Home Interview Exclusive Talk : Pump Speed Pump Speed : ย้อนวันวานสมัยเด็กซิ่ง “พีท ทองเจือ” จากพระเอกสู่นักแข่ง

Pump Speed : ย้อนวันวานสมัยเด็กซิ่ง “พีท ทองเจือ” จากพระเอกสู่นักแข่ง

ช่วง Pump Speed จากรายการ World Of Speed ที่จะพาคุณผู้ชมทุกท่านไปพูดคุยแบบ Exclusive กับแขกรับเชิญผู้ซึ่งเกี่ยวข้องกับวงการมอเตอร์สปอร์ต ที่ไม่จำเป็นต้องเป็นนักแข่งเสมอไป ในเทปนี้ สนาม World Of Speed เปิดต้อนรับ “พีท ทองเจือ” ที่ในวันวานหลายคนอาจรู้จักเขาในฐานะพระเอกคนดัง ทว่าในปัจจุบัน เขาก้าวขึ้นสู่การเป็นนักแข่งรถระดับตำนานอีกคนหนึ่งของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยไปแล้ว แถมยังเป็น No.1 ในอีกหลากหลายวงการ ซึ่งจะมาแชร์ประสบการณ์ถึงจุดเริ่มต้นในการลงสู่สนามแข่ง พร้อมเผยเคล็ดลับความหล่ออมตะที่รับรองได้ว่าทำตามกันได้ไม่ยาก!

จุดเริ่มต้นในการเข้าสู่เส้นทางความเร็ว

สำหรับจุดเริ่มต้นแรกในวงการมอเตอร์สปอร์ตของพี่พีทนั้น มาจากการที่คุณพ่อ (คุณภิญโญ ทองเจือ) เป็นหนึ่งในกลุ่มคนกลุ่มแรก ๆ ที่บุกเบิกวงการมอเตอร์สปอร์ตและอุตสาหกรรมยานยนต์ในไทย คือมีส่วนร่วมในการกำเนิดงาน Motor Show การสร้างสนามพีระเซอร์กิต การจัดการแข่งขันแรลลี่เอเชีย และการแข่งขันรถยนต์ตามสนามบิน ร่วมกับบุคคลระดับตำนานของวงการมอเตอร์สปอร์ตไทยอีกหลายคน เช่น ดร.ปราจิน เอี่ยมลำเนา, คุณปรีดา จุลละมณฑล และคุณฉัตรชัย ไชยวัณณ์

ในสมัยนั้น พี่พีทใช้ชีวิตแบบเป็น “เด็กซิ่ง” ในวัยเด็กเติบโตมากับรถยนต์และการแข่งรถ กล่าวคือก่อนที่จะไปเรียนต่อต่างประเทศในวัย 13 ปี เขาใช้ชีวิตอยู่กับรถมาโดยตลอด จึงเกิดเป็นความสนใจและชื่นชอบรถไปโดยปริยาย ถึงอย่างนั้น ตัวเขาในวัยเด็กก็ไม่เคยคาดคิดมาก่อน ว่าสักวันตนเองจะกลายเป็นนักแข่งที่มีชื่อเสียงขนาดนี้

ตำนานรุ่นบุกเบิกของ “วิภาวดีเซอร์กิต”

แน่นอนว่าเมื่อจุดเริ่มต้นของพี่พีทในวงการมอเตอร์สปอร์ต ถูกนับเป็นยุคแรก ๆ ในเมืองไทย เขาจึงทันช่วง “วิภาวดีเซอร์กิต” ซึ่งก็คือตำนานการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบและกลุ่มรถซิ่งบนถนนวิภาวดีรังสิต (ช่วงสุทธิสารถึงลาดพร้าว) ในยุค 1980s ของกรุงเทพมหานคร ที่อาจเรียกได้ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของคอมมูนิตี้สายซิ่งในเมืองไทยเลยก็ว่าได้ เป็นสนามสำหรับทดสอบรถและจุดรวมพลของรถแต่งสวย ๆ รถซิ่งแรง ๆ โดยจะมีกลุ่มวัยรุ่นและผู้คนมารวมตัวกันนับหมื่นคนในแต่ละคืน

ส่วนเส้นทางวิ่งของวิภาวดีเซอร์กิตนั้น จะวิ่งตั้งแต่ช่วงโค้งมหาวิทยาลัยเซนต์จอห์นยาวไปจนถึงสุทธิสารแล้ววนกลับ กลายเป็นสนามทดสอบความเร็วในยุคนั้น นอกจากความชอบแล้ว นี่ยังเป็นเรื่องที่ค่อนข้างใหญ่สำหรับพี่พีท เพราะสามารถไปหาดูรถสวย ๆ รถแรง ๆ ได้ที่นั่น ด้วยความที่เขาอยู่ต่างประเทศเป็นหลัก จึงมักจะได้แวะไปแค่ช่วงซัมเมอร์ที่ได้กลับมาจากต่างประเทศเท่านั้น นี่คือความภูมิใจหนึ่งของคนที่ได้ชื่อว่าเติบโตมากับวิภาวดีเซอร์กิต

