ทุกยุคสมัยล้วนมีความท้
แต่หากมองให้ลึกลงไป ความแข็งแกร่งของคนรุ่น Baby Boomers จำนวนไม่น้อย เกิดจากการเติบโตในโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ซึ่งสังคมในเวลานั้นยังไม่รู้จักคำว่า ความปลอดภัย สิทธิ และการป้องกัน อย่างแท้จริงด้วยซ้ำไป วัยเด็กของคนรุ่น Baby Boomers จึงเป็นความแข็งแกร่งที่จำเป็นต้องแข็งแกร่งอย่างจำยอมเพื่อ “เอาตัวรอด” ในช่วงเวลานั้น ดังนั้น สิ่งที่คนรุ่น Baby Boomers “ผ่านมันมาได้” จึงอาจไม่ใช่เพราะเหมาะสมหรือเพราะมันเป็นเรื่องปกติ หากแต่เพราะไม่มีทางเลือกอื่น และความเสี่ยงเหล่านั้น สำหรับเหล่า Gen Z ในวันนี้ มันเป็นเรื่องที่”หนักเกินไป” และไม่ควรจะเกิดขึ้นซ้ำอีกแล้วในโลกปี 2026 นี้
1. การรับมือกับสงครามนิวเคลียร์
Baby Boomers คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แม้จะดูเหมือนเป็นช่วงเวลาที่โลกกลับมาสงบสุขอีกครั้งหลังจบสงคราม ทว่าโลกกลับมี “สงครามเย็น” และ “สงครามตัวแทน” เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก เด็ก Boomers ในวันนั้นใช้ชีวิตด้วยความกลัวที่ว่าโลกอาจล่มสลายได้
2. อำนาจเบ็ดเสร็จทางการแพทย์ที่ไม่คำนึงถึงสิทธิผู้ ป่วย
ยุคนั้นแพทย์เปรียบเสมือนพระเจ้าที่มีอำนาจสูงสุด ผู้ป่วยแทบไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามหรือขอความเห็นที่สองก่อนการรักษา การรักษาหลายอย่างก็ทำโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แนวคิดเรื่องความยินยอมของผู้ป่วยโดยรู้ข้อมูล ไม่ใช่มาตรฐานที่ทำกันแบบในปัจจุบัน ต้อง “อดทน” และ “ยอมรับ” เท่านั้น แต่ทุกวันนี้ เรามีสิทธิในการตัดสินใจเหนือร่างกายตัวเอง การถูกบังคับให้รักษาหรือการไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนคือเรื่องที่ละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะรู้และสอบถามโดยได้รับคำตอบที่ชัดเจน ว่าการรักษานี้จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายบ้าง
3. สภาพการทำงานที่ต้องยอมเสี่ยงตายเพื่อเลี้ยงชีพ
Boomers อาจคุ้นเคยกับไซต์งานที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และไซต์งานก่อสร้างที่เต็มไปด้
4. ยาและการทดลองที่ไร้การควบคุม
ในอดีต ยาหลายชนิดถูกแจกจ่ายเหมือนลูกกวาด ที่น่ากลัวกว่าก็คือมียาบางตัวที่ถูกขายทั้งที่ยังไม่ผ่
5. รถยนต์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องชีวิต
รถยนต์ในอดีตถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงามและพละกำลัง ทว่าไร้ซึ่งอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานอย่างเข็มขัดนิรภัย (ที่ใช้งานจริง) คาร์ซีต หรือถุงลมนิรภัย เด็ก ๆ มักจะยืนหรือนอนบริเวณเบาะหลัง หรือแม้แต่กระบะท้าย ซึ่งหากเกิดการชนเพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมได้ อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุร้ายแรงถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ไม่ใช่ “สิ่งที่ป้องกันได้” ทว่าในยุคนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คนยุคใหม่คุ้นเคยกับเข็มขัดนิรภัยและระบบเบรกอัตโนมัติ และมีกฎหมายบังคับให้เด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีต
6. สารตะกั่วคือสิ่งที่พบเจอได้ในชีวิ ตประจำวัน
ในยุคที่ Boomers เติบโตมา คือยุคที่มี “ตะกั่ว” พบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทุกสิ่งรอบตัวล้วนมีตะกั่ว ตั้งแต่น้ำมันรถยนต์ สีทาบ้าน ท่อน้ำ ไปจนถึงของเล่นเด็ก การรับสารตะกั่วในปริมาณมากกับผลกระทบต่อสมองและสุขภาพ ถูกมองข้ามไปนานหลายทศวรรษ เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าการสะสมของสารตะกั่วในร่างกายนั้นส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง ระดับไอคิว และพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กหลายล้านคน แต่ในปัจจุบัน การได้รับสารพิษสะสมในสิ่งแวดล้อมคือสิ่งที่รัฐต้องรับผิดชอบและแก้ไขอย่างเร่งด่วน
7. ควันบุหรี่มือสองที่มีอยู่ในทุกที่
ในยุคนั้นบุหรี่ถูกโฆษณาว่า “เท่” และ “ไม่อันตรายต่อสุขภาพ” ผู้คนจึงสูบบุหรี่กันโดยทั่วไป มีควันบุหรี่ลอยฟุ้งอยู่ในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ในโรงพยาบาล บนเครื่องบิน ร้านอาหาร หรือแม้แต่ในโรงเรียน เด็กไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ “ควันบุหรี่” ที่ถูกพ่นออกมาจากปากใครบ้างก็ไม่รู้ Boomers ในเวลานั้นจึงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่จมูกต้องสูดดมกลิ่นบุหรี่อย่างไม่มีทางเลือก ปอดต้องรับควันมือสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าในยุคนี้ คือยุคที่การสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะคือการละเมิดสิทธิทางสุขภาพอย่างรุนแรง ที่สำคัญ มีกฎหมายที่คอยควบคุมดูแลอยู่ เรื่องห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ
8. สนามเด็กเล่นเป็นพื้นที่วัดดวง
เครื่องเล่นโลหะในสมัยนั้นมักทำจากเหล็กแหลมคมและสูงชัน ส่วนพื้นด้านล่างมักเป็นคอนกรีตหรือดินแข็ง ๆ ที่ไม่มีเบาะรองรับ นั่นหมายความว่าหากตกลงมาจากเครื่องเล่น มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บหนัก ๆ สูงมาก อาจถึงขั้นกระดูกหักหรือหัวร้างข้างแตก อย่างไรก็ตาม การบาดเจ็บกลับถูกมองว่าเป็น “บทเรียนชีวิต” มากกว่าที่จะเป็นความล้มเหลวด้านการออกแบบของเล่นเด็ก บาดแผลที่ได้จากสนามเด็กเล่นเป็นเรื่องธรรมดาของการเติบโต ทว่าความเชื่อนั้นล้าสมัยไปแล้ว สนามเด็กเล่นส่วนใหญ่มีวัสดุซับแรงกระแทกอย่างดี
9. ความปลอดภัยทางสังคมที่ต้องพึ่งพา “สัญชาตญาณ”
ยุคที่ Boomers เติบโตมา เป็นยุคที่ความปลอดภัยเชิงสังคมหละหลวมมาก ชุดความคิดเรื่อง “อันตรายจากคนแปลกหน้า” ยังไม่ถูกปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อย่างเข้มข้น เด็กมักได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนเองคนเดียวไกล ๆ โบกรถเที่ยว หรือรับของจากคนแปลกหน้า ไม่มีใครเตือนให้ระวังตัว ไม่มีใครบอกว่ามันอันตราย หรือให้ความรู้เรื่องความเสี่ยงอย่างจริงจัง แม้จะดูเหมือนเด็กยุคนั้นมีอิสระสูง แต่มันแฝงไปด้วยความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดหรือลักพาตัว นั่นทำให้ในยุคปัจจุบัน Gen Z ถูกสอนเรื่องการยินยอม และให้ระมัดระวังตัวจากการล่วงละเมิด
10. โรงเรียน คือพื้นที่ที่สร้างความกลัวจากการลงโทษ
การลงโทษด้วยความรุนแรงทั้งทางกายและทางใจ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั้งที่บ้านและโรงเรียน นั่นทำให้การตี การข่มขู่ การทำให้กลัวด้วยการดุด่าแรง ๆ และการประจาน กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกยอมรับโดยทั่วไปว่าใช้ในการขัดเกลาพฤติกรรม เด็กจึงต้องอดทนโดยไม่มีพื้นที่ให้
11. น้ำดื่มที่ปนเปื้อนสารอันตราย
หลายชุมชนใช้น้ำที่มีสารอันตรายปนเปื้อนเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยไม่รู้ว่าจะเกิดผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรในระยะยาว สุขภาพถูกแลกกับความไม่รู้และการไม่มีระบบควบคุมคุณภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อความไม่รู้เรื่องสุขลักษณะในอดีตถูกแทนที่ด้วยความรู้ บวกกับความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด ทำให้คนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับความสะอาดและแหล่งที่มาของอาหารและน้ำดื่มเป็นอย่างมาก อาหารและน้ำดื่มที่สกปรก ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ใช่สิ่งที่คนยุคนี้จะยอมเสี่ยงดวงกินเข้าไป เพราะมันไม่คุ้มกันกับการเอาสุขภาพเข้าแลก
12. การเยียวยาสุขภาพจิตเป็นเรื่องน่าอาย และอาจถูกมองว่าเป็น “โรคประสาท”
Boomers เติบโตมาด้วยความเชื่อที่ว่า ความเครียด ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล คือความอ่อนแอ และคนที่ร้องขอความช่วยเหลือคือพวกไม่เอาไหน ความเชื่อนี้ทำให้พวกเขาติดอยู่ในมายาคติที่ว่า การไปพบจิตแพทย์คือเรื่องน่าอาย และอาจถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้า พวกเขาจึงแบกรับทุกอย่างไว้
13. สมัยที่ยังไม่มีแนวคิดเรื่องความเป็นส่ วนตัวของข้อมูล
ข้อมูลส่วนบุคคลถูกบันทึก เปิดเผย และแก้ไขไม่ได้ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจเป็นตราบาปที่ติดตัวไปตลอดชีวิต โดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้งหรือเริ่มต้นใหม่ แม้ว่า Gen Z จะอยู่ในยุค Digital Footprint ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้ตลอดกาล ความเสี่ยงในการถูกขุดคุ้ยหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์เป็นสิ่งที่หนักหนากว่ายุคแอนะล็อกทว่าในยุคนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครอง และยังมีตัวช่วยอย่างบริการ Take It Down ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการฟรี ในการแจ้งลบรูปภาพหรือคลิปโป๊เปลือยออกจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อ ตัวตน หรือข้อมูลส่วนตัว
แม้คนรุ่น Baby Boomers จะถูกมองว่า “อึด ถึก ทน” ที่สามารถอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาเติบโตมาในโลกที่ยังไม่มีเบาะกันกระแทกที่ช่วยรองรับความปลอดภัย การที่พวกเขารอดชีวิตมาได้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความแข็งแกร่ง แต่คือหลักฐานของความก้าวหน้าทางจริยธรรมและวิทยาศาสตร์ที่เรามีในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เด็กยุคหลังต้องเผชิญความเสี่ยงแบบเดิมอีก





























