
วนเวียนกลับมาอีกครั้งจนได้ ช่วงเวลาที่ซีรีส์เกาหลีใหม่ ๆ พากันพาเหรดต่อคิวออนแอร์ นับเป็นช่วงที่ทำให้บรรดาติ่งซีรีส์เกาหลีหลายคนลำบากใจ เพราะบางทีชีวิตก็ต้องเลือกปล่อยบางเรื่องที่ดูแล้วไม่ถูกจริตไปบ้าง ต่อให้ก่อนหน้านี้จะปักหมุดไว้แล้วก็ตามว่าต้องดูให้ได้ ลำบากถุงใต้ตาน้อย ๆ ที่อายครีมและกาแฟต่างก็ทำหน้าที่ดีที่สุดแล้ว ลำบากหาเวลานอน นอนตอนกลางคืนบ้างเถอะ จะมานอนเช้าย่ำรุ่งทุกวันไม่ได้! งานการมีทำเด้อออ
แต่ดูเหมือนว่าเวลานอนของข้าพเจ้าจะถูกพรากไปอีกแล้ว หลังจากที่ไม่ได้เจอซีรีส์แนวบ้าบอคอแตกมาพักหนึ่ง แล้วโลกก็เหวี่ยงซีรีส์เรื่อง Café Minamdang เข้ามาในชีวิต แค่ 5 นาทีแรกเท่านั้นก็ตัดสินใจที่จะไปต่อทันที ซีรีส์อะไรบ้าบอได้ใจ แหล่งรวมคนเพี้ยนชั้นดี สรุปดูมา 4 ตอน ยังไม่เจอใครปกติซักคน
Café Minamdang ซีรีส์แนวอาชญกรรมสืบสวนสอบสวน-คอมเมดี้ (เอ๊ะ!) เรื่องใหม่จาก Netflix นำแสดงโดยซออินกุก เจ้าเก่าที่ชอบจัดเต็มความฮาแบบเขาหล่อแต่เขาแปลก ส่วนนางเอก โอยอนซอ รายนี้ก็มีความสูงและความสวยเป็นอาวุธร้ายกาจ แต่ดันเป็นสายฮาหน้าตายที่ไม่ว่าจะทำตัวแปลกแค่ไหนก็ยังสวยอยู่ดี พอ 2 คนนี้มาจับคู่กันมันเลยได้ความฮา+ความแปลกแบบดับเบิล นี่ยังไม่นับคาแรคเตอร์ของตัวละครสบทบคนอื่น ๆ ที่ก็มาแบบขาด ๆ ล้น ๆ จับทั้งหมดมายำ ๆ รวมกันกลับกลมกล่อมดี แต่โดยสรุปแล้วก็คือซีรีส์เรื่องนี้นี่มันแหล่งรวมพลคนแปลกชัด ๆ

Café Minamdang เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับร้านคาเฟ่ร้านหนึ่ง ที่ปกติแล้วมันควรจะขายพวกเครื่องดื่ม ขนมหวาน อะไรเทือก ๆ นั้น แต่สำหรับคาเฟ่นี้มีอะไรที่แตกต่างออกไป ไม่ว่าพยายามจะมองให้เป็นคาเฟ่ปกติแค่ไหนก็ไม่เห็น เพราะจริง ๆ แล้วเบื้องหลังคาเฟ่นี้คือรังลับของสำนักร่างทรงที่จะดูดวงและแก้ปัญหาให้ลูกค้า ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นระดับ VIP หรือก็คือพวกเศรษฐีเงินหนาและมีเวลาว่างมากพอที่จะรอ ห้องลับที่จะได้พูดคุยปรึกษาปัญหากับอาจารย์เจ้าสำนักใช่ว่าจะเดินดุ่ม ๆ เข้าไปได้เลย ต้องจองคิวล่วงหน้าเป็นเดือน ๆ ขนาดจะเข้าคาเฟ่เฉย ๆ ยังต้องต่อแถวเลย
