The Witch’s Diner จะขออะไรก็ได้ แต่จะจ่ายคืนไหวไหม?

ภาพจาก TVING

ช่วงหลัง ๆ มานี้ดูซีรีส์แบบธรรมดามาหลายเรื่อง ดูจนรู้ซึ้งในชีวิตของมนุษย์ ก็เลยอยากเปลี่ยนฟีลไปดูอะไรที่มันเหนือธรรมชาติดูบ้าง อารมณ์แบบผีสางนางไม้ สัตว์ประหลาด แม่มดพ่อมดงี้ อยากดู CG สวย ๆ ฉากแฟนตาซี ถ้าอารมณ์เดียวกัน ต้องเรื่องนี้เลย The Witch’s Diner

จะบอกว่ารอดูเรื่องนี้มาตั้งแต่มีข่าวเลือกนักแสดง แล้วก็ตามข่าวช่วงจะเปิดกล้องอยู่เป็นระยะ จนในที่สุดก็ได้ฤกษ์งามยามดีออนแอร์ ซีรีส์เก่าเพิ่งจบไปเมื่อกี๊ ยังไม่ทันจะได้ทาอายครีมบำรุงใต้ตาที่แพนด้ายันคาง ซีรีส์ใหม่นี้ก็เปิดตัวมาอย่างว้าว จนต้องร้องขอตอนใหม่เร็ว ๆ แต่ลงแดงต่อไปเถอะ เพราะฉายแค่สัปดาห์ละตอน ฝั่งเกาหลีออนแอร์ผ่าน TVING ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์ของเขา ส่วนซับไทยที่ถูกลิขสิทธิ์มีที่เดียวคือ WeTV

The Witch’s Diner ชื่อเรื่องก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าเป็น “ร้านอาหารของแม่มด” เปิดให้บริการตั้งแต่ตะวันตกถึงตะวันขึ้น แต่จริง ๆ แล้วจะเปิดหรือไม่เปิด จะขายหรือไม่ขาย ก็อยู่ที่ตัวคุณแม่มดสุดอินดี้เลย แน่นอนว่าร้านอาหารที่แม่มดเป็นเจ้าของร้านย่อมไม่ใช่ร้านอาหารธรรมดา เพราะลูกค้าร้านนี้ไม่ได้จ่ายค่าอาหารเป็นเงิน แต่จะจ่ายเป็น… อะไรก็ตามที่คุณแม่มดเขาอยากได้ เสิรฟ์อาหารด้วยเมนูสุดหรูหราหมาเห่า อร่อยชนิดที่ว่าแทบจะกลืนจานลงไปด้วย ซึ่งอาหารคือสัญญาของ “การขอพร” เมื่อกินแล้ว พร 1 ข้อที่ขอไว้จะเป็นจริง และทุกคำขอ ก็มีราคาที่ต้องจ่าย!

เปิดมาจะได้ กลิ่นอาย Hotel Del Luna ผสมกับ Mystic Pop Up bar ด้วยความที่พล็อตมันออกแนวแฟนตาซีดาร์ก ๆ แต่การเดินเรื่องก็ไม่ได้เพ้อเจ้อเกินจริง ซึ่งนี่ก็เป็นงานถนัดของเกาหลีเขา เขาชอบผูกเรื่องเหนือธรรมชาติ โยงเข้ากับชีวิตของมนุษย์อย่างกลมกลืน มักก็เลยไม่ได้เพ้อฝันจ๋าขนาดนั้น

ขอออกตัวว่ารักแม่มดมาก เพราะได้ซงจีฮโย หรือเจ๊มงจาก Running Man ที่ติ่งเกาหลีรู้จักกันดี หรือใครหลายคนอาจรู้จักเธอจากซีรีส์เจ้าหญิงวุ่นวายกับเจ้าชายเย็นชา ที่ออนแอร์เมื่อกี่ปีมาแล้วไม่ได้นับ (อย่านับเลย เอาเป็นว่าทันละกัน) แล้วก็ทำคนดูเกลียดทั่วบ้านทั่วเมือง (บทนางร้ายแฟนเก่าองค์ชายที่ทิ้งองค์ชายไปตามฝัน) กลับมาเรื่องนี้คือยังสวยมากเหมือนเดิม คอสตูมเป๊ะปังเลอค่าแบบสาวสองพันปี ไฮโซ ลึกลับ น่ากลัว โหดเหี้ยม เย็นชา ปากร้าย เจ้าเล่ห์ มีมุมขายขำโบ๊ะบ๊ะเอาฮาอยู่บ้าง แต่ไม่มีคำว่าใจดี เพราะไม่มีของฟรีบนโลก ราคาที่นางเรียกคืนย่อมไม่ธรรมดา

