หลังจากเว้นการดูซีรีส์เกาหลีไป 1 สัปดาห์ เพราะซีรีส์ตะวันตกเรื่องหนึ่งดันเล่าเรื่องที่ตรงกับสถานการณ์ร้อนแรงในบ้านเรามากกว่า การกลับเกาหลีครั้งนี้เกิดเรื่องให้ไปต่อไม่ถูก แค่เห็นลิสต์ซีรีส์เรื่องใหม่ที่พากันพาเหรดเปิดตัวในสัปดาห์เดียว แบบว่ามันหลายเรื่องมากจนเลือกไม่ถูกว่าจะดูอะไรก่อนดี แล้วแต่ละเรื่องคือน่าดูทั้งหมด ถ้าดูทีเดียวหมดนี่ ขอบตาคงได้ร้องประท้วงแน่ ๆ ว่าพอเถอะอายครีมที่ใช้อยู่ เสียเงินเปล่า มันไม่ช่วยอะไรอีกแล้ว ถ้าจะเล่นไม่หลับไม่นอนเพราะติดซีรีส์ขนาดนี้ ไปนอนบ้าง หมอนคิดถึงแย่แล้ว
จริง ๆ แล้ววงการติดซีรีส์ที่เข้าไปแล้วออกไม่ได้นั้น เผลอ ๆ ยังน่ากลัวน้อยกว่าวงการติดผู้ชายในซีรีส์อีก อันนั้นเข้าแล้วไม่ยอมออก เพราะเมื่อไรก็ตามที่เราโดนผู้ชายในซีรีส์ตกเอา มันมักจะไม่จบแค่ซีรีส์ปัจจุบันที่เขาเล่น เราจะไปตามขุดซีรีส์เรื่องเก่า ๆ ของเขามาดูต่อ โหมดคลั่งรักจะเริ่มต้นขึ้น เรื่องที่ค้างอยู่ก็ยังดูไม่ทัน เรื่องใหม่ก็ไม่ไหวจะตามเก็บ ยังจะไปรื้อของเก่ามาดูอีก จะเอาเวลาไหนมานอนล่ะถามก่อน
อย่างซีรีส์ในสัปดาห์นี้ Going to You at a Speed of 493km ก็เป็นอีกเรื่องที่กล้ายอมรับตรง ๆ ว่าเปิดดูเพราะตามผู้ชาย เปิดโหมดคลั่งรัก แชจงฮยอบ สมาชิกแก๊งพระรองที่เคยวนเวียนอยู่แต่ในจักรวาลพระรอง ได้เวลาก้าวขึ้นมาเป็นพระเอกเต็มตัวในซีรีส์โทรทัศน์ความยาว 16 ตอนเรื่องแรก ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เขาก็เคยรับบทพระเอกมาแล้วในซีรีส์สั้นความยาว 8 ตอน เรื่อง The Witch’s Diner แต่เรื่องนั้นเป็นซีรีส์ที่ออนแอร์ผ่านแอปฯ สตรีมมิ่ง จึงอาจจะไม่แมสเท่าไร นี่จึงนับเป็นก้าวสำคัญที่ได้รับบทพระเอกซีรีส์โทรทัศน์กับเขาบ้าง
Going to You at a Speed of 493km (เป็นชื่อเรื่องลิขสิทธิ์ของ Disney+ Hotstar หรืออีกชื่อคือ Love All Play) เป็นซีรีส์แนวกีฬา โรแมนติก คอมเมดี้ ที่เล่าเรื่องราวของชายหญิงคู่หนึ่งซึ่งเป็นนักกีฬาแบดมินตัน ลงสนามด้วยกันในประเภทคู่ผสม แม้ว่าทั้งคู่จะเป็นนักกีฬาเหมือนกัน แต่ทัศนคติเกี่ยวกับกีฬาของทั้งคู่ค่อนข้างต่างกัน และการจับคู่ครั้งนี้จุดเริ่มต้นอาจจะไม่ดีเท่าไรนัก ต้องรอดูผลลัพธ์ว่าทั้งคู่จะผ่านการแข่งขันต่าง ๆ ไปได้มากน้อยแค่ไหน
