เคยสงสัยกันหรือไม่ว่าจำเป็นแค่ไหนที่เราต้องทราบ “หมู่เลือด” ของตนเอง รวมถึงมีความสำคัญอย่างไรที่เราต้องแจ้งหมู่เลือดของตนเองให้ระบุไว้บนเอกสารสำคัญที่ต้องพกติดตัวเกือบตลอดเวลาอย่างบัตรประชาชน แล้วถ้าไม่ทราบหมู่เลือดของตัวเองจริง ๆ ล่ะ จะเป็นอะไรไหม
จริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องค่อนข้างสำคัญและจำเป็นที่เราควรต้องทราบหมู่เลือดของตนเอง และควรที่จะแสดงข้อมูลหมู่เลือดของตนไว้บนเอกสารที่ใช้ยืนยันตัวตนได้อย่างบัตรประชาชนด้วย (ไม่ว่าจะเป็นบัตรประชาชนฉบับตัวจริงหรือบัตรประชาชนดิจิทัลก็ตาม) เพราะในกรณีที่เราประสบอุบัติเหตุร้ายแรง เสียเลือดมากจนต้องมีการให้เลือด หากเรายังพอมีสติพูดคุยได้บ้าง เจ้าหน้าที่ที่ช่วยเหลืออาจจะสอบถามหมู่เลือดของเราเบื้องต้น หรือค้นข้อมูลเบื้องต้นจากบัตรประชาชนของเราว่าเรามีหมู่เลือดอะไร
แต่ถ้าหากว่าเราไม่ทราบว่าหมู่เลือดของเราว่าคือหมู่ใดก็ไม่เป็นไร เพราะในท้ายที่สุด เมื่อถึงมือแพทย์แล้ว ทางโรงพยาบาลก็จะต้องเจาะเลือดของเราไปตรวจหมู่เลือด และอาจทำ Crossmatch Test เพื่อตรวจสอบความเข้ากันของเลือดในห้องปฏิบัติการก่อนให้เลือดจริงอยู่ดี
ดังนั้น การที่เราทราบหมู่เลือดของตัวเอง หรือมีหมู่เลือดระบุไว้บนบัตรประชาชน เป็นเพียงการคัดกรองในเบื้องต้นที่อาจทำให้สถานการณ์การช่วยเหลือง่ายและรวดเร็วขึ้นในกรณีที่เราประสบอุบัติเหตุ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมีเหตุฉุกเฉินร้ายแรงถึงขั้นต้องถ่ายเลือดหรือรับเลือดจากการบริจาคจริง ๆ ทางโรงพยาบาลจะต้อง “ตรวจใหม่/ตรวจซ้ำ” โดยที่ไม่ยึดข้อมูลบนหน้าบัตร หรือแม้แต่คำพูดจากปากของเรา นี่เป็นมาตรฐานทางการแพทย์ที่สำคัญมาก ๆ เพื่อป้องกัน “ข้อผิดพลาด” ที่อาจเกิดขึ้น เพราะการรับเลือดผิดหมู่ อาจทำให้เกิดผลเสียหายร้ายแรงที่ถึงขั้น “เสียชีวิต” ได้เลย
ทำความเข้าใจเรื่องการรับเลือด
“เลือด” เป็นของเหลวสำคัญในร่างกายที่ทำหน้าที่ขนส่งสารต่าง ๆ เช่น ออกซิเจน และสารอาหาร ไปยังอวัยวะและเนื้อเยื่อต่าง ๆ ในร่างกาย โดยเลือดนั้นมีองค์ประกอบสำคัญอยู่ด้วยกัน 2 ส่วน คือ น้ำเลือด (Plasma) และ เซลล์เม็ดเลือด (Blood Cells) ประกอบกอบด้วย เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cells หรือ Erythrocytes), เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cells หรือ Leukocytes) และเกล็ดเลือด (Platelets หรือ Thrombocytes) โดยเลือดแบ่งออกเป็นหลายหมู่ แต่ละหมู่มีคุณลักษณะเฉพาะตัวที่ไม่เหมือนกัน
เราทุกคนมีเลือดไหลเวียนไปทั่วร่างกาย แต่เราไม่ได้มีหมู่เลือดที่เหมือนกันทุกคน โดยหมู่เลือดของคนแต่ละคนจะถูกกำหนดโดย พันธุกรรม และขึ้นอยู่กับชนิดของ แอนติเจน (Antigen) ที่อยู่บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดง ซึ่งเราจะได้รับมาจากพ่อและแม่ตามกฎพันธุกรรมของเมนเดล (Mendelian inheritance) นอกจากนี้ หมู่เลือดยังเป็นตัวกำหนดว่าเราสามารถรับเลือดได้จากใครและสามารถบริจาคเลือดให้ใครได้บ้าง โดยทั่วไป ปัจจัยหลักที่ใช้กำหนดหมู่เลือด จะนิยมอยู่ 2 ระบบ คือ ABO และระบบ Rh ทำให้เราสามารถแบ่งหมู่เลือดได้เป็น 8 หมู่ คือ A+, A-, B+, B-, AB+, AB-, O+ และ O-
