ใครที่ได้ใช้บริการขนส่งสาธารณะอย่างรถไฟฟ้าใต้ดิน (MRT) หรือรถไฟลอยฟ้า (BTS) ทั้งขาจรและขาประจำ น่าจะเคยเดินผ่านป้ายโฆษณาที่เป็นรูปคนกันมาบ้าง ขนาดเล็กบ้างใหญ่บ้างคละกันไป ป้ายนี้เรียกว่า “ป้ายโปรเจ็กต์” แต่ที่แน่ ๆ ก็คือผู้ใช้บริการจำนวนมากก็ไม่รู้หรอกว่าคนในรูปเป็นใคร
ป้ายที่เห็นนี้ จะเรียกว่าป้ายแห่งความสุขก็คงไม่ผิดนัก เพราะกลุ่มคนที่ทำป้ายนี้ขึ้นมาจนมันกระจายอยู่ทั่วสถานีรถไฟ เขาเริ่มต้นทำด้วยความรัก ความศรัทธา หรือจะด้วยเหตุผลอะไรก็ตามแต่ ทำให้ป้ายเหล่านี้เป็นป้ายแสดง “ความรัก” ต่อศิลปินที่พวกเขาชอบ เพื่อโปรโมทและแสดงความรักต่อศิลปินที่พวกเรารัก
แต่จากนี้ไป เราอาจจะเห็นป้ายตามสถานีรถไฟฟ้าได้น้อยลง เพราะตั้งแต่เดือนตุลาคมที่ผ่านมาเกิดกระแสแบนการเช่าพื้นที่โฆษณาตามสถานีและขบวนรถไฟฟ้า จนเกิดปรากฏการณ์ใหม่ในการบอกรักศิลปินของติ่งทั้งหลาย จากการเช่าพื้นที่โฆษณาตามป้ายสถานีรถไฟฟ้า หรือไม่ก็เหมาขบวนรถ เปลี่ยนสถานที่ไปติดตามรถสองแถว หรือรถตุ๊กตุ๊กแทน เพราะไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้นก็ตาม บรรดาติ่งก็ยังอยากแสดงความรักต่อเหล่าศิลปินของพวกเขาอยู่ดี
นี่คือสาเหตุที่ทำให้เกิดมิติใหม่แห่งการบอกรักศิลปิน ด้วยการเช่าพื้นที่โฆษณาจากรถสองแถวและรถตุ๊กตุ๊กแทน แต่อันที่จริง การทำป้ายซับพอร์ตศิลปินด้วยรถสองแถว รถตุ๊กตุ๊ก เรือหางยาวอะไรทำนองนี้มีมาได้สักพักแล้ว เพียงแต่ยังไม่แพร่หลายขนาดนี้ และก็ไม่สามารถระบุได้อย่างชัดเจนว่าด้อมไหนเป็นด้อมแรกที่เริ่มต้นทำ
ติ่งคิดได้และมีความหมาย
คนที่เรียกตัวเองว่า “เป็นติ่ง” จะเข้าใจดีว่าตนเองนั้นโดนปรามาสมาแต่ไหนแต่ไร เป็นพวกบ้าผู้ชายบ้าง ไม่รักชาติบ้าง ไร้สาระบ้าง โดนเหยียดโดนบูลลี่จากใครหลาย ๆ คน เมื่อเกิดดราม่าไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตามติ่งมักจะเป็นด่านหน้าที่โดนด่ากลุ่มแรก ๆ ทั้งที่บางเรื่องไม่เกี่ยวกับคนกลุ่มนี้เลยด้วยซ้ำ แต่จากปรากฏการณ์นี้จะสามารถเปลี่ยนความคิดของใครหลาย ๆ คนได้ ว่าติ่งไม่ใช่พวกไร้สาระ แต่เขาคิดเป็น เพราะศิลปินเหล่านี้เป็นความสุขทางใจของพวกเขา หากใครลองได้ชื่นชอบดารา นักแสดงคนไหนมาก ๆ ก็คงจะพอเข้าใจว่าทำไมพวกเขาถึงทุ่มเทกันขนาดนี้

