Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Spring of Youth มิตรภาพ ความฝัน และความรักของวัยผลิบาน

Spring of Youth มิตรภาพ ความฝัน และความรักของวัยผลิบาน

ภาพจาก viki

สัปดาห์ที่ผ่านมา เราเริ่มต้นสัปดาห์กันด้วยวันหยุดชดเชยวันฉัตรมงคล ส่วนในสัปดาห์นี้ เราก็ยังคงเริ่มต้นสัปดาห์กันด้วยวันหยุดชดเชยวันวิสาขบูชา แม้ว่าจะมีวันหยุดเพิ่มขึ้นมาแต่ก็หาได้ทำให้ได้พักผ่อนเยอะขึ้นไม่ ซึ่งความจริงแล้วปัญหามันอาจจะอยู่ที่ตัวเราเองนี่แหละที่เอาเวลาพักผ่อนไปทุ่มให้กับการดูซีรีส์ไปแล้วครึ่งค่อนวัน พอหมดเวลาสนุกต้องกลับข้าสู่โลกแห่งความเป็นจริง ก็จะเที่ยวมาโอดโอยว่ายังไม่ได้พักผ่อนเลย ก็รู้อยู่นะว่าเป็นนิสัยที่ไม่ดี แต่ก็แก้ไม่ได้จริง ๆ ไม้แก่ดัดยากก็งี้แหละ

และเมื่อพูดถึงซีรีส์ คอลัมน์ชะนีติดซรีส์ก็ไม่พลาดซีรีส์เรื่องใหม่ ๆ อีกเช่นเคย สัปดาห์ที่ผ่านมามีซีรีส์เรื่องใหม่ที่ดิฉันเห็นว่ามีบรรดาเพจรีวิวซีรีส์หลายเพจนำมาหวีดกันหลายเพจอยู่ อาจจะไม่ได้หวีดกันถึงขั้นบ้าคลั่งแต่ก็พอจะรู้ว่าอะไรที่ทำให้ซีรีส์เรื่องนี้น่าดู 555 (ผู้ชายนั่นแหละ เหตุผลยืนหนึ่ง) ก็นะพระเอกหล่อใส พระรองหล่อเท่ อีกตัวละครก็หล่อเซอร์ เปิดดูแล้วมันน่าจะกระชุ่มกระชวยหัวใจน่าดู

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

Spring of Youth หรือชื่อภาษาไทย Netflix ว่า เพลงรักวัยละมุน เป็นซีรีส์ที่เล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตในมหาวิทยาลัยของอดีตไอดอล K-POP คนดังที่จู่ ๆ ก็ก่อเรื่องจนตัวเองถูกพักงาน และยังคงมีเรื่องครั้งที่ 2 จนต้องออกจากวงการเพื่อรับผิดชอบ แต่จริง ๆ แล้วนั่นไม่ใช่ความดิบเถื่อนของตัวเขาเอง มันมีที่มาที่ไปที่เกี่ยวกับเหตุอาชญากรรมหรือคดีฆาตกรรมเมื่อ 6 ปีก่อนที่ทำให้เขาต้องทนรับสภาพอย่างที่ว่า และโดนกลั่นแกล้งทุกทางเพื่อไม่ให้มีหน้ามีตา มีปากมีเสียงในสังคมขึ้นมาอีก เมื่อไม่ได้ทำงานในวงการ เขาก็ต้องกลับมาใช้ชีวิตแบบเด็กหนุ่มธรรมดาโดยกลับมาเรียนมหาวิทยาลัย ที่นี่ช่วยให้เขายังไม่หมดหวังในดนตรี และเริ่มออกเดินทางตามหาฤดูใบไม้ผลิของตัวเองอีกครั้ง