รถที่พีทเลือกใช้ในสนามแข่งนั้น เป็นรถที่ซื้อเอง พี่พีทเลือกขับ Mazda RX-7 (เจนเนอเรชัน 2 รหัสตัวถัง FC3S) เหตุผลก็คือ ชื่นชอบเครื่องยนต์โรตารี่เป็นพิเศษ ซึ่งมีความแตกต่างจากเครื่องลูกสูบทั่วไปที่เป็นเครื่องสี่จังหวะ โดยคาแรกเตอร์ของเครื่องโรตารี่นั้นเป็นเครื่องยนต์ขนาดเล็ก โรเตอร์หนึ่ง 654 ซีซีเท่านั้น มี 2 โรเตอร์ รวมแล้วก็คือประมาณ 1,308 ซีซี ทว่ารอบเครื่องขึ้นไวมาก สามารถทำรอบได้เกือบหมื่นรอบต่อนาที จึงเป็นเครื่องสองจังหวะที่ชอบอัตราเร่ง ชอบการเหวี่ยงของรอบที่ขึ้นเร็ว ขึ้นแรง และมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดี

การก้าวสู่สนามแข่งจริง และการคว้าแชมป์แรก

แรกเริ่มพี่พีทอาจเป็นเพียงนักซิ่งตัวตึงบนท้องถนน โดยการก้าวสู่สนามแข่งจริง ๆ เป็นครั้งแรก เกิดขึ้นที่พีระเซอร์กิต สำหรับเขาแล้วมันมีความแตกต่างกันมากพอสมควร การแข่งขันจริงครั้งแรก เริ่มมาจากการได้เห็นรถ Formula 150 จากอู่วิกรม บวกกับการเปิดอ่านนิตยสารรถยนต์ ซึ่งมักจะลงผลการแข่งขัน ลงเวลาของรถแต่ละคันว่าในรุ่นนี้ทำเวลาต่อรอบเท่าไร จึงเกิดความสงสัยว่ารถเล็กนิดเดียวแต่ทำไมถึงเร็วกว่ารถยนต์ทั่วไป เลยตามไปดูรถ Formula 150 ที่อู่วิกรม ก็รู้สึกทึ่งเป็นอย่างมาก รถจะมีลักษณะเหมือนรถโกคาร์ทแต่คันใหญ่กว่าเล็กน้อย จึงตัดสินใจลองลงแข่งขัน

การลงแข่งด้วยรถ Formula 150 ในปีแรก เขาก็สามารถทำผลงานเข้าตาและสามารถคว้าแชมป์ประเทศไทย รุ่น Formula 150 ได้ทันทีตั้งแต่ฤดูกาลแรก ทำให้เขาก้าวขึ้นแท่นดาวรุ่งมาแรงในยุคนั้น จากนั้นในปีที่ 2 ก็ถูกผลักดันให้ขึ้นไปแข่ง Thailand Touring Car สังกัดทีม Singha National Panasonic ของอาประเสริฐ อภิปุญญา ซึ่งสนับสนุนโดย Total ทีมเมทเป็น “พี่วัว-ณัฐวุฒิ เจริญสุขะวัฒนะ” ที่ขับรถ Honda EF แต่งสเปก Mugen ข้างรถเป็นรูปเทพเจ้าอพอลโล และเป็นรถนอกทั้งคัน ก่อนที่ต่อมาจะถูกซื้อตัวให้ย้ายไปอยู่ทีม Spoon Sports สำนักแต่งรถชื่อดังของญี่ปุ่น ในเวลานั้นเขามีรถ 2 คัน คือเบอร์ 95 และ 96 มีทีมเมทคือ “พี่ช้าง-ทัชชะ ชัยปราณี” ที่ปัจจุบันเป็นนายกสมาคม Porsche Club Thailand

และหากย้อนพูดถึงกลุ่มนักแข่งระดับท็อปที่ขับเคี่ยวกันมาในยุคนั้น หลายคนยังเป็นนักแข่งอยู่ในปัจจุบันและขึ้นแท่นเป็นยอดฝีมือ เช่น “คุณจั้ม-กรัณฑ์ ศุภพงษ์” “คุณเอ๋-ชนม์สวัสดิ์ อัศวเหม” “คุณอิ๊ก-อาภาธร กรรณสูต” “คุณออฟ-หทัย ไชยวัณณ์” และยังมีอีกหลายท่านที่เติบโต ร่วมแข่ง ร่วมสนุก และผ่านสมรภูมิสนามแข่งมาด้วยกัน

ขณะเดียวกัน สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ลูก ๆ ของพี่พีทเองก็เดินตามรอยคุณพ่อ โลดแล่นอยู่ในวงการมอเตอร์สปอร์ต สำหรับบทบาทปัจจุบันของพี่พีทต่อลูก ๆ นั้น นอกจากเป็นบอดี้การ์ดกับคนขับรถ ยังทำหน้าที่เป็น Spotter คอยดูแลและสื่อสารผ่านวิทยุสื่อสารให้กับน้องมิย่าและน้องโรเตอร์ ทองเจือ