นางเอกเคยเป็นนักแบดมินตันดาวรุ่งของวงการลูกขนไก่ พรสวรรค์ที่ทำงานคู่กับพรแสวง ทำให้เห็นอนาคตที่รุ่งโรจน์ในวงการกีฬารออยู่ไม่ไกล เวลานั้นเธอโด่งดัง ฉายาดี ๆ และสถิติดี ๆ เป็นของเธอหมด แต่จู่ ๆ ก็มีประเด็นเรื่องการติดสินบนการแข่งขันเข้ามาพรากอนาคตนักกีฬาจนย่อยยับป่นปี้ เธอหายหน้าจากวงการกีฬาไปเป็นพนักงานร้านซูชิอยู่ถึง 3 ปี ก็มีความคิดที่จะกลับมาหาความรักในกีฬาแบดมินตันอีกครั้ง
ส่วนพระเอกเข้าสู่วงการแบดมินตันแบบจับพลัดจับผลู เพราะที่บ้านทำธุรกิจขายอุปกรณ์กีฬา อย่างไรก็ดี เขาก็มีพรสวรรค์มากพอที่จะทำมันได้ดีมาก ๆ ถึงขั้นว่าสร้างสถิติไม่เป็นทางการของความเร็วลูกขนไก่ได้ถึง 493 กิโลเมตร/ชั่วโมง แต่สำหรับเขา มันก็แค่กีฬาที่เขาใช้หาเงินเท่านั้น เป็นเพียงอาชีพที่ทำรายได้ให้เป็นกอบเป็นกำ ด้วยตัวเขาเองมีปมที่อยู่ใต้เงาพี่สาวมาโดยตลอด เขาจึงไม่แฮปปี้กับมันเท่าไร มักจะดูถูพรสวรรค์ และด้อยค่าฝีมือตัวเองเสมอ ฉะนั้น เขาจะเล่นมันก็เพราะว่ามันทำให้เขามีเงินมากพอ ไม่ใช่ว่าเพราะความรักในกีฬา
เมื่อคน 2 คนที่มีมุมมองต่อแบดมินตันต่างกันต้องมาลงสนามด้วยกันในประเภทคู่ผสม คนหนึ่งยกให้แบดมินตันเป็นโลกทั้งใบของตัวเอง ที่เธอต้องกลับมาพิชิตเป้าหมายสูงสุดให้ได้อีกครั้ง ทวงคืนชื่อเสียงและเวลาที่ต้องทิ้งคอร์ทไป ต้องเอาชนะสายตาดูถูกและความรังเกียจของคนอื่นที่ยังตราหน้าว่าเธอเป็นคนผิด ใคร ๆ ก็ไม่ยอมรับคนผิดที่กลับตัว ที่สำคัญ สภาพร่างกายเธอเองก็ไม่เหมือนเดิม เพราะไม่ได้ลงคอร์ทมานาน ความฟิตของร่างกายและการตอบสนองของนักกีฬาไม่ดีเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
