
สังคมในโลกออนไลน์ การใช้บริการโซเชียลมีเดียต่าง ๆ อย่างแพร่หลาย เช่น Facebook Twitter Youtube Instagram ฯลฯ ซึ่งฟังก์ชั่นหลัก ๆ คือการแชร์เรื่องราวต่าง ๆ รวมไปถึงการแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ ด้วยเหตุนี้เองการที่เราสามารถพิมพ์อะไรก็ได้ลงไปในช่องทางโซเชียลอย่างอิสระ จึงอาจทำให้เราขาดความพินิจพิเคราะห์ไป
เหตุการณ์ความดราม่าที่เกิดขึ้นบ่อยครั้งในสังคมออนไลน์มักเกิดขึ้นเพราะการแสดงความคิดเห็นที่ใช้ ตรรกะประหลาด กล่าวคือการใช้เหตุผลแบบเพี้ยน ๆ หลุดกรอบออกทะเลไปจากประเด็นหลักของเรื่อง จนไม่สามารถหาบทสรุปได้ ต่างคนต่างใช้ถ้อยคำถกเถียงที่ไร้เหตุและผลรองรับ คล้ายว่าความอิสระในการแสดงออกจะยิ่งทำให้การพูดคุยหลุดกรอบไปมาก
ตรรกะประหลาดที่มักพาลทำให้เกิดดราม่าขึ้นได้มากที่สุดสามารถจำแนกได้ตามนี้
ใคร ๆ เขาก็ทำกัน
ผิดซ้ำเท่ากับถูก คล้ายกับการใช้เหตุผลให้ สิ่งที่ผิดกลายเป็นถูก เกิดการเบี่ยงประเด็นออกจากเรื่องหลัก เช่น อยากส่งลูกเข้าโรงเรียน A ไม่ต้องสอบหรอก ยัดเงินก็เข้าได้เลย ใคร ๆ เขาก็ทำกัน กลายเป็นว่า ใช้เหตุผลส่งเสริมให้เรื่องที่ไม่ปกติกลายเป็นเรื่องธรรมดาที่ชอบธรรมแม้บริบทโดยรวมจะไม่เป็นไปตามนั้น ซึ่งทำให้ไม่สามารถหาบทสรุปที่แท้จริงของประเด็นได้เลย
แย่กว่านี้ก็มีทำไมไม่สนใจ
เป็นการพาหลงประเด็นที่น่าเบื่อหน่ายที่พบเจอได้บ่อยมาก เช่นว่า มีการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวหนึ่งผู้โดนตำรวจจับเพราะดื่มเครื่องดื่มมึนเมาแล้วขับรถ จึงโดนจับเพราะเป็นความผิดตามกฎหมาย แต่มีคนมาแสดงความคิดเห็นแบบประหลาด ว่า ว่างมากเหรอถึงมาตั้งด่านจับแต่คนเมา ทำไมไม่เอาเวลาไปจับยาบ้าหรือฆาตกร เดี๋ยวนะ! การแสดงความเห็นแบบนี้ชวนหลุดประเด็นมาก ๆ เพราะหากมองถึงความเป็นจริง ตำรวจแต่ละฝ่ายก็มีหน้าที่แตกต่างกัน เจ้าหน้าที่ก็ทำงานตามปกติ
ตัดสินทุกอย่างจากประสบการณ์และมุมมองของตัวเอง
เป็นการถกเถียงในประเด็นนั้น ๆ โดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัวมาตัดสินบริบทในประเด็นที่กำลังแสดงความคิดเห็นกันอยู่ เช่น สมัยก่อนฉันก็เลี้ยงลูกทารกด้วยกล้วยบด ฉันเลี้ยงของฉันมาแบบนี้ไม่เห็นว่าลูกฉันจะท้องอืดหรือเป็นอะไร คนไม่เคยมีลูกไม่เข้าใจหรอก เป็นการตัดสินจากสิ่งที่ตนเองพบเจอไม่สนว่าสิ่งที่ตัวเองเชื่อนั้นจะถูกหรือผิดตามหลักความเป็นจริง
