13 เรื่องจากโลกยุคเก่าที่ Baby Boomers เคยเผชิญ แต่หนักเกินสำหรับ Gen Z

ทุกยุคสมัยล้วนมีความท้าทายของตัวเอง แต่เมื่อมองย้อนกลับไป โลกในวัยเด็กของคนรุ่น Baby Boomers เต็มไปด้วยความเสี่ยงที่ถูกทำให้เป็นเรื่องปกติ เพราะในช่วงเวลานั้น กฎระเบียบยังไม่เข้มแข็ง ระบบความปลอดภัยแทบไม่มี และการมีชีวิตรอดจำนวนมากขึ้นอยู่กับ “โชค” มากกว่าการออกแบบของสังคม นั่นทำให้คนรุ่น Baby Boomers ที่ปัจจุบันเข้าสู่วัยผู้สูงอายุกันหมดแล้ว มักถูกยกย่องว่า “อึด ถึก ทน” ที่สำคัญ มักมีการนำมาเปรียบเทียบกับเด็กรุ่นใหม่ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคน Gen Z ทำให้พวกเขาเหล่านี้ถูกมองว่า “เปราะบาง” ไปโดยปริยาย

แต่หากมองให้ลึกลงไป ความแข็งแกร่งของคนรุ่น Baby Boomers จำนวนไม่น้อย เกิดจากการเติบโตในโลกที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง ซึ่งสังคมในเวลานั้นยังไม่รู้จักคำว่า ความปลอดภัย สิทธิ และการป้องกัน อย่างแท้จริงด้วยซ้ำไป วัยเด็กของคนรุ่น Baby Boomers จึงเป็นความแข็งแกร่งที่จำเป็นต้องแข็งแกร่งอย่างจำยอมเพื่อ “เอาตัวรอด” ในช่วงเวลานั้น ดังนั้น สิ่งที่คนรุ่น Baby Boomers “ผ่านมันมาได้” จึงอาจไม่ใช่เพราะเหมาะสมหรือเพราะมันเป็นเรื่องปกติ หากแต่เพราะไม่มีทางเลือกอื่น และความเสี่ยงเหล่านั้น สำหรับเหล่า Gen Z ในวันนี้ มันเป็นเรื่องที่”หนักเกินไป” และไม่ควรจะเกิดขึ้นซ้ำอีกแล้วในโลกปี 2026 นี้

1. การรับมือกับสงครามนิวเคลียร์

Baby Boomers คือกลุ่มคนที่เกิดระหว่างปี พ.ศ. 2489-2507 หรือหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง แม้จะดูเหมือนเป็นช่วงเวลาที่โลกกลับมาสงบสุขอีกครั้งหลังจบสงคราม ทว่าโลกกลับมี “สงครามเย็น” และ “สงครามตัวแทน” เกิดขึ้นในหลายพื้นที่ทั่วโลก เด็ก Boomers ในวันนั้นใช้ชีวิตด้วยความกลัวที่ว่าโลกอาจล่มสลายได้ทุกเมื่อจากระเบิดปรมาณู ความกลัวกลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และทิ้งร่องรอยความวิตกกังวลไว้ในระยะยาว โดยที่แทบไม่มีใครตระหนักถึงผลกระทบด้านสุขภาพจิตเลย

2. อำนาจเบ็ดเสร็จทางการแพทย์ที่ไม่คำนึงถึงสิทธิผู้ป่วย

ยุคนั้นแพทย์เปรียบเสมือนพระเจ้าที่มีอำนาจสูงสุด ผู้ป่วยแทบไม่มีสิทธิ์ตั้งคำถามหรือขอความเห็นที่สองก่อนการรักษา การรักษาหลายอย่างก็ทำโดยไม่ได้รับความยินยอมอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร แนวคิดเรื่องความยินยอมของผู้ป่วยโดยรู้ข้อมูล ไม่ใช่มาตรฐานที่ทำกันแบบในปัจจุบัน ต้อง “อดทน” และ “ยอมรับ” เท่านั้น แต่ทุกวันนี้ เรามีสิทธิในการตัดสินใจเหนือร่างกายตัวเอง การถูกบังคับให้รักษาหรือการไม่ได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนคือเรื่องที่ละเมิดสิทธิอย่างรุนแรง ผู้ป่วยมีสิทธิที่จะรู้และสอบถามโดยได้รับคำตอบที่ชัดเจน ว่าการรักษานี้จะเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายบ้าง