และอีกคนหนึ่งมองว่าแบดมินตันก็แค่อาชีพที่ทำเงิน ถ้าเบื่อก็แค่เลิกเล่นแค่ยังหากินจากมันได้ แต่กลับยอมลงสนามอีกครั้งเพราะไฟที่อยากจะสร้างความประทับใจดี ๆ ให้กับผู้หญิงคนหนึ่งถูกจุดขึ้นมา จากการเล่นเพื่อหาเงิน กลายเป็นมีความมุ่งมั่นที่จะชนะ เขาคอยตามวอแวหญิงสาวอยู่ห่าง ๆ ด้วยท่าทีที่ก็แสดงออกชัดเจนอยู่ว่ามันเกินเพื่อนธรรมดา และมุ่งมั่นที่จะอยู่กับคู่หูที่ใคร ๆ ก็พากันเรียกว่า “คู่แฝด” ตราบเท่าที่เธอต้องการ แถมบอกว่าเขาจะเป็นคนยืนอยู่ข้างหลังเธอเองอีกต่างหาก
ถ้าพิจารณาจากพล็อตเรื่อง นี่ถือเป็นซีรีส์ที่ไม่ได้เน้นสร้างความหนักหน่วงอารมณ์ประสาทแ_ก เหมือนเรื่องอื่น ๆ เส้นเรื่องค่อนข้างเบา เหมาะกับคนที่อยากจะพักสมองแล้วหาอะไรที่มันเบา ๆ เพลิน ๆ มีความน่ารักนุบนิบเต็มไปหมดดูให้ฟินตัวแตก แต่บอกตรง ๆ ว่าก็ไม่อยากจะไว้ใจเท่าไร เพราะซีรีส์เกาหลีน่ะขึ้นชื่อเรื่องการแกงคนดู เริ่มต้นมาดี ๆ แบบนี้ ช่วงกลางมักดราม่าใหญ่หล่นทับกระอักเลือดแทบทุกเรื่อง แถมปมที่เรื่องค่อย ๆ เฉลยก็ดูท่าว่าจะเรื่องใหญ่พอสมควร ซีรีส์เกาหลีน่ะไม่ปล่อยให้คนดูได้ใจนานหรอก มันคือความมีฝีมือ มีชั้นเชิงในการเขียนบทน่ะ
เมื่อพวกเขาทั้งคู่ต้องฝึกซ้อมและจับมือกันก้าวผ่านเรื่องราวต่าง ๆ ด้วยกันเป็นประจำ ต้องมาคอยช่วยเหลือให้กำลังใจกันเองเสมอ ความรู้สึกดี ๆ จึงเริ่มก่อตัวขึ้นหลังคอร์ทแบด ก่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดูแล้วมันหนุบหนับใจ ชวนเขินจนยิ้มแก้มแตก แล้วเคมีพระเอกนางเอกคือเซอร์ไพรส์มาก ฉากน่ารักกุ๊กกิ๊กมีให้เห็นแทบจะทุกครั้งที่พวกนางอยู่ด้วยกัน แถมยังเป็นธรรมชาติ ไม่ได้จับยัด ๆ มาจนรู้สึกยี้หรือเลี่ยน มันดูมีความน่าจับจิ้น ถ้านอกจอเขา 2 คนจะมีข่าวกันบ้าง บอกเลยว่าไม่ติดอะไรแล้วหนึ่ง พร้อมลงเรือลำนี้ถ้ามีใครจะเอาด้วย
แต่ประเด็นคือพระเอกน่ะ ไม่ว่าจะเล่นเรื่องไหน เขามักจะได้รับคาแรกเตอร์เป็นนักกีฬาอยู่บ่อยครั้ง คือเหมือนว่าชีวิตนี้คงจะเล่นกีฬาเป็นทุกอย่างแล้วมั้ง เล่นเบสบอล นักวิ่งกรีฑา และล่าสุดก็คือ “แบดมินตัน” ส่วนนางเอก พัคจูฮยอน แต่ก่อนเคยอคติและหงุดหงิดกับตัวละครที่นางเล่นในเรื่อง Mouse มาเรื่องนี้คือลบภาพความน่ารำคาญหายไปจนเกลี้ยง บทโตขึ้น การกระทำก็น่ารักขึ้นตาม กลายเป็นคนน่าสงสารที่ไม่ต้องไปสงสาร แค่เอาใจช่วยนางก็พอ และก็นะช่วยกันจับตาดูความสัมพันธ์นี้หน่อย น่ารักไม่ไหว