ระบบ ABO ระบบนี้จะแบ่งหมู่เลือดออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ A, B, AB และ O โดยพิจารณาจากแอนติเจนบนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง
- หมู่เลือด A: มีแอนติเจน A บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง และมีแอนติบอดี B ในพลาสมา
- หมู่เลือด B: มีแอนติเจน B บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง และมีแอนติบอดี A ในพลาสมา
- หมู่เลือด AB: มีทั้งแอนติเจน A และ B บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง และไม่มีแอนติบอดีในพลาสมา
- หมู่เลือด O: ไม่มีแอนติเจน A หรือ B บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่มีทั้งแอนติบอดี A และ B ในพลาสมา
ระบบ Rh (Rhesus Factor) จะแบ่งหมู่เลือดตามการมีหรือไม่มีสารโปรตีน D-antigen บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง และจะเป็นตัวบ่งบอกว่าหมู่เลือดนั้นเป็นบวกหรือเป็นลบ
- Rh-positive (Rh+): มีโปรตีน D-antigen บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง
- Rh-negative (Rh-): ไม่มีโปรตีน D-antigen บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดง อย่างไรก็ตาม คนที่มีหมู่เลือด Rh- นั้นพบได้น้อยมากในคนไทย (ในคนไทย 1,000 คน จะพบคนที่มีหมู่เลือด Rh- เพียง 3 คน) จึงจัดว่าเป็นหมู่โลหิตหายาก
ข้อมูลจากโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ระบุถึงหลักการการให้เลือดที่ปลอดภัยและประสบความสำเร็จ หมู่เลือดของผู้ให้และผู้รับจะต้องเป็นหมู่เลือดที่เข้ากันได้เท่านั้น เพื่อหลีกเลี่ยงผลร้ายที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเราสามารถแบ่งว่าหมู่เลือดใดสามารถให้และรับเลือดกันได้ ดังนี้
- หมู่เลือด A+ สามารถบริจาคเลือดให้หมู่เลือด A+ และ AB+ เท่านั้น และสามารถรับเลือดได้จากหมู่เลือด A+, A-, O+ และ O- เท่านั้น
- หมู่เลือด A- สามารถบริจาคเลือดให้หมู่เลือด A+, A-, AB+ และ AB- เท่านั้นและสามารถรับเลือดจากหมู่เลือด A- และ O- เท่านั้น
- หมู่เลือด B+ สามารถบริจาคเลือดให้หมู่เลือด B+ และ AB+ เท่านั้น และสามารถรับเลือดจากหมู่เลือด B+, B-, O+ และ O- เท่านั้น
- หมู่เลือด B- สามารถบริจาคเลือดให้หมู่เลือด B+, B-, AB+ และ AB- เท่านั้น และสามารถรับเลือดจากหมู่เลือด B- และ O- เท่านั้น
- หมู่เลือด AB+ สามารถบริจาคเลือดให้หมู่เลือด AB+ เท่านั้น และสามารถรับเลือดจากทุกหมู่เลือด
- หมู่เลือด AB- สามารถบริจาคเลือดให้หมู่เลือด AB+ และ AB- เท่านั้น และสามารถรับเลือดได้จากหมู่เลือด A-, B-, AB- และ O- เท่านั้น
- หมู่เลือด O+ สามารถบริจาคเลือดให้หมู่เลือด A+, B+, AB+ และ O+ เท่านั้น และสามารถรับเลือดได้จากหมู่เลือด O+ และ O- เท่านั้น
- หมู่เลือด O- สามารถบริจาคเลือดให้ทุกหมู่เลือดหรือเรียกกันว่ากลุ่มเลือดของผู้บริจาคได้ทั้งหมด และสามารถรับเลือดได้จากหมู่เลือด O- เท่านั้น
การให้เลือดผิดหมู่ อันตรายแค่ไหนกัน!