จริง ๆ แล้วความพิลึกพิลั่นของคาเฟ่แห่งนี้ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น เพราะจุดเริ่มต้นของทีมดูดวงแต่ละคนล้วนไม่ธรรมดา พระเอกเป็นอาจารย์เจ้าสำนัก อดีตผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ ตำแหน่งโปรไฟล์เลอร์ฝีมือดี ฉะนั้น เขามีพื้นฐานการอ่านใจ อ่านบุคลิกและปฏิกิริยาของคนอยู่แล้ว บาริสต้าประจำคาเฟ่ กลางวันคือบาริสต้าหล่อเหลาบุคลิกอ่อนโยนกระชากใจ แต่ตกกลางคืนทีไรกลายร่างเป็นคนละคน อดีตก็เป็นตำรวจสายสืบที่ต้องออกจากราชการเพราะถูกใส่ร้าย แต่ดีกว่าพระเอกตรงที่เขาไม่ได้ถูกใส่ความจนติดคุก นอกจากนี้ในทีมยังมีแฮกเกอร์ซกมกในมุมมืด ไม่ปรากฏตัวต่อหน้าลูกค้า ทำงานเบื้องหลังแบบขั้นเทพ เธอคือน้องสาวแท้ ๆ ของพระเอก อดีตเป็นถึงเจ้าหน้าที่สำนักข่าวกรอง

การเปลี่ยนขั้วจากเจ้าหน้าที่รัฐฝีมือดีที่ทำงานอย่างซื่อสัตย์สุจริตกลายมาเป็นสำนักดูดวงที่ต้มตุ๋นหลอกลวงประชาชนของแก๊งนี้มีเบื้องหลังที่ไม่ชอบมาพากล แม้ว่าเบื้องหน้าพวกเขาจะทำทุกอย่างเหมือนหมอดูดูดวงปกติ แต่เบื้องหลังมันซับซ้อนกว่านั้น จริง ๆ แล้วพวกเขากำลังตามสืบคดีหนึ่งที่นำพาชีวิตพวกเขามาถึงจุดนี้ โดยอาศัยคาเฟ่มีนัมดังบังหน้า (มีนัมดัง แปลว่า ผู้ชายหล่อ) อาจารย์เจ้าสำนักที่แม้ว่าจะหล่อจริงแต่เขาก็หลงตัวเองสุด ๆ หันมาเอาดีทางด้านทักษะการพูดคุยที่ลื่นไหลและมีเสน่ห์ วัน ๆ แค่ใส่สูทเนี้ยบ คลี่พัด สั่นก้านกระดิ่ง ก็ดึงดูดลูกค้าเศรษฐีได้มากมาย ลูกทีมแต่ละคนก็หลุดโลกละเกิน ด้วยเหตุนี้จึงไปสะดุดตานางเอกซึ่งเป็นตำรวจน้ำดีจอมเฮี้ยนเข้าให้
เข้มแข็งเข้าไว้ โลกนี้มันไม่ปรานีใคร
ต้องบอกว่าไทม์ไลน์ชีวิตของพระเอกเนี่ยเหมาะเหม็งกับประโยคข้างต้นจริง ๆ แหละ จากตำรวจฝีมือดีแต่ดันเด่นเกินไปจนเป็นภัย วันดีคืนดีดันขัดหูขัดตาใครสักคนเข้า เรื่องมันถึงลงเอยแบบนั้น และแม้ว่าในวันที่ชีวิตของเขาพังพินาศ ขนาดจะร้องไห้คร่ำครวญยังร้องออกเสียงไม่ได้ เขาก็ไม่ได้หยุดอยู่แค่นั้น ยังคงใช้ชีวิตอย่างเข้มแข็งเพื่อรอวันทวงคืนความยุติธรรมให้กับตัวเอง ในเมื่อโลกนี้มันไม่ปรานีเรา ก็มีแค่เราเท่านั้นแหละที่จะปรานีตัวเองได้