การทำป้ายโปรเจ็กต์แบบนี้ ถึงจะขึ้นป้ายที่เมืองไทย แต่ก็ไม่ใช่ว่าศิลปินเกาหลี (หรือจีน) จะไม่รู้ แม้พวกเขาจะอยู่ไกลกันคนละประเทศกับเรา แต่เวลาที่มีคนถ่ายรูปลงอินสตาแกรม ลงติ๊กต็อกบ้าง ลงทวิตเตอร์ พวกเขาก็มักจะตามส่องอยู่เสมอ เข้ามากดรีทวิต กดไลก์ หรือแม้แต่กดเข้ามาดูเฉย ๆ นั่นทำให้บรรดาติ่งยิ่งมีความสุขเข้าไปใหญ่ เพราะความรักที่พวกเขาต้องการส่งให้กับศิลปิน ศิลปินสามารถรับรู้ได้ และตอบแทนด้วยการแสดงตัวว่ารับรู้แล้ว
ที่เคยกล่าวในบทความก่อนหน้านี้ว่า “อย่าดูถูกพลังติ่ง” เพราะแม้ว่าพวกเขาจะเรียกตัวเองว่าติ่ง และหลายคนก็มองเขาในแง่ลบ ตามความหมายที่ว่า ติ่ง เป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ที่งอกหรือยื่นออกมาจากส่วนใหญ่ แต่ติ่งนี้มีพลังยิ่งใหญ่กว่าที่คิด พวกเขาสามารถทำอะไรหลายอย่างเกินกว่าที่จะคาดถึง
หลังจากที่มีกระแสแบนทุกสิ่งอย่างบนโลกนี้ที่ไม่ถูกจริต (ซึ่งก็ไม่ได้ผิด เพราะขึ้นอยู่ที่ความพอใจของแต่ละคน) ก็ลามมาถึงการแบนการเช่าป้ายโฆษณาตามสถานีรถไฟฟ้าด้วย ทำให้ป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ หรือ Light box เล็ก ๆ กลายเป็นช่องสีขาวว่างเปล่าแทบทุกป้าย เพราะด้อมเกาหลี (ที่ปกติจะทะเลาะกันประปราย) ต่างรวมใจกันไม่ซื้อป้ายโฆษณาแพง ๆ เหล่านั้นอีกต่อไป เนื่องจากพวกเขาไม่อยากเสียเงินให้นายทุนอีกต่อไปแล้ว
การบริหารจัดการเงินในรูปแบบใหม่
จะบอกว่านี่เป็นการบริหารจัดการเงินในรูปแบบใหม่ก็ได้ เพราะการเช่าป้ายโฆษณาตามสถานีรถไฟฟ้าขบวนรถนั้น มีค่าใช้จ่ายสูงถึงสูงมาก แม้ว่าติ่งจะมีกำลังจ่าย แต่ก็ย่อมดีกว่าที่จะใช้เงินกันอย่างประหยัด ๆ
หลายคนอาจสงสัยว่าป้ายโปรเจ็กต์ของศิลปินเกาหลี ศิลปินจีน หรือศิลปินไทยนี้ นำเงินมาจากไหนเยอะแยะในการเช่าพื้นที่โฆษณาตามสถานที่สาธารณะที่ผู้คนพลุกพล่านเช่นนี้ เงินเหล่านี้มาจากความรักและความศรัทธาของชาวติ่งล้วน ๆ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ศิลปินของเขาเป็นที่รู้จักมากที่สุด ใครเดินผ่านไปผ่านมาก็คงเอะใจบ้างว่านี่ใคร ยิ่งถ้าเจอติ่งที่เข้าไปถ่ายรูปกับป้ายก็ยิ่งสงสัยเข้าไปใหญ่ (บางครั้งขวางทางคนสัญจรจนโดนตำหนิ)