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

เมื่อกลับมาเรียนมหาวิทยาลัย นอกจากเรื่องยุ่งเหยิงในรั้วมหาวิทยาลัยแล้ว เขายังคงเผชิญหน้ากับความฝันที่ยังไม่รู้ที่มาที่ไปอีกด้วย เขามักฝันเห็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งพร้อมกับเสียงเพลงเพลงหนึ่ง ก่อนจะสะดุ้งตื่นขึ้นมาในเวลา 05.45 น. ของทุกวัน ต่อมาเขาได้พบคำตอบว่าเพลงปริศนาในฝันเป็นเพลงของนักศึกษาสาวคนหนึ่งที่เรียนอยู่มหาวิทยาลัยเดียวกันกับเขา เธอมีความสามารถในการแต่งเพลงขั้นเทพและเล่นเปียโนเก่งมาก แถมยังร่าเริง สดใส น่ารัก มีเสน่ห์ เขาอยากจะร่วมเล่นดนตรีวงเดียวกันกับเธอ แต่ผิดหวังเมื่อไปสมัครเป็นนักดนตรีวงของมหาวิทยาลัย เขาเลยตั้งวงดนตรีของเขาขึ้นมาใหม่ โดยมีสมาชิก 5 คน

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

เท่าที่ดูผ่านไป 2 ตอน ซีรีส์เรื่องนี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เราอินได้มากขนาดนั้น สำหรับซีรีส์แนวโรแมนติกดราม่าที่เล่าถึงการเติบโตของวัยรุ่น ดนตรี มหาวิทยาลัย เพราะเคยดูเรื่องอื่นที่อินมากกว่า แต่มันก็ชวนให้นึกช่วงเวลาเยาว์วัย ที่แม้เส้นทางอาจจะโรยไปด้วยหนามทุเรียน แต่มันก็เป็นอะไรที่สนุกดีในวัยนั้น (เทียบกับวัยผู้ใหญ่ไม่ติดเลย) แล้วแบบกลิ่นอายมันก็คล้ายกับเรื่อง At A Distance, Spring is Green เมื่อประมาณ 4 ปีก่อนด้วย แตกต่างกันนิดหน่อยตรงที่ Spring of Youth ใช้ดนตรีเป็นสื่อกลางในการเชื่อมความสัมพันธ์ของกลุ่มตัวละครหลัก รวมถึงการใช้นักแสดงที่เบอร์เล็กกว่า มีผลงานมาบ้างแต่ไม่ได้แมสเป็นวงกว้าง เลยอาจจะไม่ได้สร้างแรงดึงดูดได้มากเท่าที่ควร

แหงสิ ผมสบายดี พอดีงานหนักไปหน่อย ผมเลยหาเรื่องพักเฉย ๆ

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

สำหรับใครหลาย ๆ คน เป็นเรื่องธรรมดาที่แสนจะโชคดีจริง ๆ นะที่มี “ครอบครัว” คอยสนับสนุน เป็นลมใต้ปีกให้เสมอไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม เป็น safe zone ของกันและกันได้ทั้งในวันปกติธรรมดาและวันที่ปัญหาถาโถม ดูเหมือนเป็นครอบครัวในฝันเลยใช่ไหมล่ะ 555 ก็ถึงได้บอกไงว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาที่โชคดี เพราะในอุดมคติ เรื่องธรรมดาแบบนี้ควรจะเกิดขึ้นกับทุกครอบครัว แต่ในความเป็นจริง เรากลับหาความธรรมดานี้ไม่ได้กับทุกครอบครัว ซึ่งพระเอกของเรื่องนี้ก็นับได้ว่าเป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่โชคดีเลยแหละ ที่เขามี “แม่” คอยสนับสนุนทุกอย่างที่เขาอยากทำ แม้ในช่วงเวลาที่เขาต้องพบเจอกับความมืดมนที่สุด แม่ก็ยังคงสนับสนุนเขาต่อไปและส่งเขาไปถึงฝั่งฝันได้ในที่สุด

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

แต่เชื่อไหมว่าบางทีการที่คนเรามีครอบครัวคอยเป็นกองหนุนอยู่ข้างหลัง มันก็อาจทำให้เรารู้สึกโดดเดี่ยวได้เหมือนกัน ทั้งที่เราสามารถบอกเล่าทุกปัญหา ทุกความไม่สบายใจให้ครอบครัวได้รู้ได้ ให้เขาช่วยแก้ปัญหาได้ หรืออย่างน้อยที่สุด ก็แค่ให้พวกเขาโอบกอดเราไว้ตอนที่เราร้องไห้ แต่กลับเป็นเราเองที่ “ไม่กล้า” จะบอกความทุกข์ใจของตัวเองให้คนในครอบครัวได้รู้ ด้วยกลัวว่าปัญหาเหล่านั้นจะไปทำให้รอยยิ้มและร่องรอยความสุขของคนในบ้านหายไป จากการที่ต้องมาร่วมรับรู้เรื่องยาก ๆ จากตัวเรา เรารู้ดีว่าพวกเขาเต็มใจช่วยและยินดีที่จะช่วย แต่ก็เป็นเราเองนี่แหละที่ไม่อยากจะเป็นตัวทำลายความสุขนั้นของพวกเขาลง เลยเต็มใจที่จะแบกรับทุกอย่างไว้เอง ลำบาก แต่ก็ไม่ยากเท่าไร

