ปรับขึ้นเงินสบทบประกันสังคม 2569 “จ่ายเพิ่ม” เท่าไร และได้อะไรเพิ่มบ้าง

เหล่ามนุษย์เงินเดือนทั้งหลายอาจจะทราบข่าวกันแล้ว ว่าสิ้นเดือนมกราคมที่จะถึงในอีกไม่กี่วันนี้ หลายคนจะ “ถูกหักเงินสมทบประกันสังคม” จากเงินเดือน เพิ่มขึ้นอีก 125 บาท เนื่องจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติร่างกฎกระทรวงใหม่ เพื่อปรับเพดานค่าจ้างสูงสุดที่ใช้ในการคำนวณเงินสมทบประกันสังคมเพดานใหม่ ซึ่งจะเริ่มใน ปี 2569 นี้ และสำนักงานประกันสังคมก็ได้ปรับ “ฐานค่าจ้างสูงสุด” จากเดิม 15,000 บาท/เดือน (จ่ายเงินสมทบสูงสุด 750 บาท/เดือน เป็น 17,500 บาท/เดือน และจ่ายเงินสมทบสูงสุด 875 บาท/เดือน เพื่อให้ “สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น” แก่ผู้ประกันตนตามฐานค่าจ้างใหม่ นั่นแปลว่าเราจะจ่ายเงินสมทบแพงขึ้น พ่วงด้วยสิทธิประโยชน์ใหม่

เพดานการปรับขึ้นการหักเงินสมทบ ประกันสังคมมาตรา 33

สำนักงานประกันสังคมประกาศปรับขยายเพดานค่าจ้างสูงสุดสำหรับใช้คำนวณเงินสมทบใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับค่าครองชีพและสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยมีผลมา ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 โดยการปรับขึ้นการหักเงินสมทบในครั้งนี้ไม่ได้ปรับทีเดียวแบบก้าวกระโดด แต่จะเป็นการปรับแบบขั้นบันไดใน 3 ระยะ เพื่อให้เกิดความเหมาะสมและลดผลกระทบต่อผู้ประกันตนและนายจ้าง แบ่งเป็น

  • ระยะที่ 1 (ปี 2569-2571)

เพดานค่าจ้างสูงสุดปรับเพิ่มเป็น 17,500 บาท นายจ้างและลูกจ้างจะจ่ายเงินสมทบคนละ 5% โดยเงินสมทบสูงสุดที่ลูกจ้างต้องจ่ายคือ 875 บาท/เดือน (จากเดิม 750 บาท เพิ่มขึ้น 125 บาท/เดือน เมื่อเทียบกับเพดานค่าจ้างเดิมที่ 15,000 บาท)

  • ระยะที่ 2 (ปี 2572-2574)

เพดานค่าจ้างสูงสุดจะปรับเพิ่มเป็น 20,000 บาท นายจ้างและลูกจ้างจะจ่ายเงินสมทบคนละ 5% เงินสมทบสูงสุดที่ลูกจ้างจะต้องจ่ายคือ 1,000 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้น 250 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับเพดาน 15,000 บาท และเพิ่มขึ้นจากระยะที่ 1 อีก 125 บาทต่อเดือน)

  • ระยะที่ 3 (ปี 2575 เป็นต้นไป)

เพดานค่าจ้างสูงสุดจะปรับเพิ่มเป็น 23,000 บาท นายจ้างและลูกจ้างจะจ่ายเงินสมทบคนละ 5% เงินสมทบสูงสุดที่ลูกจ้างต้องจ่ายคือ 1,150 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้น 400 บาทต่อเดือน เมื่อเทียบกับเพดานเดิม 15,000 บาท หรือเพิ่มจากระยะที่ 2 อีก 150 บาทต่อเดือน)

อย่างไรก็ตาม “ไม่ใช่ทุกคน” ที่จะได้รับผลกระทบจากการปรับเพดานค่าจ้างใหม่ แต่จะกระทบเฉพาะผู้ที่มีรายได้เกิน 15,000 บาทขึ้นไปเท่านั้น มีหลักการคำนวณง่าย ๆ ดังนี้

  • กรณีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท : จ่ายเท่าเดิม ไม่ได้รับผลกระทบจากการปรับเพดานใหม่ เช่น เงินเดือน 12,000 บาท x 5% = จ่าย 600 บาท (เท่าเดิม)
  • กรณีเงินเดือนระหว่าง 15,000-17,500 บาท : จ่ายตามจริง 5% ของฐานเงินเดือน เช่น เงินเดือน 16,000 บาท x 5% = จ่าย 800 บาท (จากเดิมจ่ายที่เพดาน 750 บาท เท่ากับจ่ายเพิ่มขึ้น 50 บาท)
  • กรณีเงินเดือน 17,500 บาทขึ้นไป : จ่ายที่เพดานสูงสุดใหม่ของระยะที่ 1 เช่น เงินเดือน 20,000 บาท หรือ 50,000 บาท จะคิดที่ฐาน 17,500 x 5% = จ่าย 875 บาท (จ่ายเพิ่มขึ้นสูงสุด 125 บาท)

จ่ายเงินสทมทบเพิ่ม แล้วได้สิทธิประโยชน์อะไรเพิ่มบ้าง?

เนื่องจากฐานของเงินสมทบประกันสังคมมาตรา 33 ขยับขึ้นเป็น 17,500 บาท สิ่งที่ตามมาก็คือ “สิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น” ทั้งกรณีเจ็บป่วย ว่างงาน ทุพพลภาพ คลอดบุตร เสียชีวิต และชราภาพ ดังนี้

  • เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย จากเดิม 7,500 บาท ปรับเป็น 8,750 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 1,250 บาท/เดือน)
  • เงินทดแทนกรณีทุพพลภาพ จากเดิม 7,500 บาท ปรับเป็น 8,750 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 1,250 บาท/เดือน)
  • เงินทดแทนกรณีว่างงาน (ลาออก) 30% เป็นระยะเวลา 90 วัน จากเดิม 13,500 บาท ปรับเป็นสูงสุด 15,750 บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิม 2,250 บาท)
  • เงินทดแทนกรณีว่างงาน (เลิกจ้าง) 60% เป็นระยะเวลา 180 วัน จากเดิม 45,000 บาท ปรับเป็นสูงสุด 63,000 บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิม 18,000 บาท)
  • เงินสงเคราะห์กรณีคลอดบุตร จากเดิม 22,500 บาท ปรับเป็น 26,250 บาท/ครั้ง (เพิ่มขึ้นจากเดิม 3,750 บาท/ครั้ง)
  • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต (ส่งตั้งแต่ 36-119 งวด) จากเดิม 30,000 บาท ปรับเป็น 35,000 บาท (เพิ่มขึ้นจากเดิม 5,000 บาท)
  • เงินสงเคราะห์กรณีเสียชีวิต (ส่ง 120 งวดขึ้นไป) จากเดิม 90,000 บาท ปรับเป็น 105,000 บาท (สูงสุด) (เพิ่มขึ้นจากเดิม 15,000 บาท)
  • เงินสมทบกรณีชราภาพ จากเดิม 900 บาท/เดือน ปรับเป็น 1,050 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 150 บาท)
  • เงินบำนาญชราภาพ (ส่งครบ 15 ปี) จากเดิม 3,000 บาท ปรับเป็น 3,500 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 500 บาท)
  • เงินบำนาญชราภาพ (ส่งครบ 25 ปี) จากเดิม 5,250 บาท ปรับเป็น 6,125 บาท/เดือน (เพิ่มขึ้นจากเดิม 875 บาท)
  • สิทธิทำฟัน สถานพยาบาลเอกชน วงเงิน 900 บาท/คน/ปี (คงเดิม) : สำหรับขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน เพิ่มสิทธิ : ให้มีการตรวจสุขภาพช่องปาก ผ่าฟันคุด : จ่ายเพิ่มตามจริงไม่เกิน 1,500 บาท/ซี่ ในกรณีเพิ่มกรอกระดูกและฟัน จ่ายไม่เกิน 2,500 บาท/ซี่ (โรงพยาบาลคู่สัญญาห้ามเก็บเพิ่ม)
  • สิทธิทำฟัน สถานพยาบาลรัฐ ไม่จำกัดจำนวนครั้ง : จ่ายตามจริงตามข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ (ขูด, อุด, ถอน) ฟันปลอม : ปรับอัตราฟันปลอมถอดได้ และเพิ่มค่าซ่อมฟันเทียมรายครั้ง โดยค่าผ่าตัดอยู่ที่ 17,500 บาทต่อราย ค่าติดตามรักษาปีละ 700 บาทต่อราย และค่าอุปกรณ์ไม่เกิน 3,000 บาท รากฟันเทียม : เพิ่มสิทธิฝังรากฟันเทียมสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากและใส่ฟันเทียมปกติไม่ได้