เงินที่ว่ามาจากการระดมทุน หรือที่ติ่งเรียกว่า “โดเนท” และการทำสินค้าที่เรียกว่า “แฟนเมด” ขาย อย่างที่ทราบกันดีว่าติ่งเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อค่อนข้างสูงถึงสูงมาก การระดมทุนเท่านี้ไม่ใช่ปัญหา เพราะการระดมทุนนี้ไม่ได้จำกัดขั้นต่ำ 5-10 บาทก็โอนได้ แต่ถ้าใครจ่ายเยอะก็ไม่ได้สูญเปล่า เพราะหากโอนถึงยอดที่กำหนด ทางทีมงานก็มีของที่ระลึกมอบให้เสมอ ส่วนการซื้อสินค้าแฟนเมดก็เป็นการซื้อขายอยู่แล้ว จ่ายเงินไปก็ได้ของมา วินวินทั้งสองฝ่าย
โดยปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ยอดโดเนทล้นหลามได้ มาจากช่วงที่ศิลปิน Kpop เข้ามาตีตลาดบ้านเราจนโด่งดังนั้น กินเวลามาเกิน 10 ปีแล้ว ติ่งวัยมัธยมในวันนั้น เติบโตมาเป็นติ่งวัยทำงานในวันนี้ เพราะพวกเขาหาเงินได้เองแล้ว ขณะเดียวกันความรัก ความศรัทธาก็ยังมีให้อยู่ก็ไม่แปลกที่จะพร้อมเปย์เสมอ อีกส่วนมาจากติ่งวัยนักเรียน หลายคนยังใช้เงินพ่อแม่ในการติ่งก็จริง แต่มีจำนวนไม่น้อยที่นำเงินจากการทำงานพิเศษมาติ่ง ซึ่งพวกเขาก็แบ่งเก็บแบ่งใช้เรียบร้อย เด็กรุ่นนี้หางานพิเศษทำได้ง่ายกว่าแต่ก่อนอีก
ปกติแล้วในวงการติ่งจะเปิดระดมทุนในช่วงโอกาสสำคัญ เช่น วันเกิดศิลปิน (ขึ้นภาพเดี่ยว) ครบรอบวันเดบิวต์ (ขึ้นภาพทั้งวง) ส่วนเงินที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายจะถูกนำไปทำบุญในนามของชื่อศิลปินตามด้วยชื่อด้อมต่าง ๆ นั่นยิ่งเป็นการโปรโมตทั้งตัวศิลปินและลบภาพจำลบ ๆ ของติ่งจากใจใครหลาย ๆ คน เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ได้อานิสงส์จากเงินทำบุญของติ่ง
ดังนั้น การเปลี่ยนวิธีโปรโมตศิลปินที่รักจากการเช่าป้ายโฆษณาตามสถานีรถไฟฟ้าหรือตามขบวนรถไฟฟ้า มาเป็นรถสองแถวหรือรถตุ๊กตุ๊ก จะช่วยลดต้นทุนการทำป้ายโปรเจ็กต์ลงไปได้มาก ยิ่งประหยัดได้เท่าไร เงินที่จะเหลือไปทำบุญก็ยิ่งมีมากเท่านั้น ทั้งยังสามารถนำไปทำโปรเจ็กต์อื่นได้อีก โดยไม่ต้องขอโดเนทเพิ่ม
กระจายรายได้สู่ชุมชน
รถสองแถวและรถตุ๊กตุ๊ก เป็นรถที่เราเห็นได้ในทุกชุมชนทั่วประเทศ กระจายอยู่ในพื้นที่ทั่วไปทั้งในกรุงเทพมหานคร และต่างจังหวัด การที่ติ่งไปขอเช่าพื้นที่โฆษณาข้างรถกับคนขับรถหรือเจ้าของวินได้โดยตรง จะช่วยกระจายรายได้สู่ชุมชนโดยไม่ผ่านคนกลาง เพราะติ่งจะไปติดต่อกับคนขับรถหรือเจ้าของวินเองว่าต้องการกี่คัน เช่ากี่วัน ทำให้รายได้ถึงมือคนขับรถแน่นอนหลังเสร็จงาน