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ซึ่งนี่ก็เป็นจังหวะชีวิตที่ค่อนข้างโลดโผนของพระเอกเรื่องนี้ ตัวเขาเคยเป็นเพียงแค่เด็กหนุ่มธรรมดา ๆ ที่ทุ่มเททุกอย่างเพื่อความฝันในการเดบิวต์เป็นนักร้อง จนกระทั่งเกิดอุบัติเหตุขึ้นระหว่างการฝึกซ้อมก่อนวันออดิชันไม่กี่วัน แต่เพราะตัวเขาไม่ยอมแพ้ในตัวเอง และแม่ของเขาก็ไม่ยอมแพ้ในตัวเขา ครอบครัวนี้ที่มีกันอยู่ 2 แม่ลูกจึงจับมือพากันผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายนั้นมาได้ จากเด็กหนุ่มที่เกือบตาบอดในวันนั้น ได้กลายมาเป็นไอดอลท็อปสตาร์ของวงการ K-POP ที่สร้างตำนานระดับโลก แต่แล้วทุกอย่างก็ได้พังทลายลงมา จากสูงสุดคืนสู่สามัญ จากไอดอลแถวหน้าสู่นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมดา ๆ ที่ต้องเค้นทุกอย่างที่มีออกมาใช้ เพื่อเรียกคน 300 คนเข้าชมรมวงดนตรีของตัวเอง

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

พระเอกกำลังเผชิญหน้ากับบททดสอบที่โหดร้ายในชีวิตการเป็นไอดอลรวมถึงการเป็นคนธรรมดาด้วย เพราะแม้แต่การจะเป็นนักศึกษาธรรมดา ๆ ก็ยังไม่ง่ายเลย ทั้งที่ตัวเขาเองยอมทำทุกอย่างเพื่อให้เรื่องมันจบง่ายที่สุด เพื่อไม่ให้คนในวงต้องมาพลอยเดือดร้อนไปด้วย เขายอมรับจบคนเดียวหันหลังเดินออกมาแบบคนตกอับ ของมีค่าที่สุดที่เอาติดตัวมาได้คือเงินสดก้อนหนึ่งและกีตาร์คู่ใจ แต่เขาก็ยังถูกสกัดกั้นทุกทาง (อยากรู้เหตุผลก็ไปดูเอาเอง) และด้วยความที่เขาเป็นคนดัง ข่าวฉาวของเขารู้ไปถึงหูแม่ที่กำลังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขที่ต่างประเทศ ในวันที่เขายอมรีเซตตัวเองให้กลายเป็นศูนย์เพื่อหนีจากโลกแห่งแสงสีที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด แม่ก็โทรมาเขา

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

เขาตัดสินใจรับโทรศัพท์แม่ด้วยรอยยิ้มและความตื่นเต้น เหมือนรออยู่ที่จะได้ยินเสียงของผู้หญิงคนนี้เพื่อชุบหัวใจที่แหลกสลายของเขาขึ้นมาอีกครั้ง กลืนความเจ็บปวดทุกอย่างลงไปเพื่อไม่ให้ปลายสายรู้ว่าเขาเองกำลังทุกข์ทรมานแค่ไหนกับสภาพที่เป็นอยู่ ฝืนบอกออกไปด้วยความร่าเริงว่าตัวเองสบายดี ไม่เล่ารายละเอียดของเรื่องที่ตัวเองเจอ แต่บิดเบือนไปว่าตัวเองเป็นคนหยุดพักทุกอย่างเองเพราะเหนื่อย เขาไม่อยากให้แม่ไม่สบายใจเพราะรู้ว่าเขากำลังเดือดร้อน และแค่เขาได้รู้ว่าแม่กำลังสนุกสนานอยู่กับการท่องเที่ยว เขาเองก็มีความสุขแล้ว โชคดีที่เขาเป็นคนคิดบวกและไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ให้กับเรื่องงี่เง่าพรรค์นี้ เขาจึงปิดบังเรื่องเลวร้ายที่ตัวเองเจอมาจากแม่ได้อย่างแนบเนียน

