Home Work & Living Living ยังจำกันได้ไหม “หนังสืออ่านนอกเวลา” ในตำนาน

ยังจำกันได้ไหม “หนังสืออ่านนอกเวลา” ในตำนาน

งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ และสัปดาห์หนังสือนานาชาติ ถือเป็นอีเวนต์ประจำปีที่เหล่าหนอนหนังสือผู้รักการอ่านต่างรอคอยกันอยู่เป็นประจำทุกปี ซึ่งสิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับก็คือ “นิสัยรักการอ่าน” มักเป็นสิ่งที่ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่สมัยที่นักอ่านเหล่านี้ยังเป็นเด็กกันทั้งนั้น การอ่านมากอ่านเยอะในวัยเยาว์ ทำให้หนังสือกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตของคนเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม หนังสือประเภทหนึ่งที่เปรียบเสมือนกุญแจไขก๊อกให้ใครหลายคนกลายเป็นคนรักการอ่านก็คือ “หนังสืออ่านนอกเวลา” หรือก็คือหนังสือที่หลักสูตรการศึกษาจะมอบหมายให้เด็กนักเรียนนำกลับไปอ่านนอกเหนือจากหนังสือเรียนที่เรียนกันในห้องเรียน และเพื่อให้มั่นใจ (มากขึ้น) ว่าเด็กจะอ่านหนังสือเล่มนั้น ๆ คุณครูก็มักจะมีแบบทดสอบหลังอ่านให้เด็กทำด้วย มันจึงเหมือนกับเป็นการบังคับกลาย ๆ ว่าเด็กต้องอ่านหนังสือนอกเวลาที่มอบหมายให้ไป ในสมัยนั้น เด็กหลายคนก็อาจรู้สึกว่าตัวเองถูกบังคับให้อ่านหนังสือ แต่เชื่อหรือไม่ ว่าถ้าเราได้ไปเจอหนังสือที่อ่านแล้วประทับใจขึ้นมา จะช่วยให้เราเปลี่ยนทัศนคติที่ว่าการอ่านหนังสือคือยาขมไปได้เลย

ไหน ๆ ช่วงนี้ก็เป็นช่วงของอีเวนต์งานสัปดาห์หนังสือ แถมยังมีเทรนด์ถวิลหาอดีตที่ใครหลายคนเริ่มนึกย้อนวัยไปในสมัยเรียนว่าเคยมีความทรงจำอะไรที่น่าประทับใจบ้าง บทความนี้เราจะมาย้อนวัยถึงหนังสืออ่านนอกเวลาในตำนานที่ใครหลาย ๆ คนน่าจะเคยได้อ่านกันตอนเด็ก ๆ จนถึงทุกวันนี้ หนังสือเหล่าก็ยังคงอยู่บนชั้นหนังสือที่บ้านของใครบางคน และถูกหยิบมาอ่านทุกครั้งที่คิดถึง

1. Charlotte’s Web แมงมุมเพื่อนรัก – E.B. White อี. บี. ไวท์

หนังสืออ่านนอกเวลาเล่มแรกที่หยิบยกขึ้นมานี้ เลือกมาจากความรู้สึกประทับใจมากที่สุดในการอ่านหนังสือที่ไม่ได้เลือกเล่มอ่านเอง จำได้ว่าตอนที่โดนบังคับให้อ่านหนังสือเล่มนี้ ทีแรกคือไม่อยากอ่าน ชื่อเรื่องไม่ถูกจริต แต่พออ่านจบแล้ว กลับไม่อยากส่งหนังสือคืน อยากเก็บไว้อ่านซ้ำ ๆ เพราะมันดีมากจริง ๆ สำหรับเด็กวัยนั้น กลายเป็นว่าอ่านเล่มนี้จบไวมาก อ่านจบเป็นคนแรก ๆ ของห้องเลยด้วยซ้ำ สาเหตุก็คือ มันวางไม่ลง แล้วก็ชวนให้อยากรู้อยู่ตลอดว่าเจ้าแมงมุมจะช่วยเหลือเจ้าหมูเพื่อนของเขาด้วยวิธีไหน มาถึงเวลานี้ รายละเอียดต่าง ๆ อาจเลือนรางไปบ้างด้วยความที่อ่านนานแล้ว แต่ความประทับใจยังคงอยู ใครจะคิดว่าแค่อ่านหนังสือ น้ำตาจะไหลเป็นเผาเต่าขนาดนั้น

