ทุกวันนี้คอนเทนต์ต่าง ๆ ที่ปรากฏอยู่บนอินเทอร์เน็ตนั้นมีรูปแบบที่หลากหลายมาก และหลายครั้งเราจะพบกับคอนเทนต์ที่เป็นไวรัลขึ้นมาเพราะมีความน่าสนใจในหลายแง่มุม โดยเฉพาะเรื่องของการแสดงให้เห็นถึงความคิดสร้างสรรค์ และความสามารถบางอย่างที่ยอดเยี่ยม ซึ่งคอนเทนต์รูปแบบหนึ่งที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากก็คือ คอนเทนต์การทำเค้กเลียนแบบผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ซึ่งทำออกมาได้เหมือนมาก ๆ และก็มีการกินให้ดูว่าสิ่งที่อยู่ตรงหน้า สิ่งที่เหมือนกับผลิตภัณฑ์อย่างหนึ่งที่มีวางขายตามท้องตลาด แท้จริงแล้วเป็นเค้ก
อย่างไรก็ตาม คอนเทนต์รูปแบบนี้ก็ไม่วายมีดราม่าขึ้นมาจนได้ จากการที่ผู้สร้างคอนเทนต์ “กินเค้กที่ทำออกมาเหมือนกับผลิตภัณฑ์อันตรายมาก ๆ ที่ของจริงนั้นกินไม่ได้” ความน่าสนใจของดราม่านี้คือ ความคิดเห็นที่แบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย ฝ่ายหนึ่งมองว่ามันไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ถึงจะทำเค้กเลียนแบบสินค้าจริงได้
ส่วนอีกฝ่าย มองว่ามันเป็
แม้ว่าดราม่านี้จะค่อย ๆ คลี่คลายลงไปแล้ว แต่มาดูกันหน่อยว่า ทำไมคอนเทนต์ที่ “กินเค้กเลียนแบบสิ่งของ” จึงอาจเป็นปัญหาขึ้นมา
เพราะเห็นถึง “ความเสี่ยง” ที่อาจเกิดขึ้นได้
คอนเทนต์การทำเค้กเลียนแบบสิ่งของต่าง ๆ ที่เราใช้กันในชีวิตประจำวันนั้น เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน และในต่างประเทศเองก็มีคอนเทนต์ลักษณะนี้อยู่ไม่น้อย สิ่งที่ต้องชื่นชมก็คือ แสดงให้เห็นถึงทักษะในการรังสรรค์เค้กธรรมดา ๆ ให้ออกมาเป็นสิ่งของต่าง ๆ ที่สุดยอดและแนบเนียนมาก อีกทั้งยังเป็นผลงานที่แสดงความคิดสร้างสรรค์ที่น่าทึ่ง แต่เมื่อทำเลียนแบบ “ผลิตภัณฑ์อันตรายที่ปกติกินไม่ได้” มันจึงกลายเป็นดาบสองคมทันที ในแง่ของอันตรายที่เกิดจากการรับรู้
- สร้างความสับสน และอาจนำไปสู่การบริโภคที่ผิดพลาด นี่คือความเสี่ยงที่ร้ายแรงที่สุด โดยเฉพาะกับ เด็กเล็ก หรือ ผู้ที่มีความบกพร่องทางการรับรู้ ซึ่งอาจไม่สามารถแยกแยะได้ว่าอันไหนคือเค้กที่กินได้ และอันไหนคือของจริงที่เป็นอันตราย พวกเขาอาจเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์อันตรายเหล่านั้นที่เห็นว่ามีคนกินจริง ๆ เป็นสิ่งที่กินได้และนำมากินจริง ๆ สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักก็คือ เด็กนั้นมีความอยากรู้ อยากเห็น อยากลองสูงมาก ๆ และเชื่อฟังผู้ปกครองไม่เท่ากัน ต่อให้ผู้ปกครองจะคอยแนะนำและย้ำอยู่ตลอดว่าที่เห็นเขากินในคลิปนั้นมันเป็นเค้กที่ทำขึ้นมาเลียนแบบก็เลยกินได้ แต่เด็กบางคนกลับอยากรู้ว่าแล้วที่มีอยู่ในบ้านเราล่ะเป็นเค้กด้วยไหม และลองแอบเอามากิน ซึ่งเด็กก็คือเด็ก ไม่ได้มีวิจารณญาณในการไตร่ตรองมากขนาดนั้น และผู้ปกครองก็ไม่สามารถเฝ้าให้อยู่ในสายตาได้ตลอดเวลา อย่างเช่น เวลาที่ผู้ใหญ่หลับและเด็กตื่น เด็กบางคนก็แอบไปซุกซนในช่วงเวลานี้
- ลดทอนความรู้สึก “อันตราย” ต่อสิ่งของนั้น ๆ การนำเสนอผลิตภัณฑ์อันตรายในรูปแบบของขนมที่น่ากิน โดยอาจขึ้นคำเตือนแค่ในช่วงเวลาสั้น ๆ ว่าที่กินให้ดูในคลิปมันเป็นเค้กนะของจริงกินไม่ได้ หรืออาจไม่มีข้อความแจ้งเตือนเลย และต่อให้ทิ้งคำเตือนไว้ตลอดทั้งคลิปก็ตาม แต่เด็กเล็กก็ยังอ่านหนังสือไม่ออก จึงอาจทำให้ผู้ชม โดยเฉพาะเด็ก ๆ คุ้นชินและระมัดระวังต่อของจริงในชีวิตประจำวันน้อยลง จากที่เคยถูกสอนว่า “ห้ามจับเด็ดขาด” หรือ “ห้ามเอาเข้าปากเด็ดขาด” อาจกลายเป็นความรู้สึก “อยากรู้อยากลอง” แทน
- เกิดพฤติกรรมลอกเลียนแบบที่อันตราย ผู้ชมบางกลุ่มอาจพยายามทำตาม ไม่ใช่แค่การทำเค้ก แต่เป็นการลองทำคอนเทนต์กินของจริงเพราะความคึกคะนอง (ทั้งที่รู้ว่ามันกินไม่ได้) หรือเพราะความสับสนจากการดูคอนเทนต์ซ้ำ ๆ เนื่องจากคอนเทนต์ที่มีอยู่บนอินเทอร์เน็ตนั้นมีหลากหลายมาก และผู้สร้างคอนเทนต์ก็มีด้วยกันหลากหลายกลุ่ม บางกลุ่มอาจจะไม่ได้มีความรับผิดชอบต่อสังคมมากพอที่จะจัดเอาคลิปที่เสี่ยงอันตรายที่ตัวเองทำไปไว้ในหมวดที่ไม่เหมาะแก่เด็ก ทำให้คลิปนั้นกลายเป็นคลิปที่เด็ก ๆ ก็เข้าถึงได้ และเบื้องหลังการกินอาจจะเป็นการนำเข้าปากไปแต่ไม่ได้กลืน จากนั้นคลิปก็ตัด โดยมีการไปบ้วนทิ้งแล้วล้างปาก แต่ผู้ชมไม่ได้เห็นเบื้องหลังนั้น หากผู้ชมที่ไม่มีวิจารณญาณมากพอไปเจอเข้า ก็อาจทำเลียนแบบ
ขอบเขตที่ควรพิจารณาเกี่ยวกับการทำคอนเทนต์ประเภทนี้