3. สภาพการทำงานที่ต้องยอมเสี่ยงตายเพื่อเลี้ยงชีพ

Boomers อาจคุ้นเคยกับไซต์งานที่ไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน เป็นแรงงานในโรงงานอุตสาหกรรม เหมืองแร่ และไซต์งานก่อสร้างที่เต็มไปด้วยความเสี่ยง อุบัติเหตุและการเสียชีวิตกลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ของการทำมาหากิน ก่อนที่กฎหมายคุ้มครองแรงงานและมาตรฐานอาชีวอนามัยจะถูกบังคับใช้อย่างจริงจัง แรงงานจำนวนมากต้องพิการหรือเสียชีวิตโดยไม่มีระบบประกันสังคมรองรับอย่างเพียงพอ แต่มาในยุคนี้ Gen Z มองว่ามาตรฐานความปลอดภัย คือพื้นฐานสำคัญ หากที่ทำงานไม่มีระบบเซฟตี้ พวกเขาจะมองว่าเป็นองค์กรที่ไร้จรรยาบรรณและไม่คุ้มที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยง

4. ยาและการทดลองที่ไร้การควบคุม

ในอดีต ยาหลายชนิดถูกแจกจ่ายเหมือนลูกกวาด ที่น่ากลัวกว่าก็คือมียาบางตัวที่ถูกขายทั้งที่ยังไม่ผ่านการทดสอบที่รัดกุม ผลข้างเคียงร้ายแรงถูกมองข้าม ผู้ป่วยจำนวนมากกลายเป็น “หนูทดลอง” โดยไม่รู้ตัว และต้องแบกรับผลกระทบต่อสุขภาพไปตลอดชีวิต ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุด คือกรณีของยาธาลิโดไมด์ (Thalidomide) ที่ถูกนำมาใช้ช่วงปลายทศวรรษ 1950 ต้นทศวรรษ 1960 ยาตัวนี้ถูกโฆษณาว่าปลอดภัย หญิงตั้งครรภ์ใช้ได้ ทว่าในความเป็นจริง ยานี้ไม่ผ่านการทดสอบผลต่อทารกในครรภ์อย่างเพียงพอ นั่นเป็นผลให้เด็กนับหมื่นคนทั่วโลกเกิดมาพิการแขนขาด้วน

5. รถยนต์ที่ไม่ได้ออกแบบมาเพื่อปกป้องชีวิต

รถยนต์ในอดีตถูกออกแบบมาเพื่อความสวยงามและพละกำลัง ทว่าไร้ซึ่งอุปกรณ์ความปลอดภัยพื้นฐานอย่างเข็มขัดนิรภัย (ที่ใช้งานจริง) คาร์ซีต หรือถุงลมนิรภัย เด็ก ๆ มักจะยืนหรือนอนบริเวณเบาะหลัง หรือแม้แต่กระบะท้าย ซึ่งหากเกิดการชนเพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นโศกนาฏกรรมได้ อย่างไรก็ตาม อุบัติเหตุร้ายแรงถูกมองว่าเป็นเรื่องที่ “หลีกเลี่ยงไม่ได้” ไม่ใช่ “สิ่งที่ป้องกันได้” ทว่าในยุคนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว คนยุคใหม่คุ้นเคยกับเข็มขัดนิรภัยและระบบเบรกอัตโนมัติ และมีกฎหมายบังคับให้เด็กเล็กต้องนั่งคาร์ซีต

6. สารตะกั่วคือสิ่งที่พบเจอได้ในชีวิตประจำวัน

ในยุคที่ Boomers เติบโตมา คือยุคที่มี “ตะกั่ว” พบเจอได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ทุกสิ่งรอบตัวล้วนมีตะกั่ว ตั้งแต่น้ำมันรถยนต์ สีทาบ้าน ท่อน้ำ ไปจนถึงของเล่นเด็ก การรับสารตะกั่วในปริมาณมากกับผลกระทบต่อสมองและสุขภาพ ถูกมองข้ามไปนานหลายทศวรรษ เพราะยังไม่มีใครรู้ว่าการสะสมของสารตะกั่วในร่างกายนั้นส่งผลต่อพัฒนาการทางสมอง ระดับไอคิว และพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กหลายล้านคน แต่ในปัจจุบัน การได้รับสารพิษสะสมในสิ่งแวดล้อมคือสิ่งที่รัฐต้องรับผิดชอบและแก้ไขอย่างเร่งด่วน

