นอกจากปัจจัยสี่และเงินที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตแล้ว “อากาศ” ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนจะขาดไม่ได้เช่นเดียวกัน โดยทั่วไป มนุษย์ธรรมดาจะขาดอากาศหายใจได้เต็มที่แค่ 3 นาทีเท่านั้น ก่อนที่สมองจะขาดออกซิเจนไปเลี้ยง จนทำให้เกิดภาวะสมองตายในเวลาต่อมา เมื่อสมองตาย ระบบต่าง ๆ ในร่างกายก็จะล้มเหลว อวัยวะทุกส่วนก็จะหยุดทำงาน เนื่องจากสมองไม่สามารถควบคุมและสั่งการให้ทำงานได้อีกต่อไป ซึ่งนั่นก็จะเป็นสาเหตุที่ทำให้มนุษย์เราถึงแก่ความตายในที่สุด หรือถ้าไม่ตาย ก็ไม่มีอะไรมารับประกันว่าจะฟื้นขึ้นมาเป็นปกติเหมือนเดิมหรือไม่
ในบรรดาสิ่งที่จำเป็นต่อการดำรงชีพของมนุษย์ ก็น่าจะมีเพียงอากาศนี่แหละที่เราได้มาฟรี ๆ โดยไม่จำเป็นต้องเอาอะไรไปแลก เพราะแค่เรามีชีวิตอยู่ เราก็หายใจได้ตามธรรมชาติแล้ว ซึ่งถ้าหากย้อนไปยังวิชาวิทยาศาสตร์สมัยประถม หลาย ๆ น่าจะจำได้ว่า “อากาศ” จัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติประเภทที่ใช้แล้วไม่หมดไป ไม่สูญสลาย อากาศจะหมุนเวียนเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องกันไปอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ตราบใดที่โลกยังมีชั้นบรรยากาศและพืช
นอกจากนี้ เรายังเคยเรียนกันมาว่า “แก๊สออกซิเจน” เป็นแก๊สที่สำคัญต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ซึ่งก็รวมถึงมนุษย์เราด้วย ออกซิเจนที่อยู่ในบรรยากาศ เป็นผลผลิตมาจากกระบวนการสังเคราะห์แสงของพืช ในกระบวนการนี้ พืช ในฐานะผู้ผลิตของห่วงโซ่อาหาร จะใช้คาร์บอนไดออกไซด์ น้ำ พลังงานแสง และสารสีเขียวที่เรียกว่าคลอโรฟิลล์ เป็นวัตถุดิบในกระบวนการ หลังเสร็จสิ้นกระบวนการสังเคราะห์แสง จะได้ผลิตภัณฑ์เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ออกซิเจน และน้ำ กลับคืนสู่บรรยากาศ ซึ่งสิ่งมีชีวิตก็จะใช้ออกซิเจนในกระบวนการหายใจอย่างไม่มีวันหมดสิ้น
แม้จะเคยเรียนเมื่อนานมาแล้ว แต่หลายคนยังเข้าใจผิดว่าในบรรยากาศของโลกมีออกซิเจนมากที่สุด เนื่องจากเราใช้หายใจ แต่จริง ๆ แล้วอากาศในบรรยากาศ (ซึ่งก็คืออากาศที่เรานำมาใช้หายใจ) มีแก๊สไนโตรเจนมากที่สุด ในอัตราส่วนสูงถึง 78 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่มีออกซิเจนอยู่เพียง 21 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ส่วนที่เหลืออีก 1 เปอร์เซ็นต์นั้น ประกอบด้วย แก๊สอาร์กอน 0.93 เปอร์เซ็นต์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ 0.03 เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นอีก 0.04 เปอร์เซ็นต์ เป็นแก๊สอื่น ๆ เช่น นีออน ฮีเลียม คริปตอน ซีนอน ไฮโดรเจน มีเทน ไนตรัสออกไซด์ และเรดอน นอกจากนี้ในบรรยากาศยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ อีก อย่างไอน้ำและฝุ่นละอองนั่นเอง