ก็ต้องยอมรับว่าคอนเทนต์ประเภทนี้นั้น หากตัดเรื่องความเสี่ยงอันตรายออกไปก่อน ถือว่าเป็นคอนเทนต์ที่มีความคิดสร้างสรรค์และมีความน่าสนใจอย่างมาก ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงทักษะ ความสามารถ และฝีมือของคนที่สามารถทำเค้กออกมาได้เหมือนกับผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ได้ขนาดนั้น หลายคอนเทนต์ของผู้สร้างคอนเทนต์หลายคนเนียนมากจนดูไม่ออกว่าอันไหนของจริงอันไหนเค้ก และสามารถเลื่อนดูได้เพลิน ๆ เลย แต่เมื่อมีการทำเค้กเลียนแบบผลิตภัณฑ์ที่อันตราย แถมยังมีการกินโชว์ด้วยนั้น เป็นเรื่องที่ต้องเพิ่มความระมัดระวังเข้าไปอีกสักหน่อย เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เช่น
- หลีกเลี่ยงการทำเค้กเลียนแบบสิ่งที่อันตรายถึงชีวิตโดยตรง แม้ว่าขอบเขตที่ปลอดภัยที่สุดคือ ไม่ควรทำ เค้กที่เลียนแบบสารเคมีอันตราย ยา ยาพิษ หรือวัตถุที่ก่อให้เกิดการบาดเจ็บรุนแรงได้ง่าย เช่น มีด อาวุธ หรือถ้าจะทำเป็นสิ่งของเหล่านี้ อาจพิจารณาหลีกเลี่ยงเรื่องการกินโชว์ให้ดู เพราะคลิปทำเค้กเลียนแบบสิ่งของต่าง ๆ ในต่างประเทศ หากเป็นสิ่งของที่อันตรายถึงชีวิตโดยตรง อย่างขวดยาสระผม กล่องผงซักฟอก กระป๋องสี ส่วนใหญ่มักจะเป็นการผ่าโชว์ให้ดูเฉย ๆ เพื่อให้เห็นว่าจริง ๆ แล้วสิ่งนี้คือเค้ก แต่ไม่มีการกินโชว์ให้ดู
- เลือกทำเลียนแบบ “ของที่กินไม่ได้” แต่ “ไม่อันตรายถึงชีวิต” อย่างเช่นในคลิปของต่างประเทศ ที่มีการสร้างสรรค์เค้กออกมาเป็นสิ่งของต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันที่เหมือนของจริงมาก ๆ เช่นกัน มีการผ่าออกมากินให้ดูด้วย และแม้จะเป็นของที่กินไม่ได้ แต่ที่เราเห็นส่วนใหญ่จะเป็นของที่ต่อให้คนดูลองไปหยิบของจริงมากินตามก็ไม่ได้เป็นอันตรายถึงชีวิต เช่น รองเท้า กระเป๋า รีโมตทีวี หนังสือ รถยนต์ ฯลฯ ซึ่งก็ยังคงแสดงทักษะและฝีมือได้เหมือนกัน แต่มันลดความเสี่ยงที่จะเกิดโศกนาฏกรรมจากความเข้าใจผิดและการเลียนแบบลงได้มากเลยทีเดียว
- หลีกเลี่ยงการทำเค้กเลียนแบบผลิตภัณฑ์ที่เด็กเข้าถึงง่ายเกินไป ของที่เด็กใช้อยู่เป็นประจำ เช่น ลูกบอลของเล่น ยางลบ ดินสอ หรือสิ่งที่เด็กอาจเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร
- ประเมินกลุ่มเป้าหมาย ต้องตระหนักเสมอว่าคอนเทนต์ในโลกออนไลน์แพร่กระจายได้ง่ายมาก และมีโอกาสสูงที่จะไปถึงกลุ่มผู้ชมที่เป็นเด็ก ดังนั้น จึงควรยึดหลักความปลอดภัยไว้ก่อนเสมอ และหากเป็นไปได้ บางคอนเทนต์อาจมีการจำกัดการเข้าถึงโดยผู้ชมที่เป็นเด็กด้วย หากแพลตฟอร์มมีฟังก์ชันจำกัดอายุผู้ชม (Age Restriction) ควรตั้งค่าให้เป็นคอนเทนต์สำหรับผู้ใหญ่เท่านั้น ก็จะช่วยกรองได้อีกชั้นหนึ่ง
“คำเตือน” คือสิ่งที่ต้องมี!