ในตอนนั้น ผมแค่ต้องเดินต่อไป ไม่ต้องคิดอะไรเลย แค่ปล่อยให้เท้านำทางไป

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

เป็นเรื่องธรรมดาแหละที่ชีวิตคนเราต้องมีขึ้น ๆ ลง ๆ บ้างเป็นสีสันชีวิต ไม่มีใครจะครอบครองความสุขไปได้ตลอดเวลาหรอก ความทุกข์ก็ไม่ได้อยู่กับเราตลอดไปเช่นกัน ทว่าบางครั้งจังหวะที่เราต้องลงมันก็อาจจะเหวี่ยงเราแรงไปหน่อย เลยตกลงมากระแทกพื้นอย่างแรง ถึงจะเจ็บไปหมดแต่วินาทีนั้นเราจะทำอะไรได้อีกล่ะนอกจากประคองตัวเองลุกขึ้นมา ต่อให้ไม่มีใครช่วยก็ต้องลุกขึ้นมาเองให้ได้ ลุกขึ้นมาแล้วจะอยู่นิ่ง ๆ เพื่อตั้งหลัก ตั้งสติก่อนสักพักก็ได้ หรือถ้ามันทรมานมากที่ต้องจมอยู่กับความเจ็บปวดเดิม ๆ จะเริ่มออกเดินเพื่อหนีจากตรงนั้นก็ไม่ผิดกติกา

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ข้อดีของพระเอกเรื่องนี้คือดื้อแพ่งมาก ตกลงมาสูงขนาดนั้น แต่ยังไม่มีจังหวะไหนเลยที่ซีรีส์ทำให้เราเห็นว่าเขารู้สึกท้อแท้ รู้สึกล้มเหลวจนยอมแพ้ในตัวเอง 2 ตอนที่ผ่านมาเราจะเห็นแค่ช่วงเวลาที่เขารู้สึกสับสน รู้สึกว่าโดนเอาเปรียบ รู้สึกไม่ยุติธรรมที่ต้องมารับผิดชอบปัญหาใหญ่ทั้งที่ตัวเขาเองไม่ผิดอะไร เขาเพียงต้องปกป้องทุกคนเท่าที่ 2 มือของเขาจะทำได้ ถึงอย่างนั้น ท่าทีที่นิ่งเฉยและดูจะไม่สะทกสะท้านอะไรเลยของเขาทำให้นางเอกหงุดหงิดไม่น้อย เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงยอมโดนเอาเปรียบ ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาถึงเอาแต่อยู่เฉย ๆ เอาแต่ปกป้องคนอื่นโดยไม่ปกป้องตัวเอง และคำพูดของนางเอกนี่เองที่ทำให้เขาตัดสินใจที่จะทำอะไรสักอย่างเพื่อเดินต่อไป ไปไหนไม่รู้ แค่ไปข้างหน้า

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

“มีแต่พวกกระจอกนั่นแหละที่ถอยโดยไม่สู้” คำพูดของนางเอกทำให้เขาเริ่มรู้สึกตัวว่าเขาไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่ตามลำพัง แต่ยังมีอย่างน้อย 1 คนที่เชื่อใจเขา และอยู่ข้างเดียวกับเขาในวันที่คนอื่นหันหลังให้เขาเกือบหมด ซึ่งมันก็ทำให้เขากล้าหาญมากขึ้นที่เดินต่อไป เดินไปแบบไม่คิดอะไรเลย แค่ปล่อยให้ 2 ขานำทางไป “พอรู้ว่ามีคนเชื่อใจ มันมีพลังระเบิดได้เหมือนไดนาไมต์เลย” เขาจึงเริ่มต้นที่จะตามหาฤดูใบไม้ผลิของตนเองให้กลับมาอีกครั้ง โดยได้รับความช่วยเหลือจากเพื่อน ๆ ที่รู้ว่าเขาไม่ได้เป็นคนชั่วร้ายแบบที่ถูกกล่าวหา