ถึงแม้ว่าอากาศจะจัดเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ใช้แล้วไม่มีวันหมดสิ้น เพราะมันสามารถหมุนเวียนอยู่ในชั้นบรรยากาศของโลกนี่แหละ แต่ทว่ามันสามารถเสื่อมสภาพลงได้ นั่นหมายความว่าหากอัตราส่วนของแก๊สที่อยู่ในบรรยากาศในบริเวณหนึ่งเปลี่ยนแปลงไป มีไนโตรเจนและออกซิเจนลดลง แต่กลับมีแก๊สพิษมากขึ้น มีฝุ่นละอองเป็นจำนวนมาก จนประสบปัญหาอากาศเป็นมลพิษ ก็จะส่งผลกระทบต่อสิ่งมีชีวิตที่ต้องหายใจอย่างอัตโนมัติแบบที่หยุดไม่ได้ทันที เมื่อมนุษย์เราต้องหายใจเอาแก๊สพิษเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจมากเข้า สุขภาพเราก็จะเป็นอันตราย อันตรายที่ว่าอาจไม่ได้เกิดขึ้นเฉียบพลัน แต่มันจะสะสมจนทำให้ร่างกายเราผิดปกติ และแย่ลงเรื่อย ๆ มากกว่า
ปัญหามลพิษและปัญหาสิ่งแวดล้อม ทำลายสมดุลอัตราส่วนของอากาศปกติในบรรยากาศ จากอากาศดี ๆ กลายเป็นอากาศเสีย ในบรรยากาศมีแก๊สพิษเสียมาก มีแต่มลภาวะ ฝุ่นควัน แก๊สพิษ ที่เราต้องหายใจนำเข้าสู่ร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในเมื่ออากาศดี ๆ อากาศบริสุทธิ์แบบที่ธรรมชาติจัดสรรให้นั้นหายากเขาไปทุกที โลกของเราจึงมาถึงจุดที่มีสิ่งที่เรียกว่า “ออกซิเจนอัดกระป๋อง” ขายกันแล้ว
อากาศมีให้ใช้ฟรี ๆ แต่ถ้าอากาศมันไม่ดี เราต้องเสียเงินเพื่อให้ได้อากาศบริสุทธิ์?
ทุกวันนี้โลกเราเผชิญปัญหาสิ่งแวดล้อมในหลาย ๆ ด้านหนักมาก ซึ่งถ้าถามว่าสาเหตุมาจากอะไร ก็คงจะหนีไม่พ้นสิ่งมีชีวิตที่สถาปนาให้ตนเองเป็นเจ้าของโลกอย่างมนุษย์นี่แหละ มนุษย์พยายามจะเป็นสิ่งมีชีวิตที่ควบคุมทุกอย่าง พยายามจะอยู่เหนือสิ่งมีชีวิตอื่น และพยายามจะอยู่เหนือธรรมชาติ มาถึงการทำลายสิ่งแวดล้อม ทำลายสมดุลธรรมชาติต่าง ๆ เอาเปรียบสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ เพื่อให้ตนเองได้ประโยชน์สูงสุดในระบบนิเวศ แต่ในท้ายที่สุดก็พบว่าธรรมชาติที่เราพยายามจะควบคุมกลับเอาคืนเราอย่างหนัก นั่นเป็นเพราะเราเป็นคนลงมือทำลายมันด้วยมือเราเองมาเป็นเวลานานแล้ว
โลกที่มีจำนวนประชากรมนุษย์เพิ่มมากขึ้น ทำให้ความต้องการในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการที่เป็นปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิต เช่น ที่อยู่อาศัย ที่ทำกินสำหรับทำการเกษตร แร่ธาตุ แหล่งพลังงาน น้ำ และอาหาร เมื่อทรัพยากรที่มีอยู่เดิมไม่เพียงพอ เราก็เริ่มบุกรุกทำลายสิ่งแวดล้อมมากขึ้นเพื่อขยายถิ่นฐานของเราให้กว้างใหญ่ขึ้น พื้นที่ป่าที่ถูกรุกล้ำ ทำให้เจ้าของพื้นที่เดิมอย่างสัตว์ป่าไม่มีที่อยู่ และเพราะเราไปรุกล้ำที่ของสัตว์ป่าลึกเข้า ๆ จึงมีข่าวคนโดนสัตว์ป่าทำร้ายให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
