ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมาคุณผู้อ่านคงเห็นข่าวที่นักแสดงตลกท่านหนึ่งพุ่งเข้าไปกอดแขกรับเชิญหญิงที่มาถ่ายรายการซึ่งเป็นศิลปินไอดอลอายุเพียง 20 ต้นๆ จนโดนแฟนคลับของน้องวงนั้นรุมถล่มผ่านโซเชียล เล่นเอาพี่เขาต้องรีบขอโทษขอโพย ซึ่งก็โชคดีนะครับที่เรื่องนี้เกิดขึ้นในเมืองไทย ก้มหน้ารับผิดแต่โดยดีก็รอดตัว แต่ถ้าไปทำอย่างนี้กับสมาชิกวงไอดอลหญิงที่ญี่ปุ่น เผลอๆคุณอาจถูกแฟนเพลงที่เรียกตนเองว่า “โอตาคุ” ตามล่าถึงบ้าน หรือเดินข้างถนนดีๆก็ถูกมีดเสียบเอวดับอนาถไปแล้ว
วัฒนธรรมการคลั่งไคล้ไอดอลนั้นในบ้านเราเพิ่งตื่นตัวขึ้นไม่นาน หลังวงเกิร์ลกรุ๊ปชื่อดังของญี่ปุ่นมาตั้งวงสาขาที่เมืองไทย (มีศักดิ์เป็นวงน้องสาว) หลายคนคงเคยเห็นเวลาน้องศิลปินกลุ่มนี้ที่มีสมาชิกถึง 28 คน ไปเล่นคอนเสิร์ตตามที่ต่างๆแล้วพบว่ามีชายฉกรรจ์กลุ่มใหญ่ไปตะโกนส่งเสียงเชียร์ ถือแท่งไฟ เรียกชื่อน้องๆแบบบ้าคลั่งจนคนที่ไม่คุ้นเคยกับวัฒนธรรมเหล่านี้คงคิดว่าไอ้พวกนี้มันเป็นบ้าอะไรกัน มายืนกรี๊ดๆผู้หญิงรุ่นราวคราวหลานหน้าเวที พาลให้ถูกมองในแง่ลบ เป็นโรคจิตใช่ไหม?
คนที่ไม่ได้สนใจเรื่องวงไอดอลมากคงเห็นเป็นเรื่องไร้สาระ แต่หากคุณอยากรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมคลั่งไคล้วงไอดอลที่ลามมาถึงประเทศไทยนั้นว่าเป็นอย่างไร TOKYO IDOLS ของผกก.หญิง เคียวโกะ มิยาเกะ มีคำตอบให้ท่าน (ดูฟรีทาง NETFLIX)

TOKYO IDOLS จะพาคนดูไปรู้จักกับ ริโอะ สาวน้อยวัย 20 ปี ที่เป็นศิลปินไอดอลอันเดอร์กราวด์ของญี่ปุ่น ซึ่งหนังจะเปิดเผยให้เห็นการทุ่มเททำงานหนักของเธออย่างเต็มที่เพื่อก้าวขึ้นเป็นศิลปินนักร้องแถวหน้าทั้งแต่งเพลง, อัดคลิปโปรโมต, แพ็คซีดีส่งเอง, เล่นคอนเสิร์ต ยันปั่นจักรยานไปหาแฟนๆต่างจังหวัด ขณะเดียวกันก็สำรวจเหล่าแฟนคลับของเธอที่มีอยู่จำนวนหนึ่งเรียกว่า “ริโอะ บราเธอร์ส” ซึ่งคนที่เป็นหัวหน้านำเชียร์ก็คือชายแก่อายุ 40 อัพ ไม่มีลูกเมีย ลาออกจากงานมาตามติดน้องริโอะเต็มตัว
นอกจากตัวละครหลักทั้งไอดอลและแฟนคลับ ผกก.มิยาเกะ ยังชักชวนนักวิเคราะห์ในวงการบันเทิงมาแลกเปลี่ยนความเห็นเกี่ยวกับอุตสาหกรรมไอดอลที่ญี่ปุ่น ซึ่งก็ถกเถียงกันมันใช้ได้มีทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย บ้างก็มองว่าไอดอลเหล่านี้คือสัญลักษณ์ทางเพศ เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกผู้ชายที่ล้มเหลวในหน้าที่การงาน