ข้อมูลจาก โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต ระบุว่าการให้เลือดผิดหมู่นั้นนับเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่มีความอันตรายมาก ร้ายแรงที่สุดคือ “เสียชีวิตได้ทันที” โดยเฉพาะถ้าเป็นการให้เลือดผิดหมู่ในระบบ ABO ซึ่งเป็นระบบหมู่โลหิตหลักที่ร่างกายจะตอบสนองรุนแรงมากที่สุด ความอันตรายจะขึ้นอยู่กับระดับของความไม่เข้ากันระหว่างหมู่โลหิตของผู้รับและผู้บริจาค และนั่นทำให้ความผิดพลาดในการให้เลือดผิดหมู่ ถือเป็นความเสี่ยงระดับสูงสุดในระบบความปลอดภัยของโรงพยาบาล
คำอธิบายของความอันตรายเมื่อให้เลือดผิดหมู่ในระบบ ABO เนื่องจากหมู่เลือดระบบ ABO ถูกกำหนดโดย สารแอนติเจน (Antigen) ที่อยู่บนผิวเม็ดเลือดแดง ซึ่งแอนติเจนที่ว่านี้เป็นสารก่อภูมิต้านทาน มี 2 ชนิดคือ สารแอนติเจน ‘เอ’ (A antigen) และแอนติเจน ‘บี’ (B antigen) คนที่ไม่มีสารแอนติเจนชนิดใด ร่างกายจะมี สารแอนติบอดี (Antibody) ในพลาสมาเพื่อต้านสารแอนติเจนชนิดนั้น การได้รับเลือดผิดหมู่ จึงเกิดปฏิกิริยารุนแรงจากสารต้าน จนเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิต หากพิจารณาความรุนแรงตามระบบหมู่เลือด จะมีอันตรายดังนี้
หากให้เลือดผิดหมู่ในระบบ ABO (เช่น ให้เลือดหมู่ A กับคนเลือดหมู่ B) ระดับความรุนแรงคืออันตรายสูงมาก
- ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีเข้าไปทำลายเม็ดเลือดแดงที่รับเข้าไปทันที ทำให้เม็ดเลือดแดงที่รับเข้าไปจับตัวกันเป็นกลุ่มแล้วตกตะกอน ทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้รับเลือด เนื่องจากระบบภูมิคุ้มกันจะส่งสัญญาณให้เซลล์ที่มีหน้าที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมออกมาทำลายเม็ดเลือดแดงที่รับมา (พูดง่าย ๆ ก็คือ ระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายจะโจมตีเม็ดเลือดแดงที่เข้ามาใหม่)
- เกิดปฏิกิริยา Hemolytic transfusion reaction (เม็ดเลือดแดงแตก) อย่างเฉียบพลัน และปล่อยฮีโมโกลบิน เข้าสู่กระแสเลือด ซึ่งฮีโมโกลบินจะกลายเป็นสารพิษหากมีปริมาณมากเกินไป
- อาการที่พบคือ มีไข้ หนาวสั่น ปวดหลัง ปัสสาวะออกสีแดง (เลือดแตกในกระแสเลือด) ความดันโลหิตตก จากนั้นเมื่อระบบภูมิคุ้มกันถูกกระตุ้นอย่างรุนแรง จะทำให้เกิดการอักเสบ การไหลเวียนของเลือดล้มเหลว มีภาวะช็อก เกิดลิ่มเลือดทั่วร่างกาย มีการอุดตันในหลอดเลือด เกิดภาวะระบบแข็งตัวของเลือดทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เลือดไหลไม่หยุดในบางบริเวณ เช่น ในอวัยวะสำคัญ ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะสำคัญล้มเหลว มีภาวะไตวายเฉียบพลัน เมื่อระบบอวัยวะล้มเหลวโดยสมบูรณ์ ก็อาจเสียชีวิตได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง
- ต้องได้รับการรักษาเร่งด่วน เช่น ล้างไตฉุกเฉินและให้ยาแก้แพ้
ส่วน การให้เลือดผิดหมู่ในระบบ Rh (เช่น ให้เลือดหมู่ Rh+ กับคนเลือดหมู่ Rh- ซึ่งเป็นหมู่เลือดหายาก) ระดับความรุนแรงคืออันตรายปานกลางถึงสูง
- อันตรายน้อยกว่าระบบ ABO
- ครั้งแรกอาจยังไม่เกิดอาการรุนแรง แต่ร่างกายจะเริ่มสร้างแอนติบอดี
- โดยคนเลือด Rh- ที่ได้รับเลือด Rh+ ร่างกายจะสร้างแอนติบอดีต่อต้านโปรตีน Rh ในเม็ดเลือดแดงของผู้บริจาค
- ทว่าครั้งต่อไปที่ได้รับเลือด Rh+ อีก อาจเกิดปฏิกิริยาที่รุนแรง และส่งผลในระยะยาว
แม้จะเป็นเหตุการณ์ที่พบได้น้อยในระบบสาธารณสุขที่มีมาตรการป้องกันที่ดี แต่ในกรณีที่เกิดขึ้น อัตราการเสียชีวิตอาจสูงถึง 20-30% เลยทีเดียว หากไม่ได้รับการรักษาอย่างรวดเร็วและเหมาะสม เพราะฉะนั้น การให้เลือดผิดหมู่นั้นคือความผิดพลาดร้ายแรง และส่งผลต่อความน่าเชื่อถือต่อระบบความปลอดภัยของโรงพยาบาลมากเช่นกัน ทว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือทำให้เกิดอันตรายแก่ผู้ป่วยที่ได้รับเลือดผิดหมู่อย่างรุนแรงมาก มันคือ “ชีวิต” ของคนทั้งคน ที่มาโรงพยาบาลเพื่อรักษาชีวิต แต่กลับต้องสังเวยชีวิตจากความผิดพลาดที่ไม่ควรเกิดขึ้น
ดังนั้น เมื่อจำเป็นต้องมีการให้เลือดแก่ผู้ป่วย ส่วนใหญ่แล้วทางโรงพยาบาลจะเลือกให้เลือดหมู่เดียวกันกับหมู่เลือดของผู้ป่วยเสมอ แต่กรณีที่ในคลังเลือดไม่มีเลือดหมู่เดียวกันกับผู้ป่วย และเป็นกรณีเร่งด่วนที่ผู้ป่วยอาจได้รับอันตรายถ้าไม่ได้รับเลือดอย่างทันท่วงที แพทย์จะพิจารณาให้เลือดหมู่อื่นทดแทนโดยไม่เป็นอันตราย ดังที่กล่าวไปแล้วข้างต้น (ข้อสังเกตคือ เลือดหมู่ O สามารถให้เลือดได้ทุกหมู่ ทั้ง A, B, AB และ O ด้วยกัน แต่สามารถรับเลือดหมู่ O ได้อย่างเดียวเท่านั้น ขณะที่ เลือดหมู่ AB ก็สามารถรับเลือดได้จากทุกหมู่เลือด ทั้ง A, B, AB และ O แต่ให้เลือดได้เฉพาะหมู่ AB เท่านั้น โดยหากคนเลือดหมู่ AB แม้จะสามารถรับเลือดหมู่ O ได้โดยไม่เป็นอันตราย แต่แพทย์มักจะพิจารณาให้เลือดจากหมู่ A หรือ B ก่อน)
ขอบคุณข้อมูลจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์, โรงพยาบาลจุฬารัตน์ 9 แอร์พอร์ต, คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล






