ภาพจาก Facebook: WeTV Thailand

ส่วนนางเอกรับบทโดย นัมจีฮยอน นางเป็นผู้หญิงธรรมดา แต่ชีวิตเฮงซวยไม่ค่อยธรรมดา ทำงานหามรุ่งหามค่ำก็ไม่มีดี อยู่ระดับล่างสุดของห่วงโซ่ ทำงานเยี่ยงทาสรอรับเงินเดือน โดนเมียหัวหน้าเข้าใจผิดว่าเล่นชู้ โดนจิกหัว โดนไล่ออกจากงาน จากนั้นก็แฟนขอเลิก ทั้งหมดทั้งมวลเกิดขึ้นต่อ ๆ กัน พอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่กับแม่ ด้วยเงินเก็บที่สะสมมาทั้งชีวิต ลงทุนเซ้งร้านอาหารจากคนรู้จัก ก็โดนโกงจนหมดตัว เพราะเชื่อใจมากเกินไป เจ้าของร้านเดิมมาเปิดแข่ง จนในที่สุดร้านเจ๊ง มิหนำซ้ำพ่อก็ป่วยหนัก ผู้หญิงที่รวมความบัดซบของชีวิตจริง ๆ

ในวันที่กำลังทนทุกข์ คุณแม่มดก็โผล่เข้ามายึดร้าน ยื่นเงื่อนไขให้กัน กล่อมจนนางยอมขอพรและยอมกินอาหาร พอคำขอเป็นจริง นางก็พบว่าตัวเองรู้สึกผิด และไม่ได้มีความสุขกับผลลัพธ์นั้นเลย ไป ๆ มา ๆ ก็เลยกลายมาเป็นพนักงานในร้านอาหารของแม่มดไปโดยปริยาย

ส่วนพระเอกคือ แชจงฮยอบ กำลังโด่งดังจากเรื่อง Nevertheless และ Sisyphus: The Myth เรื่องนี้มาเล่นเป็นเด็กมัธยมวัยกรุบสุดมุ้งมิ้ง เสน่ห์ล้นเหลือทำเอานูน่าใจละลาย ผู้เป็นแสงสว่างของหมู่บ้าน จิตใจดี เป็นนักกีฬาอนาคตไกล แต่ฝันสลายเพราะบาดเจ็บ พอเริ่มจะมีชีวิตใหม่ ชีวิตก็ดันย่ำแย่ไม่ต่างจากนางเอกเท่าไร ไปช่วยเพื่อนจากแก๊งเด็กเกเรจอมบูลลี่ จนตัวเองซวยไปด้วย ทำให้เส้นทางนักกีฬาและการเข้ามหาวิทยาลัยวูบดับลงทันที ความอาภัพนี้จึงต้องขอพรจากคุณแม่มดเท่านั้น 

น้องเป็นลูกค้าคนแรกของร้าน โดยขอพรแบบที่สาว ๆ อยากเป็นนูน่าใจจะขาด อีพีล่าสุดน้องแกคลั่งรักหนักมาก ราคาที่น้องต้องจ่ายคือ เป็นพนักงานพาร์ทไทม์ที่ร้าน ทำให้ต้องมาร่วมงานกับนางเอก ถึงมันจะดูเป็นเรื่องบังเอิญ แต่จริง ๆ แล้ว แม่มดหมายตาพระเอกนางเอกไว้แต่ต้นอยู่แล้ว