เมื่อสร้างคอนเทนต์ที่มีความเสี่ยงสูง ที่อาจเกิดผลลัพธ์ร้ายแรงโดยไม่ได้ตั้งใจแก่คนดู ข้อความที่เป็น “คำเตือน” คือสิ่งที่ต้องมี และต้องเด่นชัดให้เห็นตลอดทั้งคลิป การแสดงคำเตือนไม่ใช่สิ่งที่ยากเกินความสามารถของผู้สร้างคอนเทนต์
- ขึ้นข้อความตัวใหญ่ตลอดทั้งคลิป เช่น “ทำขึ้นเพื่อความบันเทิงเท่านั้น”, “ชิ้นนี้เป็นเค้ก แต่ของจริงอันตราย ห้ามรับประทาน”, “ห้ามลอกเลียนแบบเด็ดขาด” โดยข้อความต้องเด่นชัด อ่านง่าย และแสดงให้เห็นตลอดเวลาที่คลิปเล่น ไม่ใช่ขึ้นมาแล้วหายไป
- พูดเตือนในคลิปด้วยเสียง ผู้สร้างคอนเทนต์ควรหมั่นพูดเตือนด้วยตัวเองอย่างชัดเจนในตอนต้นและตอนท้ายของวิดีโอว่าสิ่งที่ตัวเองกินอยู่คือ “เค้กที่ทำเลียนแบบ ส่วนของจริงกินไม่ได้ อันตราย” เพราะผู้ชมบางคนอาจไม่ได้อ่านข้อความ
- แสดงของจริงเปรียบเทียบ อาจมีการนำผลิตภัณฑ์ของจริงมาวางข้าง ๆ เค้ก แล้วอธิบายให้เห็นชัด ๆ ว่า “ชิ้นนี้คือเค้กที่ทำเลียนแบบ มันถึงกินได้” และ “ส่วนชิ้นนี้คือของจริง เป็นสารเคมีอันตราย ห้ามกินโดยเด็ดขาด” เพื่อสร้างการรับรู้ที่ถูกต้อง
- สร้างการสื่อสารที่เหมาะสม หากกลุ่มเป้าหมายเป็นเด็ก ให้เน้นย้ำอยู่ตลอดว่าที่ดูอยู่นี้เป็นของจำลองและแนะนำว่าให้มีผู้ปกครองคอยดูแล
- ให้ข้อมูลเบื้องหลังการผลิต คือสร้างเบื้องหลังให้เห็นกระบวนการทำเค้กหรือขนมชิ้นนี้แบบชัดเจนไปเลย เพื่อแสดงว่ามันทำมาจากวัตถุดิบปลอดภัย พร้อมเน้นย้ำว่าของจริงห้ามกินโดยเด็ดขาด
ผู้ปกครองต้องบอกต้องสอนลูกหลาน แต่คนทำคอนเทนต์ก็ต้องมีส่วนร่วมรับผิดชอบต่อสังคม
เป็นเรื่องปกติอยู่แล้วที่คนเป็นผู้ปกครองจะต้องคอยสอดส่องและควบคุมการใช้งานโซเชียลของลูกหลาน โดยเฉพาะเด็ก ๆ อย่างเข้มงวด ซึ่งอันที่จริง เด็กเล็กมาก ๆ ยิ่งไม่ควรจะให้รู้จักหรือทิ้งไว้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้เลยด้วยซ้ำ เพราะไม่ใช่แค่การเสพคอนเทนต์ต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ไม่ดีต่อพัฒนาการของเด็กเล็ก อย่างไรก็ตาม นี่เป็นเรื่องที่พูดยาก เพราะผู้ปกครองบางคนจำเป็นต้องทิ้งเด็กไว้กับอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อให้ตัวเองมีเวลาทำงาน และเด็กสามารถอยู่นิ่ง ๆ ไม่มารบกวนตอนทำงาน ตรงนี้เป็นหน้าที่ของผู้ปกครองที่ต้องจำกัดการเข้าถึงคอนเทนต์ที่เหมาะกับเด็ก และควบคุมการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอของเด็ก