จากฟีดแบ็กที่เห็น แม้จะเพิ่มเริ่มทำได้กันได้ไม่นาน คนขับรถรับจ้างกลุ่มนี้มีรายได้เพิ่มจากการติดป้ายโปรเจ็กต์ พวกเขาแค่ติดป้ายแล้วขับรับผู้โดยสารตามปกติ รถคันที่ติดโฆษณาจะได้รับเงินต่องานไม่ต่ำกว่า 300-500 บาทแน่นอน ซึ่งเงินจำนวนนี้ถือว่ามีค่ามากสำหรับคนที่ไม่มีจริง ๆ ลองคิดสภาพตอนที่เราถังแตกดูสิ ว่าเงิน 300-500 บาทเราอยู่กันได้นานแค่ไหน

จากการสำรวจข้อมูลพบว่า ค่าเช่าพื้นที่โฆษณาที่รถรับจ้างเหล่านี้ ราคาอยู่ที่ประมาณ 700 บาท/คัน/ป้าย/เดือน หากคำนวณจากราคาที่ต้องเสียให้กับป้ายที่สถานีรถไฟฟ้า เริ่มต้นก็อยู่ที่หลักหมื่นแล้ว ราคาเฉลี่ยปกติในการขึ้นโฆษณาที่สถานีรถไฟฟ้า ราคาเริ่มต้นจะอยู่ที่ประมาณ 3x,xxx เช่าได้ 15 วัน แต่เงินจำนวนนี้สามารถนำป้ายไปติดบนรถสองแถวได้ 15 คัน (ติดซ้ายขวา) และติดบนรถตุ๊กตุ๊ก (ติดด้านหลัง) ได้มากถึง 42 คันเลยทีเดียว!!!
อย่างไรก็ดี อาจต้องระวังกันสักหน่อย เพราะอะไรที่กลายเป็นกระแส มักจะมีการโก่งราคาจากคนหัวหมอเกิดขึ้นตามมาจึงควรที่จะสอบถามให้ดี ตกลงราคากันอย่างรอบคอบ เขียนสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรบ้างก็ดี
เห็นได้ทั่วเมือง ดีไม่ดีทั่วประเทศ
อย่างที่เราทราบกันดีว่ารถสองแถวหรือรถตุ๊กตุ๊กนั้นเป็นรถที่ใช้วิ่งรับ-ส่งผู้โดยสาร ไป-กลับวันละเป็นสิบรอบ อีกทั้งรถต้องใช้วิ่งทุกวัน เพราะเป็นเครื่องมือทำมาหากิน ฉะนั้น ป้ายโปรเจ็กต์จะไม่ได้อยู่กับที่ แต่จะวิ่งไปตามถนนเรื่อย ๆ วันละหลายรอบ ทำให้ลูกเด็กเล็กแดง ตาสีตาสา คนใช้บริการที่อยู่นอกวงการติ่งต่างก็ได้เห็นกันหมด (ถึงจะไม่รู้จักแต่ก็เห็น) บางคนเห็นผ่าน บางคนเห็นแล้วสะดุดที่หน้าตา (แน่นอน เพราะป้ายไม่ได้บอกว่าศิลปินมีความสามารถอะไรบ้าง) ก็อาจจะอยากรู้จักว่าเขาเป็นใคร
หากประเมินดูแล้ว การเช่าป้ายโฆษณากับรถสองแถวสามารถติดได้ 2 ข้างของตัวรถ ส่วนรถตุ๊กตุ๊กที่เรามักจะเห็นวิ่งตามสถานที่ท่องเที่ยวในเมืองก็ติดไว้ที่ด้านหลังของรถ รถได้วิ่งตลอดไม่มีจอดแช่ที่บ้าน มีวิ่งทุกจังหวัดทั่วประเทศไทย ไม่จำกัดเพียงสถานีรถไฟฟ้าที่มีเฉพาะในกรุงเทพมหานคร มีรายงานรถวิ่งเพื่อใช้เก็บเงิน ได้ป้ายคืนหลังจบงาน และที่สำคัญ ติ่งก็คงไม่ซื้อติดแค่รถคันเดียวอยู่แล้ว ชาวบ้านชาวช่องจะไม่เห็นเลยก็ให้รู้ไป