ซีรีส์เรื่อง Going to You at a Speed of 493km ดูซับไทยถูกลิขสิทธิ์ได้ที่แอปฯ Disney+ Hotstar ซึ่งในที่สุด ดิฉันก็ได้กลับไปเปิดแอปฯ นี่อีกครั้ง จ่ายเงินทุกเดือน แต่ดูซีรีส์แอปฯ นางแค่ไม่กี่เรื่องเอง ไม่คุ้มเลยบอกตรง ๆ สงสัยต้องอดนอนให้มากขึ้นแล้วเปิดแอปฯ นี้ทัวร์ดูหน่อยว่ามีเรื่องอะไรน่าดูอีกบ้าง เหอะ ๆ
อายุ 25 ก็ไม่ได้เด็กขนาดนั้น อีกไม่เท่าไรก็ 30 แล้ว
ใครที่ดูซีรีส์แนวการดำเนินชีวิตหรือแนวฟีลกู๊ดบ่อย ๆ น่าจะรับรู้ตรงกัน ว่าพวกบทพูดต่าง ๆ ในซีรีส์ประเภทนี้น่ะ ชอบทำให้คนดูรู้สึกจุกตามอยู่บ่อย ๆ ด้วยความที่มันเหมือนจะเป็นคำพูดทั่ว ๆ ไปที่เราก็อาจจะได้ยินจากปากใครก็ได้ที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา เป็นส่วนหนึ่งในชีวิตเรา เราก็เลยไม่ค่อยจะให้ความสนใจเท่าไรนัก แค่ได้ยินผ่านหูแล้วก็ผ่านไป แต่พอมันถูกนำไปใส่ปากตัวละครที่เรากำลังสนใจชีวิตของพวกตัวละครอยู่ กำลังเอาใจช่วยและอินตาม บทพูดพวกนี้กลับสร้างแรงบางอย่างขึ้นมาจนกระทบใจเราได้เฉยเลย
ตามบทบาทในเรื่อง พระเอกนางเอกอายุเท่ากัน อยู่ในวัย 25 ปี ชีวิตนักกีฬาของทั้งคู่เริ่มต้นมาตั้งแต่เด็ก ค่อย ๆ ผ่านเรื่องราวต่าง ๆ มาจนถึงช่วงอายุที่บ้านเราเรียกว่าวัยเบญจเพส ถ้าไม่นับพวกความเชื่อหรืออาถรรพ์อะไรที่เกี่ยวข้องกับอายุในวัย 25 ปี ถ้ามองอย่างเป็นสากล ตอนอายุ 25 เนี่ย มันถือเป็นช่วงจุดเปลี่ยนที่สำคัญจุดหนึ่งของชีวิตคนเราเลยนะ มันเป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเดินออกจากช่วงวัยรุ่นตอนปลายและเตรียมที่จะเป็นผู้ใหญ่หลังจากก้าวเข้าสู่เลข 3 เป็นช่วงครึ่ง ๆ กลาง ๆ ของการทดลองใช้ชีวิตที่กำลังจะเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวในทางทฤษฎี
ในฐานะที่เราเองก็เป็นคนหนึ่งที่กำลังแหวกว่ายหาทางออกจากความสับสนวุ่นวายในช่วงอายุ 25-30 ปี อายุใกล้จะก้าวเข้าเลข 3 เต็มที ก็ไม่ได้รู้แฮปปี้กับชีวิตที่เป็นอยู่ตอนนี้เท่าไร คือมันไม่ได้แย่ขนาดนั้นแต่แค่รู้สึกสุขไม่สุดทาง หลายคนคงรู้สึกเหมือน ๆ กันว่ามันเป็นชีวิตที่ค่อนข้างสับสน ซับซ้อน และไม่มีระบบระเบียบอะไรเท่าไรนัก เพราะเรากำลังสร้างมันขึ้นมา อะไร ๆ มันก็ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร ตรงนี้แหละที่น่าหงุดหงิด รู้สึกถึงภาวะละล้าละลัง ถอยกลับก็ไม่ได้ ไปต่อก็ไม่รู้อีกนานเท่าไรจะถึงเป้าหมายที่วางไว้ ได้แต่รอว่าเดี๋ยวโตขึ้นมันคงชัดเจนกว่านี้
ช่วงอายุราว ๆ 25-30 ปี อาจจะเรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาที่พิสูจน์ชีวิตหนุ่มสาวของใครหลายคน มันเป็นอายุที่เราเพิ่งหลุดจากระบบการศึกษา เพิ่งก้าวเข้าสู่วัยทำงาน เพิ่งเริ่มต้นสร้างชีวิตในแบบของตนเอง เพิ่งลงสนามลองผิดลองถูกด้วยตนเอง มีอะไรหลายอย่างที่เรารู้สึกว่ามันผิดพลาดจนไม่น่าให้อภัย แต่เราต้องพยายามสลัดมันทิ้ง ลืมมันไป เพื่อให้ชีวิตเดินหน้าต่อ เป็นวัยที่ไม่ได้เด็กขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้โตมากขนาดที่ว่าต้องเร่งรีบระสบความสำเร็จ ต้องอดทนรอให้ความครึ่ง ๆ กลาง ๆ นี่ผ่านไป
พอเห็นชีวิตของตัวละครหลาย ๆ ตัวในเรื่องที่บอกว่าเป็นเพื่อนวัยเดียวกัน ซึ่งก็น่าจะเป็นวัย 25 ปี มันก็ทำให้เราได้เห็นภาพชีวิตตัวเองชัดเจนขึ้นเหมือนกันนะ เป็นเรื่องปกติที่เรามักจะเห็นตัวชัดเจนจากชีวิตของคนอื่น คือถึงอายุเราจะแก่กว่าคาแรคเตอร์ตัวละครในเรื่องก็จริง แต่ด้วยวัยไล่ที่เลี่ยกัน เราใช้ชีวิตไปโดยไม่ได้นับหรือสังเกตว่าตัวเองแก่ขนาดไหนแล้ว แป๊บ ๆ คือจะอายุเลข 3 มันเลยรู้สึกใจฟูขึ้นมาได้หน่อย เมื่อรู้ว่าเราก็ไม่ใช่คนที่สู้ชีวิตแต่ชีวิตสู้กลับอยู่คนเดียวนะ ถึงนั่นจะเป็นแค่ตัวละครก็เถอะ!
ฉันก็เคยมีความฝันเหมือนกัน ความฝันที่มีไว้แค่ตอนกลางคืน
ชีวิตที่ต้องค่อย ๆ เดินงมทางเองแบบไร้ความฝัน มันก็เป็นชีวิตที่น่าหดหู่มากเหมือนกันนะ ซีรีส์เรื่องล่าสุดที่ดูแล้วพูดถึงเรื่องความฝัน ก็น่าจะเป็นเรื่อง Twenty-Five, Twenty-One ที่เพิ่งลาจอไปไม่กี่สัปดาห์ บทที่เรียลมาก ๆ ของเรื่องนั้น ดีจนทำให้เรายกขึ้นหิ้งไปในทันที ความที่มันจบไม่สมบูรณ์นั่นแหละคือความสมบูรณ์ที่สุด ถึงหลาย ๆ คนจะรู้สึกว่าฉันดูซีรีส์เพื่อความบันเทิงไม่ได้ดูเพื่อเอาความเรียล และรู้สึกไม่พอใจที่ซีรีส์จบแบบนั้น แต่ตามประเภทของซีรีส์มันก็บอกอยู๋แล้วว่ามันคือซีรีส์ที่เล่าถึงชีวิตในช่วงวัยหนึ่งที่มันเคยเป็นไปและได้จบลงไปแล้ว