ชอบความเนรมิตบรรยากาศร้าน ฉาก ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ หรูหราอลังการมาก มีต้นแมนเดรกเสียงน่ารำคาญจากแฮร์รี่ พอตเตอร์ด้วยนะ รูปภาพโบกมือไปมาได้ ดูมีมนตร์ขลังมาก เรียกได้ว่าจัดเต็มงานศิลป์ งานโปรดักชันล้ำเกินเนื้อเรื่อง 8 ตอนมาก ส่วนเมนูอาหารแต่ละเมนู ก็หรูหราดูแพง ใช้วัตถุดิบเลอค่า เพราะต้องเอาไปแลกกับจิตวิญญาณของลูกค้า ดูแล้วหิว มีกลิ่นอาหารโชยออกมาด้วย อย่าดูก่อนนอน เตือนแล้ว แง้!

ชีวิตคือกระบวนการตัดสินใจ

ถึงคอนเซ็ปต์จะดูแฟนตาซี แต่พล็อตเรื่องไม่ได้ขายความเพ้อเจ้อเพ้อฝัน มันเป็นอะไรที่พื้นมาก ๆ ในชีวิตมนุษย์ เพราะชีวิต คือ กระบวนการตัดสินใจ เมื่อตัดสินใจแล้ว บางอย่างอาจจะเปลี่ยนชีวิตเราไปอย่างสิ้นเชิง และไม่ว่าผลลัพธ์จะมากหรือจะน้อย เรานี่แหละที่ต้องเป็นคนแบบรับมัน ย้ำให้เห็นว่าทางเดินของมนุษย์ต้องเลือกเสมอ เวลาที่เราเลือกเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะนำไปสู่อะไร แสงสว่างหรือปากเหว

ถ้าดูผ่าน ๆ อาจจะรำคาญคำพูดที่ว่า “ทุกการตัดสินใจมีราคาที่ต้องจ่าย” มาก เพราะพูดย้ำ ๆ ซ้ำ ๆ อยู่คำเดียว แต่ถ้าดูแบบตั้งใจแล้วคิดตาม จะรู้ว่าซีรีส์จะสื่อว่า ทุกการเลือกล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย คิดให้ดีก่อนตัดสินใจ เลือกทางที่คิดว่าตัวเองจะไม่เสียใจในภายหลัง เพราะมันอาจไม่คุ้มกับของที่แลกไป

ภาพจาก Facebook: WeTV Thailand

ซีรีส์บอกว่า “การตัดสินใจ” มี 2 ด้านเสมอ เหมือนเหรียญที่มีหัวกับก้อย เหมือนโลกที่มีมืดมีสว่าง ถึงอย่างนั้น พอถึงเวลาที่ต้องตัดสินใจจริง ๆ ไม่ว่าจะด้วยความกลัวหรือด้วยความหวัง เรามักจะมองเฉพาะด้านสว่าง เห็นแต่ผลลัพธ์ทางบวกเท่านั้น เพราะมันทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้นเยอะ

อย่างตัวนางเอกเลือกแก้แค้น จริง ๆ นางก็ไม่เคยคิดว่าผลลัพธ์จะรุนแรงขนาดไหน ทั้งที่คุณแม่มดบอกแล้วว่า “คำพูดมีอำนาจ ความคิดก็ไม่ต่างกัน” จิตใต้สำนึกส่วนที่เลวร้ายที่สุดจะทำให้จิตใจเรามีแต่ความคิดและความรู้สึกที่ชั่วร้ายตามไปด้วย ผลลัพธ์ของการแก้แค้นจึงมาจากแรงปรารถนาในจิตใจ ตอนที่นางเอกโวยวายว่าไม่ได้ต้องการให้เรื่องเลวร้ายขนาดนั้น แม่มดยังตอบกลับมาว่า “แก้แค้นแปลว่าอะไร มันเป็นคำหวานหูและนุ่มนวลตั้งแต่เมื่อไร” เลย รู้เลยว่าความมืดในจิตใจคนเรานั่นแหละที่นำมาซึ่งความเลวร้ายทั้งปวง

เวลาจะช่วยเยียวยา แค่อยู่กับปัจจุบันและความเป็นจริง

ชอบคำพูดที่ว่า ปัญหาของพรุ่งนี้ เอาไว้คิดพรุ่งนี้ แล้วให้ตัวเราในวันพรุ่งนี้แก้ปัญหาเอาเอง ถึงมันจะดูไร้แผน ไร้อนาคต แต่อย่าลืมว่ามันคือการตั้งใจที่จะมีชีวิตอยู่ให้ถึงพรุ่งนี้ไม่ใช่เหรอ?