ไร้ความสำเร็จในชีวิต จีบสาวไม่ติด เป็น LOSER ในโลกความจริง ส่วนที่เห็นด้วยก็มองว่าทำให้เศรษฐกิจการจับจ่ายของวงการบันเทิงญี่ปุ่นดีขึ้นเพราะแฟนเพลงตัวจริงเหล่านี้จะทุ่มเงินอุดหนุนสินค้าของพวกเธอแบบบ้าคลั่งจนทำให้ศิลปินได้รับคะแนนความนิยมในวงกว้าง กระนั้นยังดีว่าหนังไม่ได้จูงใจหรือชี้นำคนดูว่าสิ่งเหล่านี้มันถูกหรือผิด ดูจบแล้วใช้วิจารณญานกันเอง
ประเด็นที่น่าสนใจมากคือหนังไม่ได้พาเที่ยวดูอุตสาหกรรมไอดอลมากนัก แต่พูดถึง “ความสัมพันธ์” ระหว่างตัวไอดอลกับแฟนคลับ คนที่ไม่ปลื้มวัฒนธรรมนี้คงตั้งคำถามว่าการที่พวกผู้ชายวัยทำงานหรือแก่คราวพ่อยอมทุ่มเงินซื้อซีดีเป็นกระตั้ก, ของที่ระลึก, โปสเตอร์, รูปถ่าย (หรือที่ในวงการเรียกว่า เปย์) หมดเงินเป็นแสนจนไม่เหลือเงินเก็บ พวกเอ็งหวังอะไรบางอย่างอยู่ใช่ไหม อยากได้ไอดอลมาเป็นเมียล่ะสิ แต่แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้คือการแสดงความรักของพวกเขาที่อยากเห็นคนที่ตนเองชื่นชอบประสบความสำเร็จ ได้เป็นสมาชิกแถวหน้า มีชื่อเสียงโด่งดังในวงการบันเทิง
มีประโยคหนึ่งจากหนังที่ให้คำจำกัดความถึง “โอตาคุ” ได้ชัดเจนมากคือ “หากการมีความรักในชีวิตจริงแล้วต้องเสี่ยงถูกทิ้งหรือหักหลัง ผมเลือกที่จะเป็นโอตาคุแบบนี้ดีกว่า เพราะอย่างน้อยพวกเธอจะไม่มีวันทรยศพวกเราแน่นอน” ซึ่งมันสะท้อนให้เห็นว่าพวกเขาก็ถือเป็นแฟนคลับที่ทุ่มเทเพื่อศิลปินที่รักอย่างเต็มที่ (แม้จะรู้สึก weird อยู่บ้างกับบางฉากในหนังที่เห็นกลุ่มโอตาคุไปส่งเสียงเชียร์วงไอดอลเด็กหญิงอายุ 10 ขวบ!!) และหลายคนก็มีสติพอจะรู้ว่าต่อให้เปย์เป็นแสนได้จับแต่แขน พวกเขาก็จะได้รับความรักจากอีกฝ่ายเพียงเพราะต้องการตอบแทนๆแฟนในฐานะ “ไอดอล” หล่อเลี้ยงหัวใจให้มีความสุขชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น ส่วนน้องๆบางคนอาจรู้สึกกระอักกระอ่วนก็ได้ที่เห็นกลุ่มชายฉกรรจ์คราวพ่อมายืนโห่ร้องเรียกชื่อตนหน้าเวที แต่ต้องปั้นหน้ายิ้มขอบคุณไป
สรุปแล้ว TOKYO IDOLS คือหนังที่จะทำให้คุณเข้าใจเหล่า “โอตาคุ” มากขึ้นว่าพวกเขานั้นก็คือ “มนุษย์สามัญชนคนหนึ่ง” ที่มีวิธีการแสดงออกต่อสิ่งที่ชื่นชอบในแบบฉบับไม่เหมือนใคร อาจจะดูเพ้อเจ้อบ้าบอในสายตาคนทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ทำให้ใครเดือดร้อน และหากคุณชอบอะไรสักอย่าง คุณก็คงแสดงความรักต่อสิ่งนั้นอย่างสุดหัวใจเหมือนกัน






