7. ควันบุหรี่มือสองที่มีอยู่ในทุกที่

ในยุคนั้นบุหรี่ถูกโฆษณาว่า “เท่” และ “ไม่อันตรายต่อสุขภาพ” ผู้คนจึงสูบบุหรี่กันโดยทั่วไป มีควันบุหรี่ลอยฟุ้งอยู่ในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ในโรงพยาบาล บนเครื่องบิน ร้านอาหาร หรือแม้แต่ในโรงเรียน เด็กไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ “ควันบุหรี่” ที่ถูกพ่นออกมาจากปากใครบ้างก็ไม่รู้ Boomers ในเวลานั้นจึงเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่จมูกต้องสูดดมกลิ่นบุหรี่อย่างไม่มีทางเลือก ปอดต้องรับควันมือสองอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ทว่าในยุคนี้ คือยุคที่การสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะคือการละเมิดสิทธิทางสุขภาพอย่างรุนแรง ที่สำคัญ มีกฎหมายที่คอยควบคุมดูแลอยู่ เรื่องห้ามสูบบุหรี่ในที่สาธารณะ

8. สนามเด็กเล่นเป็นพื้นที่วัดดวง

เครื่องเล่นโลหะในสมัยนั้นมักทำจากเหล็กแหลมคมและสูงชัน ส่วนพื้นด้านล่างมักเป็นคอนกรีตหรือดินแข็ง ๆ ที่ไม่มีเบาะรองรับ นั่นหมายความว่าหากตกลงมาจากเครื่องเล่น มีโอกาสที่จะได้รับบาดเจ็บหนัก ๆ สูงมาก อาจถึงขั้นกระดูกหักหรือหัวร้างข้างแตก อย่างไรก็ตาม การบาดเจ็บกลับถูกมองว่าเป็น “บทเรียนชีวิต” มากกว่าที่จะเป็นความล้มเหลวด้านการออกแบบของเล่นเด็ก บาดแผลที่ได้จากสนามเด็กเล่นเป็นเรื่องธรรมดาของการเติบโต ทว่าความเชื่อนั้นล้าสมัยไปแล้ว สนามเด็กเล่นส่วนใหญ่มีวัสดุซับแรงกระแทกอย่างดี

9. ความปลอดภัยทางสังคมที่ต้องพึ่งพา “สัญชาตญาณ”

ยุคที่ Boomers เติบโตมา เป็นยุคที่ความปลอดภัยเชิงสังคมหละหลวมมาก ชุดความคิดเรื่อง “อันตรายจากคนแปลกหน้า” ยังไม่ถูกปลูกฝังให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้อย่างเข้มข้น เด็กมักได้รับอนุญาตให้ไปไหนมาไหนเองคนเดียวไกล ๆ โบกรถเที่ยว หรือรับของจากคนแปลกหน้า ไม่มีใครเตือนให้ระวังตัว ไม่มีใครบอกว่ามันอันตราย หรือให้ความรู้เรื่องความเสี่ยงอย่างจริงจัง แม้จะดูเหมือนเด็กยุคนั้นมีอิสระสูง แต่มันแฝงไปด้วยความเสี่ยงต่อการถูกล่วงละเมิดหรือลักพาตัว นั่นทำให้ในยุคปัจจุบัน Gen Z ถูกสอนเรื่องการยินยอม และให้ระมัดระวังตัวจากการล่วงละเมิด

10. โรงเรียน คือพื้นที่ที่สร้างความกลัวจากการลงโทษ

การลงโทษด้วยความรุนแรงทั้งทางกายและทางใจ เป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นทั้งที่บ้านและโรงเรียน นั่นทำให้การตี การข่มขู่ การทำให้กลัวด้วยการดุด่าแรง ๆ และการประจาน กลายเป็นเครื่องมือที่ถูกยอมรับโดยทั่วไปว่าใช้ในการขัดเกลาพฤติกรรม เด็กจึงต้องอดทนโดยไม่มีพื้นที่ให้ตั้งคำถามหรือปกป้องตัวเอง และไม่มีการคำนึงถึงบาดแผลทางจิตใจที่อาจเกิดขึ้น ทว่าไม้เรียวที่เคยสร้าง “คนดี” ในสายตาของ Boomers คือ “การทารุณกรรม” ในสายตา Gen Z และนั่นทำให้การสื่อสารด้วยเหตุผลและการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือวิถีใหม่ที่เข้ามาแทนที่ความกลัว