นั่นก็หมายความว่า จะมีคนเห็นศิลปินที่พวกเขารักอย่างน้อยก็ครึ่งค่อนประเทศ จากแต่เดิมมีเพียงผู้ที่ใช้บริการขนส่งสาธารณะในเมืองหลวง เมื่อได้เห็นกันทั่วถึงขนาดนี้อาจมีคนเห็นแล้วชื่นชอบ อยากรู้ว่าเขาเป็นใคร อยากติดตามผลงาน แล้วในที่สุดก็อาจจะอยากมีส่วนร่วมในการโดเนทครั้งหน้าด้วยก็ได้
จ่ายน้อยแต่บอกรักได้นาน (กว่า)
กระแสบอกรักผ่านสื่อโฆษณาอย่างป้ายตามสถานีรถไฟฟ้า เริ่มคึกคักในไทยประมาณช่วงปี 2559 ซึ่งต้นกำเนิดก็มาจากเกาหลีใต้นั่นแหละ แฟนคลับไทยได้รับอิทธิพลจากบรรดาแฟนคลับเกาหลี ที่พวกเขามักจะแสดงความยินดี หรืออวยพรวันเกิดให้กับศิลปินตามป้ายโฆษณา จอธรรมดาบ้าง จอดิจิทัลบ้าง ซึ่งบ้านเขาก็ดูเป็นเรื่องปกติ ในเมื่อมันเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุขทางใจได้เป็นอย่างดี คงไม่มีใครที่จะรู้สึกชื่นใจเท่าแฟนคลับอีกแล้ว ที่เห็นรูปศิลปินที่ตัวเองรักตั้งเด่นเป็นสง่าหลากสีสันแบบนั้น
และจากจุดเริ่มต้นที่มาจากติ่งเกาหลีทำเพื่อศิลปินเกาหลี ก็เริ่มกระจายมาสู่นักร้องไทย ทำให้พักหลัง ๆ ก็มีศิลปินไทยได้ขึ้นป้ายโปรเจ็กต์ตามสถานที่ต่าง ๆ มากขึ้น

อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ ว่าการขึ้นป้ายโปรเจ็กต์วันเกิดตามรถรับจ้าง มีค่าใช้จ่ายเพียง 700 บาท (อาจมากกว่าหรือน้อยกว่านี้เล็กน้อย) แต่สามารถเช่าติดได้นานถึง 1 เดือน ในขณะที่ป้ายโฆษณาตามสถานีรถไฟฟ้า ยิ่งเช่านานก็ยิ่งราคาสูง เมื่อคำนวณงบประมาณจากการโดเนทและรายได้จากการขายสินค้าแฟนเมด รวมค่าทำป้าย ค่าติดตั้ง ค่าเช่าและค่าใช้จ่ายอื่น ๆ แล้ว เงินจะมีให้เช่าได้นานแค่ประมาณ 2 สัปดาห์เท่านั้นเอง
แม้ว่าราคาการขึ้นป้ายตามสถานีรถไฟฟ้าจะค่อนข้างหลากหลาย ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและสถานที่ ถ้าเป็นสถานีหลัก ๆ คนใช้กันมากก็ย่อมแพงกว่าสถานีรอบนอกที่คนใช้น้อย นอกจากนั้นราคาก็ขึ้นอยู่กับว่าป้ายขนาดเท่าไร ขึ้นอยู่จุดไหนของสถานี คนเดินผ่านไปผ่านมาเจอได้มากน้อยแค่ไหน แน่นอนว่าจุดเด่น ๆ คนเห็นเยอะ ๆ ก็ย่อมแพงกว่าอยู่แล้ว ส่วนมากเมื่อรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดก็ไม่ต่ำกว่าหลักหมื่น แต่ถ้าหากป้ายใหญ่ สถานีหลัก คนเห็นเยอะ ป้ายนั้นจะราคาเหยียบแสน!!! และหากเหมาขบวนรถไฟฟ้าติดป้ายด้วยแล้ว ค่าใช้จ่ายก็ถึงหลักล้านได้เลยทีเดียว