การที่คนเราจะต้องเจอกับปรากฏการณ์สู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับเนี่ย มันไม่ง่ายหรอกที่จะดิ้นรนต่อสู้ชีวิตกลับไปอีกที และแน่นอนว่าก็คงจะต่อสู้โต้ตอบกันไป ๆ มา ๆ แบบนั้นอีกพักใหญ่เลยกว่าจะประสบความสำเร็จ แต่ในท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตจะชนะเราหรือเราจะชนะชีวิต ผลลัพธ์นี้อยู่ที่ความเข้มแข็งของใจเราเองล้วน ๆ ใจที่มุ่งมั่นจะไปต่อโดยไม่รู้ว่าข้างหน้ามีอะไรรอเราอยู่บ้าง ทุกอย่างอยู่ที่ใจ ถ้าใจไม่สู้ซะอย่าง มันก็เท่ากับเรายอมศิโรราบแล้ว แล้วเราจะคาดหวังให้ใครหยิบยื่นความสำเร็จให้ล่ะ ถ้าแม้แต่ตัวเองยังยอมแพ้แล้วเลย

ความเป็นจริงของโลกใบนี้มันไม่สวยงาม และความจริงก็มักจะทำร้ายเราทางอ้อมเสมอ ใครที่ยอมรับความจริงไม่ได้จะถูกทำร้ายซ้ำไปซ้ำมา “อ่อนแอก็แพ้ไป” มันอาจจะฟังดูแรง ไม่สามารถสัมผัสได้ถึงกำลังใจที่ส่งผ่านมา หรืออาจทำร้ายจิตใจ กำลังถูกกล่าวหาว่ายังสู้ไม่มากพอ เป็นคนอ่อนแอ เพียงแค่จะลองพิจารณาดี ๆ ว่าโลกใบนี้มันไม่มีที่ยืนสำหรับคนแพ้หรือคนที่ไม่สู้จริง ๆ นะ เพราะธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตต้องแก่งแย่งและต่อสู้เพื่อเอาชีวิตรอดอยู่แล้ว ถ้าไม่ทำอะไรเลย ธรรมชาติก็จะมองว่าไม่มีประโยชน์ และสุดท้ายธรรมชาติจะคัดสรรเหลือผู้ที่แข็งแกร่งไว้เท่านั้น
บางที เจตนาของคำว่า “สู้ ๆ” เชื่อเถอะว่าเบื้องหลังมันไม่ได้เลวร้ายอะไรนักหรอก ถ้าจะย้อนถามว่าจะให้ไปสู้กับอะไร ก็คงต้องบอกว่าสู้กับชะตาชีวิตของตัวเองนั่นแหละ สู้กับความบัดซบทั้งหลายทั้งปวงที่ถาโถมเข้ามา ตราบใดที่ยังหายใจ มันมีเรื่องมากมายให้เราต้องสู้ทุกวัน สู้อย่างเข้มแข็ง มันไม่มีอะไรที่เราจะได้มาง่าย ๆ หรือต่อให้ได้มาแล้ว สิ่งที่ยากยิ่งกว่าอาจเป็นการรักษามันไว้ อาจไม่จำเป็นต้องเข้มแข็งตลอดเวลา แต่ต้องตระหนักรู้ว่าเมื่อไรที่เราอ่อนไหว ก็อย่าปล่อยให้ความหดหู่ครอบงำ มันจะพาลให้เราดิ่งลงสู่ความมืด และคนอ่อนแอจะกลายเป็นเหยื่อ
“ความยุติธรรม” เหรอ ของพรรค์นั้น สูญพันธุ์ไปหมดแล้ว
นี่เคยนึกสงสัยมาหลายครั้งแล้วเหมือนกัน จากการสังเกตว่าการเล่าเรื่องของซีรีส์เกาหลี (แต่ชาติอื่นก็เป็น) จะเล่นกับความอยุติธรรมที่ตัวละครหลักได้รับบ่อยมาก ในตอนต้นของเรื่องสภาพของตัวละครแต่ละตัวโดนชีวิตสู้กลับมาแบบสะบักสะบอม ดูไม่จืดสักเรื่อง ชีวิตได้รับแต่ความอยุติธรรม ตกเป็นเหยื่อ ถูกเอาเปรียบ ถูกเหยียบย่ำจากตัวร้ายสักตัวที่เลวทรามมาก ๆ ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น จนเจ้าตัวต้องลงสนามรบด้วยไฟแค้นสุมทรวงเพื่อทวงคืนความยุติธรรมให้ตัวเอง แต่ในท้ายที่สุด ตัวละครจะได้เรียนรู้ชีวิตอย่างแจ่มแจ้ง ผ่านเรื่องราวที่ตัวเองทำแทบทั้งสิ้น