ทำไม่ได้ก็อย่าวิจารณ์
เป็นการโต้เถียงที่ไร้มูลและเหตุผลต่ออีกฝ่าย ว่าต้องฝีมือหรือฐานะเท่ากันถึงจะมีสิทธิ์วิจารณ์กันได้ เช่น ฉันว่าอาหารคุณจืดไปหน่อยนะ เพิ่มนั่นนี่นิดหน่อยน่าจะดี จึงถูกโต้กลับด้วยคำว่า ถ้างั้นทำไมไม่ทำเองล่ะ ทำให้ได้อย่างฉันก่อนค่อยมาพูด
โจมตีเรื่องส่วนตัว
บ่อยครั้งที่เมื่อการถกเถียงกันยังหาข้อยุติไม่ได้ จะมีคนเริ่มใช้กลยุทธ์นอกเรื่องเพื่อโจมตีอีกฝ่าย เช่น การเข้าไปส่องโปรไฟล์อีกฝ่ายแล้วหาข้อด้อยมาโจมตี อย่างเรื่องหน้าตาหรือรูปลักษณ์รวมถึงเรื่องส่วนตัว นอกจากจะเป็นการฉุดประเด็นออกทะเลแล้ว ยังเป็นการกระทำที่ไม่ให้เกียรติคนอื่นอีกด้วย
ไม่ชอบก็อย่าอ่านสิ
บางครั้งการแสดงความคิดเห็นมักจะมีคนลงท้ายเสมอว่า ความคิดเห็นส่วนตัว ไม่ชอบก็เลื่อนผ่านไป ซึ่งในโลกออนไลน์มันไม่ใช่แบบนั้น การแสดงความคิดเห็นส่วนตัวบางอย่างอาจจะผิด และไม่แปลกหากจะมีใครเข้ามาชี้แจงต่อความเห็นนั้น ๆ
เชื่อว่ามีแค่ขาวกับดำ
เป็นความเชื่อที่คิดเห็นว่าทางออกของประเด็นมีเพียงแค่สองทาง เช่น คนอยากเลือกตั้งแสดงว่าเป็นเสื้อแดง หรือ ไม่เห็นด้วยกับความคิดของพรรคอนาคตใหม่แสดงว่าเป็น กปปส. ซึ่งหมายความว่าถ้าเธอไม่เชื่ออย่างฉันแสดงว่าเราเป็นศัตรูกัน แต่ในความจริงแล้วการลงความเชื่อหรือหาทางออกมันไม่ได้ครอบคลุมทั้งหมด ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำเท่านั้นแต่ยังมีอีกหลายเฉดสี คนที่ไม่เห็นด้วยกับมติของพรรคหนึ่งอาจจะเห็นด้วยกับมติอื่น ๆ ของพรรคนั้นก็เป็นได้
หลุดโลกไร้กรอบ
ในกระทู้ต่าง ๆ ที่มีผู้คนแสดงความคิดเห็นกัน แน่นอนว่าต้องมีความคิดเห็นประเภทแปลกประหลาดผ่ากลางวง เป็นความคิดเห็นที่ไม่เกี่ยวกับบริบทที่คนกำลังโต้แย้งกันอยู่ ไม่เลยแม้สักนิดเดียว คล้ายเป็นการระบายความอัดอั้นตันใจ หรือแม้กระทั่งการลอกคำพูดหรือบางประโยคต่อ ๆ กันมาวาง
แน่นอนว่าการถกเถียงกันในประเด็นต่าง ๆ ทุกคนล้วนมีความเชื่อและเหตุผลของตัวเอง จะมีทั้งคนที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับประเด็นนั้น ๆ และมีทั้งเหตุผลที่ผิดและถูก สิ่งที่ควรทำคือการแสดงความคิดเห็นกันอย่างมีสติไม่ใช้เหตุผลประหลาดที่จะส่งผลให้ประเด็นหลักนั้นถูกดันออกนอกเรื่อง จนนำไปสู่ความบานปลายชวนปวดหัว






