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

จริง ๆ ต่อให้ไม่มีคำพูดของนางเอกที่บอกว่าเธอเชื่อใจเขา บุคลิกของพระเอกก็ไม่ใช่คนขี้แพ้อยู่แล้ว ถึงจะมีช่วงที่งุนงงในชีวิตตัวเองไปบ้าง แต่เขาก็ยังไปต่อในแบบของเขา ซึ่งพระเอกก็คิดถูกแล้วที่เลือกที่จะเดินต่อไปในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่มีแต้มต่ออะไรเลย มันอาจจะเป็นความสิ้นหวังก็ได้นะ เพราะเขาเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าข้างหน้ามันจะมีอะไรรออยู่ ทางออกที่ส่องสว่าง หรือหุบเหวที่มืดมิดและหนาวเหน็บ ทีแรกเขาแค่เชื่อใน 2 เท้าของตัวเองว่าทางที่มันเดินไปนั้นจะต้องเป็นทางที่ดีกว่าแน่นอน อย่างน้อยก็ดีกว่าการหยุดอยู่กับที่โดยไม่ทำอะไรเลย แล้วตกเป็นเป้านิ่งให้โดนโจมตี หากแต่การที่เขาขยับ ศัตรูจะทำงานยากขึ้น และต้องคอยวางแผนใหม่ตลอดว่าจะโจมตีเขายังไง

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

แต่ต้องบอกว่าไอ้พลังบวกทุกอย่างและสู้ไม่ถอยของพระเอกเนี่ยบางคนดูแล้วอาจจะแอบหงุดหงิดอยู่นะ เพราะมันสะท้อนให้เห็นอะไรบางอย่างในตัวของคนที่เคยล้ม แล้วก็เอาแต่คิดลบโทษนั่นโทษนี่ ปล่อยตัวเองด่ำดิ่งไปกับความเจ็บปวดโดยไม่คิดจะลุกขึ้นมาทำอะไร ถามว่าผิดไหมก็ไม่ผิดหรอก เป็นเรื่องปกติทางจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับทฤษฎี 5 Stage of grief หรือ 5 ระยะของความเศร้า ที่อธิบายว่ามนุษย์มีขั้นตอนในการยอมรับความจริงและอยู่กับความเสียใจอย่างไร มันต้องผ่านขั้นปฏิเสธและหลีกหนีความจริงก่อน จากนั้นจะเริ่มโกรธแค้น แล้วเริ่มต่อรอง ซึมเศร้าเสียใจ แล้วถึงยอมรับความจริงได้ในที่สุด จบขั้นสุดท้ายมูฟออนจากความเสียใจได้ถึงจะยอมลุกขึ้นมาเดินหน้าต่อเอง

ภาพจาก FB: SBS DRAMA

ชีวิตของวัยรุ่นวัยเรียนใช่ว่าจะไม่มีเรื่องดราม่า ขึ้นชื่อว่าชีวิตมันก็มีความบ้าบอซ่อนอยู่ตลอดอยู่แล้วล่ะ เพียงแต่ใครจะเจอหนักเจอเบา ลุกขึ้นไปต่อได้ช้าหรือเร็ว แต่เชื่อเถอะว่าทุกอย่างมันมีจังหวะของมัน และเรื่องดราม่าที่ว่านั่นในวันหนึ่งมันจะกลายเป็นเพียงประสบการณ์ที่ทำให้เราได้เติบโตอย่างแข็งแกร่ง เหมือนฤดูกาลที่วนเวียนเปลี่ยนไปตลอด 1 ปี เมื่อถึงฤดูใบไม้ร่วง ต้นไม้จะผลัดใบไม้ที่เหลืองแห้งทิ้งเหลือเพียงกิ่งก้านในฤดูหนาว เราแค่ต้องอดทนรอเวลาให้ความหนาวผ่านไปก่อน ฤดูใบไม้ผลิถึงจะเริ่มมาเยือนให้เราได้รู้สึกผลิบาน แล้วค่อยเร่าร้อนให้ถึงที่สุดในฤดูร้อน🌱