และด้วยจำนวนประชากรมนุษย์ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทุกอย่างต้องขยายตัวตาม ทั้งเศรษฐกิจ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีต่าง ๆ เพราะมนุษย์พยายามจะทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองเป็นสิ่งมีชีวิตที่อยู่ได้สะดวกสบายที่สุดบนโลก มันก็ล้วนทำให้เกิดปัญหาการใช้ทรัพยากรที่มีจำกัดอย่างไม่ยั่งยืน ไม่ว่ามนุษย์จะคิดสร้างเทคโนโลยีล้ำสมัยอะไรขึ้นมา มันก็อยู่บนพื้นฐานที่ว่าต้องใช้ทรัพยากรธรรมชาติมาเป็นวัตถุดิบทั้งสิ้นตั้งต้น และผลผลิตทางอ้อมที่เป็นของเสีย มันก็มีผลกระทบต่อโลกโดยตรงอยู่ดี
จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยที่ทุกวันนี้ชาวโลกจะประสบกับปัญหามลพิษกันถ้วนหน้า ซึ่งเราก็ไม่ได้คิดกันไปเองด้วยว่าทุกวันนี้อากาศดี ๆ นั้นหายาก โดยเฉพาะในเขตเมือง มีแต่อากาศเสีย มลภาวะที่ก่อให้เกิดพิษต่อระบบหายใจ ข้อมูลจาก IQAir ซึ่งเป็นบริษัทเทคโนโลยีคุณภาพอากาศในสวิตเซอร์แลนด์ ยืนยันว่าเมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา มีเมืองเพียงร้อยละ 3 จากทั่วโลกที่มีปริมาณ PM2.5 ในอากาศผ่านเกณฑ์ขององค์การอนามัยโลก ข้อมูลนี้จึงเป็นตัวบ่งชี้ว่ามลภาวะทางอากาศกำลังขยายตัวไปทั่วโลก และมันกำลังเป็นภัยคุกคามมนุษย์ ผู้ที่มีส่วนในการสร้างพวกมันขึ้นมา
ไม่ต้องมองที่ไหนไกล ปัญหา PM2.5 ในอากาศ คือภัยคุกคามแรก ๆ ที่เราได้รับผลกระทบกันทุกหย่อมหญ้า แหล่งกำเนิดเจ้าฝุ่นตัวปัญหานี้ ล้วนมีที่มาจากการกระทำของมนุษย์ทั้งนั้น เช่น จากการเผาไหม้จากท่อไอเสียของเครื่องยนต์ ควันบุหรี่ การเผาขยะ เผาหญ้า เผาเชื้อเพลิงที่ใช้ในโรงงาน การมาของ PM2.5 ทำให้อากาศเป็นพิษ ในหลาย ๆ พื้นที่ที่ค่าฝุ่นที่สูงเกินมาตรฐานเพราะมีปริมาณฝุ่น PM2.5 สูงมาก ทำให้คุณภาพอากาศย่ำแย่ มีผลต่อสุขภาพของมนุษย์โดยตรง เพราะเราต้องสูดอากาศเพื่อหายใจอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่เรายังมีชีวิต เราเลือกที่จะไม่หายใจไม่ได้หรอก!
คนธรรมดาได้รับผลกระทบยังไม่แย่เท่ากับคนที่เจ็บป่วยอยู่แล้ว การหายใจเอาอากาศที่มีแต่มลพิษ อากาศที่ไม่บริสุทธิ์เข้าสู่ร่างกาย ย่อมมีผลต่อสุขภาพ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคหอบหืด โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ และโรคปอด สุดท้ายแล้วพวกเราก็เริ่มที่จะต้องใช้เงินแก้ปัญหาที่ปลายเหตุไปก่อน ไม่ว่าจะเป็นการซื้อหน้ากากอนามัย N95 มาใช้ เพราะมันกรอง PM2.5 ได้ ซื้อเครื่องฟอกอากาศมาไว้ในบ้าน เพื่อที่เราจะได้หายใจได้โล่ง ๆ หน่อยเมื่ออยู่ในบ้าน ซื้อต้นไม้ฟอกอากาศ รวมถึง “อากาศบริสุทธิ์อัดกระป๋อง” ที่เริ่มมีขายเกลื่อนทางโฆษณาทางทีวี
เรามาถึงจุดนี้กันแล้ว จุดที่ต้องจ่ายเงินเพื่อ “ซื้ออากาศ (ที่บริสุทธิ์)”
เพราะอากาศที่มีให้เราได้ใช้ฟรี ๆ ทุกวันนี้มันไม่ดี และมีผลต่อสุขภาพของคนเรา การจะไปแก้ปัญหาที่ต้นตอจริง ๆ มันก็ยากเกินกว่าที่คนไม่กี่คนจะทำได้ เพราะคนจำนวนหนึ่งไม่ให้ความร่วมมือ อย่างการเผาขยะ ที่ต่อให้กฎหมายจะห้ามเผา แต่คนที่เผาเป็นประจำก็จะอ้างว่าทำมาตั้งแต่ไหนแต่ไรแล้ว ไม่มีทางกำจัดด้วยวิธีอื่น ก็ยังจะคงเผาต่อไป แล้วแบบนี้จะแก้ปัญหาที่ต้นเหตุได้อย่างไร