ตัวละครทุกตัวต่างประสบพบเจอเรื่องเลวร้ายมา แม้แต่ตัวแม่มดเองก็มีเบื้องหลังที่ยังไม่เปิดเผย ยังไม่รู้ด้วยว่าเจตนาของเจ๊แกนั้นมาดีหรือมาร้าย อย่างที่บอกว่าแม่มดหมายตาจะใช้ประโยชน์บางอย่างพระเอกนางเอกไว้แต่ต้น ฉะนั้น เรื่องบังเอิญที่เกิดขึ้นกับชีวิตทั้งสองถึงได้ประจวบเหมาะและลงล็อกพอดิบพอดี คุณแม่มดจึงเป็นคนที่กุมปริศนาทุกอย่างไว้ รอเปิดเผย

กว่าจะมาถึงวันนี้ได้ ชีวิตคนเราผ่านอะไรกันมามาก ดีบ้าง ร้ายบ้าง แต่ส่วนใหญ่เราจำได้แต่เรื่องร้าย ๆ เพราะความเจ็บ ความทุกข์ทรมาน มันอยู่นานและอยู่ลึกกว่าความสุข ข้อคิดที่ได้จากซีรีส์คือ ทุกครั้งที่ต้องเผชิญหน้ากับเรื่องเลวร้าย เรามักจะบอกกับคนอื่นเสมอว่าเราไม่เป็นไร แต่ข้างในพังหนักมาก จนอยากจะเอาตัวเองไปแอบข้างหลังคำว่าไม่เป็นไร และเราก็ชอบบอกคนอื่นเสมอว่าเราเข้าใจเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นดี แต่จริง ๆ แล้ว เราเข้าใจมันแค่ไหนกัน เข้าใจตัวเองหรือยังเถอะ

ภาพจาก Facebook: WeTV Thailand

ไม่ว่าจะต้องเจ็บปวดแค่ไหน แต่ความเจ็บปวดมันบรรเทาลงได้ ขึ้นอยู่กับเวลา จากนั้นจะมูฟออนไปข้างหน้า หรือมูฟออนเป็นวงกลม ก็สุดแล้วแต่เราจะเลือก แรก ๆ มันอาจจะทรมานและเจ็บปวดมาก พยายามและอดทนฝืนสักหน่อย สักพักมันจะดีขึ้นเอง ร้านอาหารของแม่มด ก็เหมือนกับการทำธุรกิจบนความไม่มีความสุขของคน การตอบรับคำขอของลูกค้า เป็นการเข้าไปเติมเต็มความหวังในจิตใจ อะไรที่เราอยากได้ ไม่ว่ามันจะเป็นเรื่องดีหรือไม่ก็ตาม ความปรารถนาในจิตใจนี่เองที่จะช่วยปลดปล่อยความเจ็บปวดของคนเราได้

คนทุกคนอยากมีวันพรุ่งนี้กันทั้งนั้นแหละ อยากผ่าน อยากข้ามเวลาที่ทุกข์ทรมานนี้ไปเสียที แบบนี้แล้ว เราจะเอาสายตาตัวเองไปตัดสินปัญหาและชี้ทางอนาคตให้เขาไม่ได้ ปัญหาที่เรามองว่าแสนจะเล็กน้อย หรือคำขอพรที่แสนจะธรรมดา แต่สำหรับพวกเขาแล้ว มันคือเรื่องใหญ่ และแน่นอนว่าเขาต้องการความช่วยเหลือเพื่อให้มีชีวิตไปถึงพรุ่งนี้ แต่ใคร ๆ ก็ช่วยไม่ได้ ถ้าเจ้าตัวยังไม่ยอมที่จะรักษาตัวเอง จำไว้ว่ายาที่ดีที่สุด คือ ยอมรับความจริงให้ได้ แล้วค่อย ๆ อยู่กับปัจจุบัน ให้เวลาผ่านไป ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง และหาระบายความในใจกับใครสักคน มันก็ช่วยได้มากแล้ว