แมงมุมเพื่อนรัก เป็นเรื่องราวมิตรภาพต่างสายพันธุ์ระหว่างแมงมุม “ชาร์ล็อตต์” และเจ้าหมู “วิลเบอร์” ที่เกิดขึ้นในฟาร์ม เมื่อเจ้าลูกหมูวิลเบอร์ เกือบถูกฆ่าทิ้งเพราะตัวเล็กและไม่แข็งแรง แต่เฟิร์นก็ช่วยชีวิตหมูตัวนี้ไว้ กระทั่งวิลเบอร์โตขึ้นแล้วถูกนำไปเลี้ยงที่อื่น ที่นั่นวิลเบอร์ได้พบกับชาร์ล็อตต์ แมงมุมรูปร่างหน้าตาน่ากลัว ดักเหยื่อด้วยการชักใย แต่ความอ่อนโยนในใจของเจ้าแมงมุมขัดแย้งกับภาพลักษณ์ เพราะชาร์ล็อตต์พยายามช่วยชีวิตเจ้าวิลเบอร์ เพื่อให้ทุกคนเข้าใจว่าวิลเบอร์เป็นหมูวิเศษ แม้ในช่วงเวลาสุดท้าย ชาร์ล็อตต์ก็ยังคงช่วยเหลือเพื่อนของเขาอย่างเต็มที่ ผลคือวิลเบอร์ไม่ต้องเผชิญชะตากรรมเหมือนกับหมูตัวอื่น ๆ และจดจำว่าชาร์ล็อตต์เป็นเพื่อนรักของวิลเบอร์ตลอดไป

2. คนอยู่วัด – ไมตรี ลิมปิชาติ

คนอยู่วัด เป็นหนังสืออีกเล่มที่เคยอิดออดหนักมากตอนที่ถูกสั่งให้อ่าน ประวิงเวลาแล้วประวิงเวลาอีกจนเกือบหมดเวลาในการยืมหนังสือ แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง มันก็สมควรแก่เวลาที่ต้องเริ่มอ่านสักทีเดี๋ยวไม่ทัน ทีแรกต้องคอยบอกตัวเองว่าทำใจอ่าน ๆ ไปเถอะจะได้จบ ๆ แต่ปรากฏว่าเมื่อได้ลองเปิดใจอ่านแล้วก็คือวางแทบไม่ลงเลย อ่านต่อเนื่องไปยาว ๆ ถึงขั้นไม่เล่นกับเพื่อนเลยทีเดียว เพราะยังติดพันกับหนังสือเล่มนี้อยู่ ไม่อยากค้างคา อยากรู้ตอนต่อไป

คนอยู่วัด เป็นหนังสือรวมเรื่องสั้นที่เขียนโดยไมตรี ลิมปิชาติ ที่ในอดีตก็เคยเป็นเด็กวัดมาก่อน เขาจึงใช้วัตถุดิบจากเรื่องราวของตัวเองและเพื่อน ๆ ที่เคยอาศัยอยู่ในวัดมาเขียนหนังสือเล่มนี้ เล่าเรื่องราวของชีวิตเด็กต่างจังหวัดที่เข้ามาเรียนต่อในกรุงเทพฯ แต่เพราะความยากจนจึงต้องมาขออาศัยซุกหัวนอนที่วัด แต่ละคนก็จะมีลักษณะนิสัยแตกต่างกันไป ซึ่งสุดท้ายแล้วทุกคนก็แยกย้ายกันไปตามทางของแต่ละคน แม้ครั้งหนึ่งจะเคยอด ๆ อยาก ๆ ด้วยกันอยู่ในวัด แต่ปัจจุบันมีหน้าที่การงานที่ดี ฐานะร่ำรวย แต่ก็มีบ้างเหมือนกันที่ติดคุก เราจะได้เห็นถึงความยากลำบากของชีวิตที่ต่างคนต้องกระเสือกกระสนเอาตัวรอดและพยายามอย่างมากเพื่ออนาคตที่ดีกว่า ตั้งแต่วิธีสู้ชีวิตไปจนถึงการใช้ทางลัด