นี่แหละเป็นวิธีบอกรักแบบไทย ๆ
บรรดาติ่ง โดยเฉพาะติ่งวัยทำงานที่ผ่านการทำป้ายโปรเจ็กต์แบบนี้กันมาเป็น 10 ปี มองว่านี้เป็นไอเดียที่ดีในการบอกรักแบบไทย ๆ อย่างแรกก็คือ ภาษาไทยขึ้นหราวิ่งไปทั่วเมือง แถมรถสองแถว รถตุ๊กตุ๊ก หรือเรือหางยาว ก็ดูจะเป็นอัตลักษณ์ของบ้านเรา สามารถเจอได้ทุกจังหวัด ฉะนั้น การติดป้ายโปรเจ็กต์กับรถสองแถว รถตุ๊กตุ๊ก และเรือหางยาว ต่างชาติเห็นแป๊บเดียวก็รู้เลยว่า นี่คือเมืองไทย!!!

ทั้งการโปรโมทในลักษณะนี้ยังได้ฟรีมีเดียจากการแชร์ต่อบนโลกออนไลน์ด้วย เพราะถ้าแฟนคลับเจอรูปศิลปินตัวเองเด่นหราวิ่งไปมาทั่วเมือง มีหรือที่จะไม่ถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงโซเชียลมีเดีย จากนั้นก็แค่ติดแฮชแท็กชื่อศิลปิน ข่าวสารก็กระจายไปทั่ว และเหล่าศิลปินก็ได้รู้ว่านี้เป็นผลงานของแฟนคลับชาวไทยที่อยากจะอวยพรวันเกิดให้เขาแบบไทย ๆ
ทำให้แม้จะอยู่ห่างไกลกัน แต่เหล่าแฟนด้อมไทยก็อยู่เคียงข้างและสนับสนุนพวกเขาทุกเมื่อ อาจจะดูคาดหวังไปนิด แต่ถ้าศิลปินเห็นหน้าของพวกเขาในเมืองไทยเยอะ ๆ แบบนี้แล้วล่ะก็ อาจจะพากันบินมาเมืองไทย มาถ่ายรูปคู่กับผลงานของแฟนคลับของเขา และป้าย Happy Birthday ของตัวเองก็เป็นได้
การเป็น “ติ่ง” ไม่ใช่เรื่องไร้สาระ และการเป็น “ติ่ง” ก็ไม่ได้เป็นเพียงสิ่งเล็ก ๆ เท่านั้น หากรู้วัตถุประสงค์ของพวกเขาแล้ว จะรู้ว่าความรักยิ่งใหญ่เสมอ หากอยากรู้ว่าติ่งรักศิลปินของพวกเขาแค่ไหน ภูมิใจในตัวศิลปินแค่ไหน ดูได้จากป้ายอวยพรที่พวกเขาทำ
และไม่ต้องแซะว่าทำไมไม่เอาไปบริจาคอย่างอื่นที่เป็นประโยชน์กว่านี้ ลองหาข่าวสารดูก็ได้ ว่าหากมีเหตุการณ์ด่วนหรือฉุกเฉินที่ต้องการการระดมทุน แฟนด้อมเกาหลี จีน แม้แต่ไทยเองก็พร้อมช่วยเหลืออยู่เสมอ พวกเขาบริจาคให้โรงพยาบาล บ้านพักคนชรา บ้านเด็กกำพร้า คนพิการ หรือแม้แต่เป็นท่อน้ำเลี้ยงพวกเขายังทำมาแล้ว






