11. น้ำดื่มที่ปนเปื้อนสารอันตราย

หลายชุมชนใช้น้ำที่มีสารอันตรายปนเปื้อนเพื่อการอุปโภคบริโภค โดยไม่รู้ว่าจะเกิดผลกระทบต่อร่างกายอย่างไรในระยะยาว สุขภาพถูกแลกกับความไม่รู้และการไม่มีระบบควบคุมคุณภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อความไม่รู้เรื่องสุขลักษณะในอดีตถูกแทนที่ด้วยความรู้ บวกกับความรู้ทางการแพทย์เกี่ยวกับโรคภัยไข้เจ็บที่เกิดจากการดื่มน้ำที่ไม่สะอาด ทำให้คนในยุคนี้ให้ความสำคัญกับความสะอาดและแหล่งที่มาของอาหารและน้ำดื่มเป็นอย่างมาก อาหารและน้ำดื่มที่สกปรก ไม่ถูกสุขลักษณะ ไม่ใช่สิ่งที่คนยุคนี้จะยอมเสี่ยงดวงกินเข้าไป เพราะมันไม่คุ้มกันกับการเอาสุขภาพเข้าแลก

12. การเยียวยาสุขภาพจิตเป็นเรื่องน่าอาย และอาจถูกมองว่าเป็น “โรคประสาท”

Boomers เติบโตมาด้วยความเชื่อที่ว่า ความเครียด ซึมเศร้า หรือวิตกกังวล คือความอ่อนแอ และคนที่ร้องขอความช่วยเหลือคือพวกไม่เอาไหน ความเชื่อนี้ทำให้พวกเขาติดอยู่ในมายาคติที่ว่า การไปพบจิตแพทย์คือเรื่องน่าอาย และอาจถูกตราหน้าว่าเป็นคนบ้า พวกเขาจึงแบกรับทุกอย่างไว้ตามลำพัง เก็บกดความเศร้าไว้ใต้พรม ในขณะที่ทุกวันนี้ Gen Z ส่วนใหญ่กล้าที่จะพูดเรื่องปัญหาสุขภาพจิต กล้าไปพบจิตแพทย์และไม่มองว่าเป็นเรื่องน่าอายอีกต่อไป แต่เป็นวิธีการดูแลตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องจำเป็นต่อการอยู่รอดในโลกที่มีเต็มไปด้วยสิ่งเร้ากระตุ้นความเครียดและความกดดัน

13. สมัยที่ยังไม่มีแนวคิดเรื่องความเป็นส่วนตัวของข้อมูล

ข้อมูลส่วนบุคคลถูกบันทึก เปิดเผย และแก้ไขไม่ได้ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจเป็นตราบาปที่ติดตัวไปตลอดชีวิต โดยไม่มีสิทธิ์โต้แย้งหรือเริ่มต้นใหม่ แม้ว่า Gen Z จะอยู่ในยุค Digital Footprint ที่ข้อมูลทุกอย่างถูกบันทึกไว้ตลอดกาล ความเสี่ยงในการถูกขุดคุ้ยหรือละเมิดความเป็นส่วนตัวทางออนไลน์เป็นสิ่งที่หนักหนากว่ายุคแอนะล็อกทว่าในยุคนี้ยังมีกฎหมายคุ้มครอง และยังมีตัวช่วยอย่างบริการ Take It Down ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่ให้บริการฟรี ในการแจ้งลบรูปภาพหรือคลิปโป๊เปลือยออกจากอินเทอร์เน็ตโดยไม่จำเป็นต้องเปิดเผยชื่อ ตัวตน หรือข้อมูลส่วนตัว

แม้คนรุ่น Baby Boomers จะถูกมองว่า “อึด ถึก ทน” ที่สามารถอยู่รอดมาได้จนถึงปัจจุบัน แต่นั่นเป็นเพราะพวกเขาเติบโตมาในโลกที่ยังไม่มีเบาะกันกระแทกที่ช่วยรองรับความปลอดภัย การที่พวกเขารอดชีวิตมาได้จึงไม่ใช่แค่เรื่องของความแข็งแกร่ง แต่คือหลักฐานของความก้าวหน้าทางจริยธรรมและวิทยาศาสตร์ที่เรามีในปัจจุบัน เพื่อไม่ให้เด็กยุคหลังต้องเผชิญความเสี่ยงแบบเดิมอีก