ถ้าอยากจะซึมซับเรื่องราวที่เกี่ยวกับความฝัน แนะนำให้ไปดูซีรีส์เรื่องนั้นก่อนเลย แล้วจะทำให้รู้สึกลึกซึ้งกับคำว่า “ความฝัน” มากขึ้น พอมาดูซีรีส์เรื่องนี้จะอินมากกว่าเดิม ว่าทำไมคนคนหนึ่งถึงกล้าที่จะบอกว่าสำหรับเขา ความฝันมันเป็นเพียงสิ่งที่มีในตอนกลางคืน สิ่งที่เราจะได้เห็นก็แค่หลังจากเข้าสู่ห้วงของนิทรา การที่คิดกับตัวเองว่าเป็นคนที่ “เคยมีฝัน” มันแปลว่าตอนนี้เขาใช้ชีวิตไปวัน ๆ มากกว่าจะมีแรงจูงใจอะไรสักอย่างที่ทำให้วันหนึ่ง ๆ มันมีความหมาย
แต่ตอนนี้พระเอกน่ะแสดงออกชัดเจนแล้วเขากำลังจะมีความฝันอีกครั้ง เพราะผู้หญิงคนหนึ่งค่อย ๆ ทำให้เขาเปลี่ยนไป กีฬาที่เคยเล่นเพราะเป็นอาชีพ เขาเริ่มที่จะสนุก เริ่มที่จะเครียด เริ่มที่จะตื่นเต้น เริ่มที่จะยอมลงทุนความเหนื่อย เริ่มที่จะคาดหวัง เริ่มที่จะอยากชนะเพื่อให้มันเติมเต็มความรู้สึก ไม่ใช่ชนะเพราะก็แค่ชนะไปงั้น ๆ เธอกำลังทำอย่างที่ลั่นวาจาไว้ ว่าจะทำให้เขาเห็นว่าเขาเก่งขึ้นได้มากแค่ไหนจากพรสวรรค์ที่มีอยู่ เพราะขาดแค่แรงบันดาลใจ และเป้าหมายที่เป็นชิ้นเป็นอัน ถ้าเขาได้ลองมีความฝันแล้วมุ่งมั่นไปหามัน เขาอาจจะเจ๋งกว่าที่เป็นอยู่ในเวลานี้
พรสวรรค์ที่เก่งกาจของพระเอกคือสิ่งที่ทำให้หลายคนเสียดาย พรสวรรค์ขนาดที่คู่แข่งยังสงสัยว่าทำไมเขาถึงไม่ติดทีมชาติ นั่นเป็นเพราะว่าเขาไม่มีความฝันว่าจะติดทีมชาติไปเพื่ออะไร จะล่าเหรียญทองไปเพื่ออะไร แค่เล่นให้ชนะเพื่อรางวัลก็มีชีวิตอยู่ได้แล้ว ก็ให้มันจบแค่นั้นแหละ เป็นความเก่งครึ่ง ๆ กลาง ๆ ที่ไปไม่สุด แต่ถ้าเขาลองนึกถึงความฝันที่ทำให้เป็นจริงได้โดยไม่ต้องรอเวลากลางคืนหรือนอนหลับ ฝันที่เกิดขึ้นในเวลากลางวันดูบ้าง มันก็น่าจะทำให้เขาค้นพบอะไรบางอย่างในตัวเอง อย่างน้อยที่สุดก็ “ความฝัน” นั่นแหละ
ก็เพราะฉันเล่นเป็นคู่ไง!