ในเมื่ออากาศฟรี ๆ คุณภาพมันไม่ดีพอที่จะเราจะใช้หายใจ เราจึงมาถึงจุดที่ต้องจ่ายเงินเพื่อที่จะมี “อากาศบริสุทธิ์หายใจ” อย่างเทคโนโลยีหน้ากากกรองฝุ่นนั่นก็ใช่ เทคโนโลยีเครื่องกรอง เครื่องฟอกอากาศนั่นก็ใช่ และที่ฟังดูเป็นเรื่องตลกก็คือ เทคโนโลยีอากาศบริสุทธิ์อัดกระป๋อง เพื่อให้เราได้มีอากาศดี ๆ สำหรับได้หายใจบ้าง เพื่อให้ได้หายใจหายคอกันดี ๆ ทุกวันนี้เราต้องมีงบประมาณสำหรับซื้ออากาศกันเสียแล้ว
แม้ว่ามันจะเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุสุด ๆ แต่มันก็คงเป็นวิธีที่เราเริ่มต้นจากตัวเองได้ง่ายที่สุดแล้ว การเป็นหนึ่งในคนที่ร่วมรณรงค์แก้ปัญหาที่ต้นเหตุไม่อาจทำให้เรามีอากาศบริสุทธิ์หายใจได้ ถ้าเรายังมีเพื่อนร่วมโลกอีกเป็นล้าน ๆ คนที่พร้อมจะทำลายอากาศอยู่ตลอดเวลา ประเทศมหาอำนาจไม่กี่ประเทศที่ปล่อยมลพิษออกสู่บรรยากาศมหาศาล แต่เวลาที่ได้รับผลกระทบ กลับเป็นคนทั้งโลกที่ได้รับผลกระทบร่วมกัน คนไม่กี่คนที่รณรงค์และเริ่มต้นลดการปล่อยมลพิษจากตัวเอง ไม่มีทางแก้ปัญหาของทั้งประเทศหรือทั้งโลกได้
จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์ “อากาศอัดกระป๋อง” เพื่อให้คนที่ต้องการอากาศบริสุทธิ์ หายใจแล้วสดชื่นสบายจมูก สบายปอด และไม่ลำบากสุขภาพที่อาจได้รับผลกระทบจากคุณภาพอากาศที่ย่ำแย่ได้ใช้งาน ในบางประเทศ มีบริษัทที่ทำขายกันเป็นอุตสาหกรรมกันเลยทีเดียว และลูกค้าของพวกเขาก็คือประชากรในเมืองที่ประสบปัญหาอากาศเป็นพิษอยู่บ่อย ๆ เช่น หลาย ๆ เมืองในประเทศจีน อินเดีย
หากพูดถึงธุรกิจอากาศบริสุทธิ์อัดกระป๋อง จะต้องมีชื่อของ 2 หนุ่มชาวแคนาดาอย่าง โมเสส แลม และทรอย ปาเกตต์ เพราะพวกเขาคือกลุ่มคนแรก ๆ ที่ได้เริ่มไอเดียในการผลิต “อากาศบริสุทธิ์อัดกระป๋อง” อย่างจริงจัง จากความคิดเล่น ๆ ลองขายเล่น ๆ แต่มีคนซื้อจริงในปี 2014 ธุรกิจก็เติบโตจนถึงขั้นที่พวกเขา 2 คน ตั้งบริษัทที่จดทะเบียนการค้าในปี 2015 ใช้ชื่อบริษัทว่า VITALITY AIR รวมถึงลงทุนซื้ออุปกรณ์เก็บอากาศ รถขนส่งต่าง ๆ และโรงงานในการบรรจุอากาศในกระป๋อง และเริ่มวางขายท้องตลาดจริงจัง ผลปรากฏว่าสามารถทำรายได้ได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ ทำให้เรื่องราวนี้ถูกนำมาเขียนเป็นบทความลงใน The Guardian เลยทีเดียว
ส่วนในไทย ทุกวันนี้ก็มีธุรกิจประเภทนี้ที่ทำขายกันอย่างจริงจัง เช่น อากาศอัดกระป๋องจากหมู่บ้านคีรีวง ในอำเภอลานสกา จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งเป็นหมู่บ้านที่ขึ้นชื่อเรื่องอากาศบริสุทธิ์ จึงมีคนต่อยอดนำอากาศอากาศคีรีวงมาอัดกระป๋องขาย กลายเป็นสินค้า OTOP ของหมู่บ้านเลยก็ว่าได้ ราคาก็น่าสนใจ หากคนเมืองกรุงจะอยากได้มาสูดให้หายแสบจมูกแสบคอบ้าง