อย่างไรก็ดี เราก็ควรจะมีมาตรฐานเดียวกันกับผู้ผลิตคอนเทนต์ นั่นก็คือ เรื่องของการรับผิดชอบต่อคอนเทนต์ที่ตัวเองทำ และการร่วมสร้างสรรค์สังคมให้ไปในทิศทางที่ดี เพราะการเป็นคนดัง มีคนรู้จักมากมาย หรือการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย ทั้ง Facebook, TikTok, Instagram หรือ YouTube ควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่าจะทำคอนเทนต์อย่างไรให้สร้างสรรค์และปลอดภัยในทุกแง่มุมต่อผู้ที่เสพคอนเทนต์ของตนเอง หากผู้สร้างคอนเทนต์พยายามยึดถือมาตรฐานเหล่านี้ เราจะสามารถกรอง “คอนเทนต์ขยะ” หรือ “คอนเทนต์ไม่สร้างสรรค์” ออกไปจากโซเชียลมีเดียช่องหลัก ๆ ได้จำนวนหนึ่งเลยทีเดียว
สังคมที่ดี เป็นสังคมที่ต่างฝ่ายต่างร่วมกันสร้าง ไม่ใช่โยนให้เป็นหน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง เพราะเราต่างอยู่ร่วมกันในสังคมเดียวกันที่มีลูกหลานเราอยู่ด้วย และในยุคดิจิทัลที่ทุกคนสามารถเป็นผู้ผลิตและเผยแพร่เนื้อหาได้ “ผู้สร้างคอนเทนต์” จึงกลายเป็นกลุ่มบุคคลผู้ทรงอิทธิพลทางความคิดบางอย่างอย่างไม่อาจปฏิเสธได้ พวกเขามีพลังในการนำเสนอและตอกย้ำค่านิยมที่ดีให้กลายเป็นเรื่องปกติในสังคม ด้วยความสามารถในการเข้าถึงผู้คนจำนวนมหาศาล พวกเขาจึงไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างความบันเทิงหรือผู้ให้ข้อมูลอีกต่อไป แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนและสร้างสรรค์ “สังคมที่ดี” ให้เกิดขึ้น นั่นจะยิ่งทำให้คอนเทนต์ที่พวกเขาสร้างขึ้นน่าสนใจยิ่งขึ้น
เพิ่มความระวัง! เพราะอาจเกี่ยวข้องกับกฎหมาย
คอนเทนต์การทำเค้กเลียนแบบผลิตภัณฑ์ที่อันตราย แม้ว่าผู้สร้างคอนเทนต์อาจจะไม่ได้มีเจตนาโฆษณาสินค้าอันตรายนั้นโดยตรง แต่ทำเพื่อแสดงฝีมือ ทักษะ และความคิดสร้างสรรค์ของตัวเอง แต่การเผยแพร่คลิปวิดีโอสู่สาธารณะ อาจเข้าข่ายเป็นการกระทำที่สุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายได้ โดยเฉพาะ พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ในส่วนที่เกี่ยวกับการโฆษณา เช่น กรณีที่เพิ่งมีดราม่านี้ หน่วยงานอย่างสภาองค์กรของผู้
การนำเสนอภาพผลิตภัณฑ์อันตรายในรูปแบบที่น่ากินและเผยแพร่สู่สาธารณะ สามารถถูกตีความว่าเป็นการ “สื่อสาร” ที่มีผลต่อผู้บริโภค และอาจเข้าข่ายผิดกฎหมายตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 22 ระบุว่า “ข้อความโฆษณาจะต้องไม่ใช้ข้อความที่ไม่เป็นธรรมต่อผู้บริโภคหรือก่อให้เกิดผลเสียต่อสังคมส่วนรวม” โดยมีลักษณะที่เข้าข่ายคือ
- ข้อความที่เป็นเท็จหรือเกินความจริง การทำเค้กให้ดูเหมือนผลิตภัณฑ์อันตรายมาก ๆ อาจถูกมองว่าเป็นการสร้าง “ความจริงเสมือน” ที่ทำให้เกิดความสับสน แม้จะเป็นเค้ก แต่รูปลักษณ์ภายนอกคือการ “โกหก” ว่าเป็นสิ่งของอีกอย่างหนึ่ง