อย่าเป็นคนดีในโลกที่โหดร้ายนี้เลย เดี๋ยวจะโดนแทงข้างหลังเอา

ในชีวิตคนเราคงต้องเคยเจอสักครั้งล่ะนะที่พยายามจะเป็นคนดี เป็นพ่อพระแม่พระมาโปรด แต่สุดท้ายถูกหักหลัง พังยับเยินกลับมาไม่มีชิ้นดี แล้วเราก็เริ่มคิดว่าโลกใบนี้ไม่มีที่ให้คนดียืน และโลกนี่แหละที่ทำให้ตัวเราต้องโหดร้าย เพื่อที่จะอยู่รอด เราต้องร้ายให้ได้มากกว่าโลก จนเป็นที่มาของคำว่า “อยู่เป็น” หรือจริง ๆ แล้ว มนุษย์ด้วยกันเองต่างหากที่น่ากลัวกว่าผีและแม่มด เรื่องตรงนี้จะถูกปล่อยเบลอไว้ให้คนดูพิจารณาเอาเอง

จริงอยู่ที่ไม่มีชีวิตใครในโลกนี้ที่ขาวสะอาดสว่างกระใจมน หรือดำมืดปิ๊ดปี๋ เราต่างก็เป็นคนเทา ๆ ด้วยกันทั้งนั้น เพียงแต่เทาเข้มหรือเทาอ่อน ค่อนไปทางไหนมากกว่ากันระหว่างขาวกับดำ เพราะฉะนั้น จะเป็นคนดี ต้องดูด้วยว่าตัวเองเดือดร้อนไหม ถึงจะเสียสละให้คนอื่นโดยไม่หวังอะไรตอบแทน แต่มันคุ้มไหมกับการเอาตัวเองไปแลก ยิ่งทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาปอีกเนี่ย มันจะสุขใจได้จริง ๆ เหรอ มองโลกตามความเป็นจริงนะอย่าอุดมคติ บางที การเป็นคนดีที่ไม่ได้อะไร แถมยังเดือดร้อนด้วยแบบนี้ ใครจะอยากเป็นคนดีกันล่ะเนี่ย

ถ้าเห็นใครมีปัญหา ต้องเตือนตัวเองไว้เสมอว่าเราไม่สามารถช่วยเขาได้ทุกเรื่อง ก็ช่วยเท่าที่เราช่วยได้ และอย่าทำให้ตัวเองเดือดร้อน เช่นนั้นจะต่างอะไรกับการตัวเองเข้าไปเป็นอีกหนึ่งตัวปัญหาในวงจร บางที แค่รับฟังความในใจเฉย ๆ ก็พอ การนั่งฟังเงียบ ๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นคนดีอะไรมากมาย ไม่ต้องลงทุนลงแรงอะไรให้เหนื่อย แต่ไม่น่าเชื่อว่ามันมอบพลังให้ใครบางคนได้ เพียงเท่านั้นเขาก็ไปจัดการตัวเองต่อได้เองแล้ว

ภาพจาก Facebook: WeTV Thailand

ไม่น่าเชื่อว่าซีรีส์ความยาวแค่ 8 ตอน (ออนแอร์แล้ว 3 ตอน) จะเล่นใหญ่ขนาดนี้ โปรดักชันเลิศ นักแสดงคุณภาพ การจี้จุดคนดูด้วยการเน้นคำเดิมซ้ำ ๆ ว่า “ทุกการกระทำมีราคาที่ต้องจ่าย” ฉะนั้น ไม่ว่าชีวิตเราจะเป็นอย่างไรต่อ เราคือคนเลือกเอง เลือกที่จะไปทางนั้นเอง โทษใครไม่ได้ เสียใจได้แต่ต้องไปต่อ ถ้ารู้แล้วว่าทางที่มามันไม่ใช่ ต้องเริ่มตั้งต้นใหม่ ลองดู ไม่เสียหาย🧙‍♀️