ตัวละครมักจะตัดพ้อว่าความยุติธรรมมันไม่มีอยู่จริงบนโลกใบนี้ (ซึ่งจริง ๆ มันก็ไม่มีแหละ 555) แต่ในตอนจบของเรื่องแนวนี้ก็มักจะจบดีเสมอ มีบางส่วนเท่านั้นที่จะจบแบบปวดตับ เรื่องที่จะจบแบบโศกนาฏกรรมก็จะดูดาร์ก ๆ หน่อย เราจะจับโทนและอารมณ์ของเรื่องได้อยู่แล้ว
ก็เลยมีคำถามว่าจริง ๆ แล้วความยุติธรรมที่ตัวละครมักจะตามหากันเนี่ย มันใช้วิธีการแก้แค้นแลกมาก็ได้ด้วยเหรอ เข้าใจว่ามันก็เป็นแค่ละคร เป็นเรื่องแต่ง แต่บางทีมันก็ไม่ค่อยสมเหตุสมผลเกินไปหน่อย ความยุติธรรมที่ได้มาจากความแค้น มันทำให้คนเรามีความสุขได้จริงเหรอ และความจริงน่ะ คนที่ไม่เคยได้รับความยุติธรรมก็จะไม่ได้รับเหมือนเดิม คนกลุ่มนี้ไม่มีพลังในการเรียกร้อง นี่แหละ ความยุติธรรมถึงไม่มีอยู่จริง

แต่ความสนุกอย่างหนึ่งของซีรีส์เกาหลีก็คือ เขาทำมันออกมาให้คนดูเห็นว่า “ความยุติธรรม” มันหาได้ยากยิ่งเหลือเกิน ชอบนะความที่เขากล้านำเสนอว่าในหน่วยงาน องค์กร หรือวงการที่มันควรจะมีความยุติธรรมมากที่สุด เช่น ตำรวจ ศาล ทนายความ ผู้พิพากษา อัยการ ทหาร ยังมีพวกคนเลวที่คดโกงปรากฏตัวอยู่ในทุกวงการ แล้วตัวละครหลักที่โดนความอยุติธรรมเล่นงาน ก็เป็นคนของวงการนั้น ๆ แบบว่าเป็นคนดีในดงคนเลวมันก็จะอยู่ยากหน่อย ๆ ดังนั้น ถ้าจะเอาชนะคนเลวพวกนี้ ก็อาจจะต้องทำการบางอย่างที่เลวกว่า ก็นะ จะบอกว่ากลับมาด้วยความเคียดแค้นก็คงจะไม่ผิดเท่าไร
อย่างซีรีส์เรื่องนี้มันอาจจะไม่ได้ชัดเจนขนาดนั้นว่าพระเอกเคียดแค้นหรือจะใช้วิธีแก้แค้นเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้กับตัวเองเหมือนกับซีรีส์เรื่องอื่น ๆ แต่การกลับมาเป็นนักต้มตุ๋น หลอกลวงคนเพื่อช่วยคน มาสไตล์ดาร์กฮีโร่แบบนี้มันก็อดคิดไม่ได้ว่าช่วงกลาง ๆ เรื่อง แก๊งพระเอกก็น่าจะโดนเอาคืนบ้างพอสมควร แต่ด้วยความที่เรื่องทำออกมาเป็นแนวคอมเมดี้ ก็เลยคิดว่าต่อให้แก๊งพระเอกโดนเล่นงานบ้างก็ไม่น่าจะเละเทะเท่าไรหรอก น่าจะออกแนวฮา ๆ เหมือนเดิม
แทนที่จะคว้าไข่ใบเดียวในวันนี้ รอคว้าแม่ไก่สักตัวพรุ่งนี้ดีกว่า