- ข้อความที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญเกี่ยวกับสินค้าหรือบริการ ส่วนที่ชัดเจนที่สุด คือการนำเสนอสารเคมีอันตรายในรูปแบบของเค้กที่น่ารับประทาน ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดอย่างร้ายแรง เกี่ยวกับ “ธรรมชาติ” ของผลิตภัณฑ์นั้น ๆ โดยเฉพาะกับเด็กและผู้ที่อาจแยกแยะไม่ได้ พวกเขาอาจเข้าใจผิดว่าผลิตภัณฑ์นั้นกินได้ ไม่เป็นอันตราย
- ข้อความที่สนับสนุนโดยตรงหรือโดยอ้อมให้มีการกระทำผิดกฎหมายหรือศีลธรรม หรือนำไปสู่ความเสื่อมเสียในวัฒนธรรมของชาติ การทำคอนเทนต์ลักษณะนี้อาจถูกมองว่าเป็นการ “สนับสนุนโดยอ้อม” ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ ซึ่งขัดต่อหลักความปลอดภัยและศีลธรรมอันดีที่สังคมควรส่งเสริมให้ระมัดระวังสิ่งของอันตราย
และ มาตรา 23 ระบุว่า “การโฆษณาจะต้องไม่กระทำด้วยวิธีการที่อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพ ร่างกาย หรือจิตใจ หรือก่อให้เกิดความรำคาญแก่ผู้บริโภค” โดยมีลักษณะที่เข้าข่ายคือ
- อาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่สุขภาพและร่างกาย ที่ตรงประเด็นที่สุด คือการนำเสนอผลิตภัณฑ์อันตราย ในรูปแบบของขนมเค้กที่น่ารับประทาน เป็นการสร้างบรรทัดฐานที่ผิดและลดทอนการรับรู้ถึงความเป็นพิษของสิ่งนั้นซึ่งหากมีเด็กหรือผู้ที่แยกแยะไม่ได้ไป “ลอกเลียนแบบ” โดยการลองกินของจริง จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อสุขภาพและร่างกายโดยตรง ซึ่งถือเป็นผลกระทบที่ร้ายแรงที่สุด
- อาจก่อให้เกิดความเสียหายทางจิตใจ สำหรับผู้ชมที่เป็นผู้ปกครอง คอนเทนต์ลักษณะนี้สร้างความวิตกกังวลและความเครียดทางจิตใจ เพราะกลัวว่าบุตรหลานของตนจะเข้าใจผิดและนำไปสู่พฤติกรรมที่เป็นอันตรายได้ และสำหรับตัวเด็กเอง การได้รับสื่อที่สร้างความสับสนระหว่างของกินได้และของอันตรายซ้ำ ๆ อาจสร้างความเสียหายต่อกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการในการแยกแยะสิ่งที่เป็นอันตราย
นอกจากนี้ ยังอาจเข้าข่ายการกระทำผิด ตาม พระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ. 2522 มาตรา 40 ห้ามโฆษณาอาหารในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเข้าใจผิดในสาระสำคัญ ไม่ว่าด้วยวิธีการใด ๆ หากการนำเสนอคอนเทนต์ทำให้ผู้ชมเชื่อว่าวัตถุเลียนแบบเหล่านี้กินได้จริงโดยไม่มีคำชี้แจงชัดเจน อาจเข้าข่ายโฆษณาที่ทำให้เข้าใจผิด และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) มาตรา 14(1) การเผยแพร่ข้อมูลที่บิดเบือนหรือทำให้ประชาชนเข้าใจผิดในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้อื่น หากคอนเทนต์ทำให้ผู้ชมเลียนแบบแล้วเกิดอันตราย อาจมีความผิดฐานเผยแพร่ข้อมูลที่ก่อให้เกิดความเสียหายได้






