หรือจะเป็นสินค้า ออกซิเจนบริสุทธิ์กระป๋อง ที่มีให้เห็นในโฆษณาทางทีวี ตามช่วงเวลาสำหรับขายสินค้า ขายกันอย่างจริงจังมาก มันก็คงสะท้อนให้เห็นแล้วว่า “อากาศ” ที่มนุษย์ทั่วไปเคยสามารถใช้หายใจได้ฟรี ทุกวันนี้มันไม่ได้อยู่ในจุดที่เราสามารถสูดลงปอดได้อย่างปลอดภัยและมีความสุขอีกต่อไปแล้ว
ปัญหามลพิษ ถ้าไม่แก้ไข อนาคตเราคงต้องมีงบสำหรับซื้ออากาศมาหายใจกันจริง ๆ
ปัญหาหลัก ๆ ในการหายใจของมนุษย์โลกก็คือ ไม่สามารถหลีกเลี่ยงอากาศที่เป็นพิษด้วยการเลือกที่จะไม่หายใจได้ เราบังคับให้ตัวเองไม่ยอมหายใจไม่ได้ ต่อให้กลั้นหายใจ มันก็จะมีจุดหนึ่งที่เราต้องยอมแพ้และกลับมาหายใจปกติอยู่ดี แต่ทุกวันนี้ การมาของเทคโนโลยีกรองอากาศ ฟอกอากาศ และผลิตภัณฑ์อากาศอัดกระป๋องมันทำให้คนบางกลุ่มสามารถมี “ตัวเลือก” อากาศที่พวกเขาจะใช้หายใจได้ แต่นี่มันควรจะเป็นเรื่องปกติจริง ๆ หรือ ที่เราต้องทำงานหาเงินเพื่อกันงบไว้ซื้ออากาศบริสุทธิ์สำหรับหายใจ
การแก้ปัญหาเรื่องมลพิษทางอากาศนั้น ไม่ใช่เรื่องที่จะแก้กันได้ด้วยการขอความร่วมมือจากปัจเจกบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่มันต้องอาศัยการสนับสนุนทางกฎหมายที่เข้มงวดมากพอที่จะจัดการกับคนบางกลุ่มที่ขยันสร้างมลพิษออกสู่บรรยากาศ ซึ่งมันก็ไม่ใช่แค่ระดับโรงงานอุตสาหกรรมเท่านั้น ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปที่เผาขยะ สูบบุหรี่ รถยนต์ที่มีการเผาไหม้ไม่มีประสิทธิภาพ รวมถึงการใช้พลังงานในครัวเรือนทั่วไป ก็ล้วนมีส่วนในการทำให้อากาศเป็นพิษกันทั้งนั้น
การที่เราอยู่ในเมืองที่อากาศมีมลพิษ กับการที่เราพยายามแก้ปัญหาด้วยการซื้ออากาซบริสุทธิ์มาหายใจ มันก็เท่ากับว่าเรายอมรับว่าการหายใจเอาอากาศเสียลงปอดมันเป็นเรื่องปกติ ซึ่งมันไม่ควรจะเป็นเช่นนั้น เพราะอากาศเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่สิ่งมีชีวิตใช้ได้ฟรี ๆ มันจึงไม่ควรจะจบลงที่เราต้องซื้ออากาศบริสุทธิ์มาหายใจกันเป็นปกติหรือเปล่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมด้านมลพิษนี้จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลมากกว่าปัญหาโลกร้อนเสียอีก เพราะอากาศมันเป็นสิ่งที่เราต้องใช้เพื่อการดำรงชีวิตโดยตรง และเราขาดมันได้แค่ไม่กี่นาทีเท่านั้น
เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติสุข มนุษย์เราควรต้องได้รับอากาศที่บริสุทธิ์ตั้งแต่ลมหายใจแรกยันลมหายใจสุดท้าย การที่เราได้หายใจเอาอากาศดี ๆ เข้าตัว มันมีผลต่อสุขภาพของเราโดยตรงเช่นกัน การไหลเวียนของเลือดจะดีขึ้น มีสุขภาพดีขึ้น อายุยืนยาวขึ้น และมีความสุขมากขึ้น ไม่ต้องหงุดหงิดที่หายใจเอาแต่อากาศพิษเข้าร่างกาย ดังนั้น อย่าทำให้การใช้เงินแก้ปัญหามันลามไปถึงขั้นที่จะต้องซื้ออากาศดี ๆ มาหายใจเลย เรามาทำให้ของฟรีที่มีให้ใช้อย่างไม่สิ้นสุด มันดีมากพอที่จะได้ใช้มันฟรี ๆ ต่อไปจะดีกว่า ใช้เงินซื้อความสุขอย่างอื่นที่ไม่ใช่อากาศเถอะ!




