ข้อคิดดี ๆ อีกอย่างของซีรีส์เรื่องนี้ก็คือ “ทีมเวิร์ก” เพราะการแข่งขันของพระเอกนางเอกจะเน้นที่การลงแข่งเป็นคู่ผสม ทีมที่ว่าต่อให้มีคนแค่ 2 คน แต่ถ้าพวกเขาไม่สามัคคีกัน ไม่รู้ใจกัน ไม่เชื่อใจกัน มันก็ยากที่จะเอาชนะคู่ต่อสู้ได้ ถ้าแข่งขันโดยตั้งใจจะเอาชนะ พวกเขาต้องทำอะไรบางอย่างที่ต่างฝ่ายต่างสนับสนุนกันและกัน อุดช่องโหว่ของอีกฝ่ายด้วยจุดเด่นที่ตัวเองมี และก็เชื่อใจเต็มร้อยด้วยว่าอีกฝ่ายจะกลบจุดด้อยให้ตัวเองได้
เริ่มแรก คือการพวกเขาฉีกกฎการยืนตำแหน่งชายหญิงในสนาม ไม่สนว่าควรยืนกันตรงไหน แต่ยืนตามตำแหน่งที่ตนเองถนัดเพื่อส่งเสริมกัน แม้ว่ามันจะสวนทางกับสิ่งที่คนอื่นทำ ต้องอดทนได้ยินเสียงนกเสียงกาที่ตั้งคำถาม และต้องทุ่มเทแรงให้กับมันมากกว่าเดิม แต่เพื่อชัยชนะแล้ว 2 คน 2 ใจ ต้องรวมเป็น 1 ให้ได้ ถ้าทำงานเป็นทีมก็ต้องให้ความสำคัญกับทีมมากกว่าตนเอง แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ว่าเราต่างต้องเสียสละให้กับทีมแค่ไหน เพราะธรรมชาติคนย่อมพยายามทำทุกอย่างเพื่อตัวเอง แต่แค่เรากับคู่หูรู้กันก็พอแล้วว่าการทำงานครั้งนี้เราขาดกันและกันไปไม่ได้
ประเด็นของการทำงานเป็นทีม เราจะไม่ได้เห็นแค่คู่หลักเท่านั้น เพราะคู่รองเขาก็มีโมเมนต์ที่เล่นคู่แล้วมีทีมเวิร์กที่ดีให้เห็นเหมือนกัน การแข่งขันของทีมเวิร์กที่แข่งแกร่ง 2 ทีม ระหว่างคู่หลักคู่รองคงมีให้เห็นอีกแน่ ๆ ต่อจากนี้ แล้วก็น่าจะเดือดขึ้นอีกเรื่อย ๆ ถ้าทีมของคู่หลักจะลองคว้าเหรียญทองมาให้ได้สักเหรียญแล้วลงดวลกับคู่รองอีกครั้ง แต่ไหน ๆ ก็พูดเรื่องคู่รองขึ้นมา จะบอกว่าคู่รองเป็นอะไรที่ไม่เสถียรที่สุดแล้วในเรื่อง จับทางไม่ถูกเลยว่าเขาจะมาปิ๊งรักกันตอนไหน แถมพระรองก็มีปมเรื่องแฟนเก่าอีก ดูทรงนางรองของฉันคงได้ปรี๊ดแตกเรื่องพระรองอีกแน่นอน
เรื่องราวของ 2 คน 2 ใจ ที่ต้องจับมือกันลงสนามเพื่อชัยชนะเดียวจะดำเนินไปอย่างไรในอีก 12 ตอนต่อจากนี้ เป็นอะไรที่น่าติดตามมาก หลัก ๆ คือ ติดใจความขี้กวนและยิ้มง่ายของพระเอก ยิ้มทีโลกทั้งใบแทบละลาย ใครจะไม่หวั่นไหวให้มันรู้ไป และแพ้ใจในความงอนเองง้อเองนักเลงพอ ส่วนนางเอกแม้ว่าจะเป็นเดอะแบกที่แบกปมทั้งเรื่องเอาไว้ จนกลายเป็นอีกหนึ่งในลิสต์นางเอกที่ชีวิตรันทดสุดใจ แต่ยังดีที่เธอมีพระเอกอยู่ข้าง ๆ คอยวอแวกันไปมาแบบนี้ มันก็น่ารักและอบอุ่นหัวใจดีเหมือนกัน ทำเอาขนดูเขินจนหุบยิ้มไม่ได้ตลอดเวลา 🏸






