เป็นประโยคธรรมดา ๆ ที่เราอาจจะได้ยินกันบ่อย ๆ เวลาที่ให้กำลังใจกัน ประมาณว่า “เดี๋ยวก็เช้าแล้ว” “ชีวิตยังมีพรุ่งนี้” “พรุ่งนี้จะดีกว่าวันนี้เสมอ” แต่ก็ไม่รู้ทำไมถึงกลับชอบการที่เอามาเปรียบเทียบกับไก่ออกไข่ อาจเป็นเพราะว่าได้ยินแล้วมันเห็นภาพชัดเจนเลยมั้ง แทนที่เราจะได้ไข่แค่ฟองเดียวในวันนี้ ขอแค่ยังอดทนรออีกชั่วอึดใจเท่านั้น พรุ่งนี้เราอาจจะได้แม่ไก่ที่สามารถออกไข่ให้เราได้หลายฟอง และออกไข่ให้เราได้เก็บในทุกวันก็ได้ พอได้ยินอะไรแบบนี้มันก็รู้สึกดีได้เหมือนกัน
คนเรามักจะท้อใจไปก่อนเสมอเมื่อต้องเผชิญหน้ากับความล้มเหลาว เมื่อคาดหวังสูงแต่ผลลัพธ์ที่ได้มีเพียงหยิบมือ หรือคว้าได้แค่ลม เราก็เลิกคิดถึงวันพรุ่งนี้แล้วล่ะว่ามันอาจมีเรื่องดี ๆ รอเราอยู่ แต่อย่างที่บอกว่าตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เราจะยอมแพ้ไม่ได้แม้แต่วินาทีเดียว ต้องมีความหวังให้ตัวเองได้ใช้ชีวิตต่อไป การอยู่รออนาคตที่เราไม่รู้เนี่ยแหละว่าจะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามองให้มันท้าทายมันก็ท้าทายดีเหมือนกันนะ เราแค่ต้องรู้จักปรับเปลี่ยนมุมมองบางอย่างเพื่อให้ตัวเองสบายใจขึ้น ไม่ต้องแคร์คนอื่น ๆ มากขนาดนั้น คนที่ต้องแคร์มากที่สุดคือตัวเราเองต่างหาก

วันนี้เราอาจจะพลาดเก็บไข่ฟองนั้น มีคนมาแย่งไปจากมือ หรือทำมันแตกในกำมือเพราะกำแรงไปหน่อยก็ตาม แทนที่จะมานั่งเสียดาย โทษลม โทษฟ้า โทษอากาศ โทษโชคชะตา ทำให้ตัวเองเจ็บช้ำน้ำใจเล่น แต่พอเถอะ! มันพลาดไปแล้วก็ปล่อยไปซะ ไม่มีประโยชน์ที่มายึดติดให้เสียเวลา มันแก้ไขอะไรไม่ได้ไง แต่ให้นึกถึงว่าเราจะไปตามหาแม่ไก่จากที่ไหนดีกว่า แม่ไข่ที่จะออกไข่ให้เราได้วันละหลายฟอง และออกไข่ได้นานมากพอตราบเท่าที่เราจะเจอกับแม่ไก่ตัวใหม่ ช้า ๆ เราได้พร้าเล่มงามนะ แค่อดทนอีกนิด
สรุปก็คือซีรีส์ที่ดูเหมือนจะเป็นแหล่งรวมพลคนเพี้ยน ๆ อย่าง Café Minamdang มันมีดีกว่าแค่มุกตลกโบ๊ะบ๊ะ และความหล่อแบบแปลก ๆ บ๊อง ๆ ของหนุ่ม ๆ ในเรื่องแน่นอน ตัวซีรีส์ไม่ได้ออกตัวแรงว่าจะสอนหรือให้ประสบการณ์ชีวิตอะไรคนดู มันก็ดำเนินเรื่องไปเรื่อย ๆ ตามปมของมัน แต่ทุกสิ่งอย่างมันแฝงอยู่ในการกระทำของตัวละครทั้งสิ้น อันที่จริง ข้อคิดดี ๆ ที่มีประโยชน์ก็มีแฝงอยู่ในซีรีส์ทุกเรื่องนั่นแหละ อยู่ที่เราจับเจอสิ่งนั้นหรือไม่ 🔮📿






























