ่งตะโกนลั่นว่า”ในหลวง อย่าทิ้งประชาชน”ทำให้ทรงนึกตอบบุคคลผู้นั้นในพระราชหฤทัยว่า “ถ้าประชาชนไม่ทิ้งข้าพเจ้าแล้ว ข้าพเจ้าจะทิ้งประชาชนอย่างไรได้”
หลังจากทรงสำเร็จการศึกษาและเสด็จพระราชดำเนินมาประทับอยู่ในเมืองไทยเป็นการถาวร ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงปฎิบัติพระกรณียกิจในถิ่นธุรกันดารอย่างต่อเนื่อง และมีภาพหนึ่งที่คนไทยคุ้นตากันดีคือภาพรถยนต์พระที่นั่งขับลุยน้ำในในแม่น้ำเพื่อไปยังอีกฝั่งที่่มีประชาชนรออยู่ เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้นเมื่อครั้งเสด็จพระราชดำเนินไปยัง อำเภอ สุคิริน จังหวัดนราธิวาส เวลานั้น ฝนตกหนักโดยตลอดและทำให้สะพานขาด วิธีเดียวที่จะข้ามไปได้คือต้องขับรถลุยน้ำไป
ในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงรับสั่งว่า “เมื่อประชาชนรอเราอยู่อย่างไรเราก็ต้องไป” พร้อมรับสั่งว่า “ใครไม่กล้าก็กลับไป” และนั่นทำให้รถยนต์พระที่นั่งที่พอจะข้ามน้ำได้ ได้ขับลุยน้ำขึ้นฝั่งไปยังอีกฝากหนึ่ง ได้อย่างปลอดภัย และทำให้ประชาชนที่มารอเฝ้ารับเสด็จในหลวงรัชกาลที่ 9 ตั้งแต่เช้ามืด ได้มีโอกาสเจอพระราชาขอพวกเขาอย่างที่ตั้งใจ
ตลอดระยะเวลาในรัชสมัยของในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงเป็นแบบอย่าง เป็นความหวัง และ เป็นศูนย์กลางความศรัทธาของประชาชนชาวไทย แม้กระทั่งในช่วงขวบปีสุดท้ายของรัชสมัย พรปีใหม่จากในหลวงรัชกาลที่ 9 ก้ยังคงเป็นแนวทางสำหรับประชาชนในการดำเนินชีวิตสำหรับปีใหม่ที่กำลังจะมาถึง โดยพรปีใหม่ของในหลวงรัชกาลที่ 9 เมื่อวันที่ 31 ธันวาคม 2558 นั้นมีใจความว่า
“ประชาชนชาวไทยทั้งหลายบัดนี้ถึงวาระที่จะขึ้นปีใหม่ข้าพเจ้าของทรงความปรารถนาดีมาอวยพรแก่ทุกๆคนให้มีความสุขความเจริญและความสำเร็จสมประสงค์ในสิ่งที่ปรารถนา
ความสุขความเจริญนี้แม้เป็นสิ่งที่ปรารถนาอย่างยิ่ง แต่ในวิถีชีวิตของคนเรานั้นต้องมีทั้งสุขและทุกข์ทั้งความสมหวังผิดหวังเป็นปกติธรรมดา ทุกคนจึงต้องเตรียมตัว เตรียมใจ และกายให้พร้อมอย่าประมาทในปีใหม่นี้จึงขอให้ท่านรักษาและสร้างเสริมสุขภาพของตนเองให้สมบูรณ์ให้มีกำลังกายที่แข็งแรง มีกำลังใจที่เข้มแข็งหนักแน่น และมีสติรู้เท่าทันอยู่เสมอจักได้สามารถนำพาตนให้ผ่านพ้นสถานการณ์ต่างๆอันไม่พึงประสงค์จนบรรลุถึงความสุขความเจริญและความสำเร็จได้ ดังที่ตั้งใจปรารถนา
ขออานุภาพแห่งคุณพระศรีรัตนตรัย และสิ่งศักดิ์สิทธิจงคุ้มครองรักษาท่านทุกคน ให้ปราศจากความทุกข์และปราศจากภัยให้มีความสุขกายสุขใจ ตลอดศกหน้านี้โดยทั่วกัน”
ทั้งหมดนี้เป็นเพียงเสี้ยวหนึ่งจากคำตอบเป็นล้านคำที่จะตอบว่าทำไมคนไทยถึงรักในหลวงรัชกาลที่ 9 เพราะท่านไม่เคยทิ้งประชาชน ดังเช่นที่เคยมีพระราชดำรัสเอาไว้ และทรงทำตามพระราชปณิธาน ในการครองแผ่นดินโดยทำ จนทำให้วันนี้ ความรักของคนไทยที่มีต่อในหลวงรัชกาลที่ 9 นั้นเป็นความรักที่ไม่มีวันสิ้นสุดและท่านจะยังอยู่ในใจคนไทยไปตลอดกาล






