3. ความสุขของกะทิ – งามพรรณ เวชชาชีวะ

หนังสือเรื่องความสุขของกะทิ เป็นหนังสืออีกเรื่องที่มีชื่อเรื่องธรรมดา ๆ ไม่ค่อยชวนให้หยิบมาอ่านเท่าไร (ความรู้สึกส่วนตัว) แต่ด้วยความที่หนังสือเล่มนี้ดังมาก สุดท้ายก็เลยกลายมาเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาที่ถูกบังคับให้อ่านไปโดยปริยาย โดยความสุขของกะทิ เป็นนวนิยายขนาดสั้นของงามพรรณ เวชชาชีวะ ที่ได้รับรางวัลวรรณกรรมสร้างสรรค์ยอดเยี่ยมแห่งอาเซียน (ซีไรต์) ประจำปี พ.ศ. 2549 และถูกนำมาดัดแปลงเป็นภาพยนตร์ที่ออกฉายในปี พ.ศ. 2552 ด้วยความที่ได้อ่านตอนโตแล้ว เลยไม่ค่อยงอแงเหมือนเด็กถูกบังคับเท่าไรนัก อย่างไรก็ตาม เมื่อได้อ่านดู ก็รู้เลยว่าทำไมหนังสือเล่มนี้ถึงได้รับรางวัล และเป็นวรรณกรรมอีกเรื่องที่อ่านแล้วประทับใจ

ความสุขของกะทิ เล่าเรื่องราวของเด็กหญิงวัย 9 ขวบ ที่อาศัยและเติบโตขึ้นมาด้วยความรักของตากับยายในบ้านริมคลองที่พระนครศรีอยุธยา กะทิเองไม่เคยรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพ่อแม่ แต่ผูกพันกับแม่จากสิ่งต่างๆ ที่แม่ได้เตรียมไว้ให้ ในวันหนึ่ง กะทิพบกับความจริงที่ว่าแม่ป่วยเป็นโรคร้ายและกำลังจะจากไป การที่เด็กหญิงรับรู้ข่าวการสูญเสียคนสำคัญในชีวิต มันเป็นเรื่องที่ยากจะก้าวข้าม แต่ด้วยครอบครัวที่รักและดูแลเอาใจใส่กะทิ ได้เป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้เด็กน้อยก้าวข้ามผ่านประสบการณ์การสูญเสียครั้งสำคัญที่สุดไปได้ ทุกคนเข้ามาสร้างสีสัน แบ่งปันความสุข และเติมเต็มชีวิตให้กะทิ ทำให้เธอรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้ขาดอะไร และสามารถดำรงชีวิตต่อไปได้เฉกเช่นเด็กในวัยเดียวกัน

4. ต้นส้มแสนรัก – โจเซ่ วาสคอนเซลอส

วรรณกรรมเยาวชนแปลอีกเรื่องที่ถูกใช้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาสำหรับเยาวชน และเป็นวรรณกรรมในตำนานอีกเรื่องที่เด็กไทยหลายต่อหลายรุ่นได้อ่าน ต้องบอกว่าจริง ๆ แล้วสมัยที่ยังเรียนอยู่ ที่โรงเรียนไม่เคยมอบหมายให้อ่านหนังสือเล่มนี้ แต่เพราะได้ยินผู้ใหญ่ที่นับถือท่านหนึ่งเอ่ยถึงชื่อหนังสือเล่มนี้ และทราบว่าเคยเป็นหนังสืออ่านนอกเวลาด้วย ด้วยความอยากรู้ว่าเรื่องต่อจากที่โดนสปอยล์มาเป็นยังไง ก็เลยต้องเข้าห้องสมุดไปหาหนังสือเล่มนี้มาอ่าน จนได้รู้ว่าเรื่องราวในวรรณกรรมเยาวชนก็ดาร์กไม่ใช่ย่อย

