
ละครกับสังคมไทยถือเป็นของคู่กัน โดยละครนั้นมีอิทธิพลกับชีวิตของผู้คนในสังคมถึงขนาดชี้นำและสะท้อนปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นได้ หากเรื่องใดที่ได้รับความนิยมล้นหลามจากคนหมู่มากสิ่งที่อยู่ในละครสามารถส่งผลต่อกระแสหลักในสังคมได้ถึงช่วงระยะเวลาหนึ่งเลยด้วยซ้ำ
ในทุกวันนี้ไม่ว่าจะเปิดไปช่องไหนก็ล้วนแล้วแต่มีละครเต็มไปหมดรวมแล้วเป็นจำนวนหลากหลายเรื่องในช่วงเวลานั้น ๆ ต่างจากเมื่อก่อนที่ช่องสถานีมีอยู่เพียงไม่กี่ช่องเท่านั้น โดยเฉพาะช่วงเวลา 20.00 – 22.00 น. หรือช่วงไพร์มไทม์ที่เป็นช่วงเวลาที่มีเรตติ้งการชมสูงที่สุด
ในส่วนของเนื้อหาละคร ในการเป็นหนึ่งในบทบาทผู้ชี้นำและขับเคลื่อนสังคม ตัวของละครเองจำเป็นจะต้องมีเนื้อหาจรรโลงใจต่อผู้รับชมคือการสร้างประโยชน์ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง หรืออย่างน้อยละครหรือสื่อที่ได้เผยแพร่ในเวลาของครอบครัวนั้นไม่ควรมีเนื้อหารุนแรงจนเกินไป เนื่องจากมีผู้รับชมที่เป็นเยาวชนเป็นหนึ่งในคนดูที่อยู่ในช่วงเวลาไพร์มไทม์นี้ด้วย

ด้วยการเป็นสื่อที่มีผู้รับหลากหลายและเป็นจำนวนที่สูงที่สุดถึงแม้ว่ารูปแบบของการรับชมจะเปลี่ยนไปไม่ได้อยู่เพียงแค่ในทีวีเท่านั้น ความเหมาะสมของเนื้อหาจึงเป็นสิ่งแรกที่ควรตระหนักถึง เพราะหลายต่อหลายครั้งที่สื่ออย่างละครถูกวิพากษ์วิจารณ์โดยสังคมอย่างหนักหน่วง ถึงความเหมาะสมของเนื้อหาที่มีต่อเยาวชน รวมถึงการสร้างความเชื่อแบบผิด ๆ จากการเป็นผู้มีอิทธิพลทางความคิดของผู้คนโดยเฉพาะเยาวชน ที่มักเลียนแบบพฤติกรรมต่าง ๆ จากละคร
ยกตัวอย่าง เช่น การถ่ายทอดความรู้ด้านการแพทย์อย่างผิดวิธีหรือไม่สมจริงจนอาจทำให้คนปักใจเชื่อ อย่างภาพของผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้ายในละครที่นอนซมพร้อมแผลเหวอะหวะตามร่างกาย ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงและจะยิ่งทำให้ภาพลักษณ์ที่สังคมมองเห็นผู้ป่วยโรคนี้แย่ลงมากกว่าเดิม หรือการถ่ายเลือดจาดคนสู่คนในทันทีนั้นในความเป็นจริงก็ไม่สามารถทำได้จริง หรือแม้กระทั่งฉากคลาสสิคอย่างการใช้ปากดูดพิษงูออกจากแผลงูกัดก็ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ เพราะหากทำตามนี้อาจยิ่งทำให้อาการหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ
เป็นการยากที่จะปฏิเสธว่าละครส่วนใหญ่ในทุกวันนี้ มีเนื้อหาสุ่มเสี่ยงและล่อแหลมเกินกว่าจะนำมาเผยแพร่ในช่วงเวลาที่มีเด็กและเยาวชนรับชมอยู่ หรืออย่างน้อยควรมีลีลาหรือศิลปะในการถ่ายทอดเนื้อหาผ่านภาพที่ดูแล้วเข้าใจ ดีกว่าต้องให้ผู้ชมรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเมื่อได้เห็นการถ่ายทอดที่ไร้ลีลา แค่เพียงนำเสนอแต่ขาดชั้นเชิงในการถ่ายทอด เพราะในลักษณะของภาพหรือเนื้อหาที่ส่อเสียดล่อแหลม สามารถใช้การถ่ายทอดเชิงสัญลักษณ์เพิ่มชั้นเชิงและความน่าสนใจให้กับละครเองนั้นจะดีกว่า เช่น ฉากร่วมรักของตัวละครที่สามารถหวือหวาได้โดยไม่ต้องสาธยายภาพโดยตรง แต่เป็นการใช้เทคนิคอื่น ๆ สื่อแทน
ในฐานะของผู้มีส่วนรับผิดชอบและขับเคลื่อนความเป็นไปในสังคม การผลิตเนื้อหาที่มีอิทธิพลต่อความสำนึกรู้ของผู้คนควรเป็นไปด้วยความเป็นเหตุเป็นผลและมีที่มาที่ไป และมีแง่มุมที่ครบทุกด้านเพื่อวิจารณญาณที่ดีและความถูกต้องในการรับชม หากเพียงแต่มุ่งเน้นที่จะสนองความแรงเพื่อให้เกิดกระแส กระแสนั้นจะพัดอยู่เพียงชั่วครู่และไม่นานคนก็จะลืม แต่หากสร้างสรรค์ละครน้ำดีเนื้อหาครบถ้วนจรรโลงกระแสการพูดถึงจะยังลอยอบอวลให้พูดถึงในแง่บวกได้อีกนาน






