ต้นส้มแสนรัก เป็นนวนิยายที่เขียนขึ้นโดยนักเขียนชาวบราซิล เล่าเรื่องราวถึงเด็กชายวัย 5 ขวบชื่อ เซเซ่ ที่มีมุมมองต่อสิ่งรอบตัวแบบบริสุทธิ์ ไร้เดียงสา ทั้งที่ครอบครัวมีชีวิตอยู่อย่างยากไร้เพราะเกิดในครอบครัวยากจน มีพี่น้องหลายคน และเป็นเหยื่อความรุนแรงในครอบครัว เขามีเพื่อนรักเป็นต้นส้มที่เขาตั้งชื่อให้มันว่า มิงกินโย โดยเขามักจะไปพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ ให้ต้นส้มฟังเสมอ ต่อมา เซเซ่มีโอกาสได้พบกับชายแปลกหน้าชาวโปรตุเกส ที่ได้กลายมาเป็นเพื่อนแท้ต่างวัยที่มอบความรักความผูกพันให้กัน เป็นแสงแห่งความสุขในชีวิตของเด็กน้อย แต่ไม่นานหลังจากนั้น เซเซ่ต้องเผชิญหน้ากับความจริงที่แสนเจ็บปวด เมื่อเพื่อนที่ดีที่สุดของเขาทั้ง 2 คนต้องจากเขาไปตลอดกาล ถึงอย่างนั้น เซเซ่ก็ต้องเข้มแข็งและก้าวเดินต่อไปข้างหน้าให้ได้ ด้วยความทรงจำดี ๆ ที่ยังตราตรึงอยู่ในใจ

5. ผีเสื้อและดอกไม้ – นิพพานฯ

เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาเล่มสุดท้าย (ในวัยเรียน) ที่เพิ่งจะมาได้มาอ่านตอนที่โตแล้ว ดูเหมือนว่าหนังสือเรื่องผีเสื้อและดอกไม้จะถูกใช้เป็นหนังสืออ่านนอกเวลาของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่กว่าจะได้รู้จักและได้เปิดหนังสือเล่มนี้อ่านจริง ๆ ก็คือตอนที่เรียนปริญญาตรี และจำได้แม่นว่าเป็นหนังสือที่ต้องหอบไปอ่านตอนอยู่ค่าย ทีแรกกะจะไว้อ่านตอนกลางคืนก่อนนอน แต่พอได้หยิบมาอ่านตอนอยู่บนรถระหว่างเดินทาง ก็ดันได้อ่านยาวเพลิน ๆ ไปเลย เป็นหนังสือที่อ่านไม่ง่ายเท่าไรนัก เพราะมันจะสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตที่น่าหดหู่ของตัวละครได้แบบเห็นภาพได้ในจินตนาการเลยทีเดียว

ผีเสื้อและดอกไม้ เป็นเรื่องราวชีวิตของ ฮูยัน เด็กชายมุสลิมวัย 13 ปี ที่ครอบครัวอาศัยอยู่ชายแดนไทย-มาเลเซีย บ้านของเขามีฐานะยากจน เขาจึงจำต้องออกจากโรงเรียนทั้งที่เป็นเด็กเรียนดีเพื่อมาช่วยครอบครัวหารายได้ด้วยการขายไอศกรีมแท่ง และที่สำคัญ ก็เพื่อให้น้อง ๆ อีก 2 คนได้มีโอกาสเรียน ต่อมามิมปี เพื่อนร่วมชั้นที่ต้องออกจากโรงเรียนมาช่วยแม่ขายของบนรถไฟเช่นกัน ได้ชวนฮูยันไปขายของบนรถไฟ อย่างไรก็ตาม ฮูยันก็ได้รู้จักกับอาชีพใหม่ ซึ่งก็คือการลักลอบขนข้าวสารข้ามแดนอย่างผิดกฎหมาย แม้ต้องหลบหลีกจากนายตรวจตั๋วไปอยู่บนหลังคารถไฟ แต่มันกลายเป็นใบเบิกทางสู่ความเป็นผู้ใหญ่ และผลตอบแทนก็ช่วยให้เด็กหนุ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น