ในส่วนของน้องโรเตอร์ หากต้องใส่ Radio Control พี่พีทจะให้ทีมแข่งเป็นคนจัดการ ตั้งแต่สมัยที่น้องโรเตอร์ยังแข่งคาร์ทเยาวชน น้องเติบโตและขับรถแข่งด้วยตัวเองมานานหลายปี จนแทบไม่ต้องสอนหรือแนะนำอะไรเพิ่มเติม การใส่ Radio Control ของน้องโรเตอร์ ส่วนใหญ่จะเพื่อส่งสัญญาณบอกเวลาต่อรอบเท่านั้น นอกนั้นน้องเป็นคนตัดสินใจเองทั้งหมด แต่สำหรับน้องมิย่า พี่พีทยังคอยช่วยอยู่บ้าง

การวางตัวเองในฐานะนักแข่งรับจ้าง

ในปัจจุบัน พี่พีทยังคงลงแข่งอยู่บ้างตามที่สปอนเซอร์สนับสนุน ทว่าอะไรหลาย ๆ อย่างมันเปลี่ยนไป คือมีมุมมองว่าการแข่งขันในช่วงหลัง ๆ ทุกอย่างคือโบนัส และอิ่มตัวกับการเป็นนักแข่งแล้ว เพียงแต่ทางสปอนเซอร์ยังคงให้โอกาสและยังไม่ยอมให้หยุดแข่ง แม้จะเคยเสนอให้ทางสปอนเซอร์โอนงบสนับสนุนไปให้น้องโรเตอร์ทั้งหมด แต่สปอนเซอร์ยังคงอยากให้พี่พีทลงแข่งขันเอง เพื่อตอบโจทย์กลยุทธ์การตลาดและการโปรโมตผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสม

ทว่าสำหรับพี่พีท ยอมรับว่าในปัจจุบัน ตนเองไม่ได้วิ่งในสิ่งที่อยากจะวิ่ง และไม่ได้ทำในสิ่งที่ต้องการเท่าไรแล้ว ที่ทำอยู่คือการฟังแผนการตลาดของสปอนเซอร์ว่าจะทำอะไรในแต่ละฤดูกาล จะโปรโมตผลิตภัณฑ์ตัวไหน จากนั้นถึงนำเสนอรุ่นที่เหมาะกับผลิตภัณฑ์หรือแผนการตลาด เพื่อให้ทางสปอนเซอร์ได้ประโยชน์สูงสุด ส่วนตัวพี่พีทเองก็เหมือนกับเป็นนักแข่งรับจ้างที่ทำหน้าที่เป็นนักแข่งธรรมดา ไม่มีสิทธิพิเศษ มีเพียงประสบการณ์ และความสามารถในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับทีมแข่งหรือสินค้าต่าง ๆ ได้

ประสบการณ์ลี้ลับหลังพวงมาลัย “โหมด Auto-Pilot” ที่สนามพีระ

เนื่องจากตัวพี่พีทเองสนใจศึกษาเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ และเป็นคนที่ค่อนข้างสายมูพอสมควร จึงอาจจะมีเรื่องราวที่ดูเหมือนจะเหนือธรรมชาติอยู่สักหน่อยเกิดขึ้น เป็นเหตุการณ์ประหลาดที่เกิดขึ้นระหว่างขับรถแข่งที่สนามพีระเซอร์กิต สนามแข่งที่เต็มไปด้วยความเร็วและความท้าทาย

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ปกติแล้วในระหว่างขับรถ พี่พีทจะรู้ว่าตนเองต้องทำอะไรบ้าง ซึ่งทุกอย่างมันจะเป็นขั้นเป็นตอนของมัน ทว่าในจังหวะที่กำลังขับรถไปตามขั้นตอนแบบที่เคย จู่ ๆ ก็เกิดอาการเหมือนถอดจิตได้ กล่าวคือมองเห็นตัวเองกำลังขับรถอยู่ด้วยสายตาของบุคคลภายนอก เห็นร่างกายของตัวเองบังคับพวงมาลัย เลี้ยวเข้าโค้ง เหยียบเบรก และเปลี่ยนเกียร์ ทุกอย่างทำงานไปเองแบบอัตโนมัติ (Auto-Pilot) ต่อเนื่องยาวนานประมาณ 30-40 วินาที ตอนแรกก็รู้สึกแปลกใจและไม่เชื่อ จึงพยายามมองตัวเองสลับกับมองทางว่าสิ่งที่เห็นมัน sync กันอยู่หรือไม่ ก่อนที่จะกลับไปสู่จุดเดิม

จากนั้น เขาได้นำเรื่องนี้ไปปรึกษาครูบาอาจารย์ที่เคารพ 2-3 ท่าน ได้รับคำอธิบายว่าเป็นเรื่องของสมาธิที่สะสมจนถึงจุดสูงสุด คล้ายการปฏิบัติธรรมหรือวิปัสสนา ทำให้เกิดการแยกขันธ์และเห็นกระบวนการทำงานตามธรรมชาติของร่างกาย จึงตระหนักได้ว่านี่ไม่ใช่ความสามารถพิเศษหรือเรื่องลี้ลับน่ากลัวอะไรเลย และหลังจากนั้นก็เรียนรู้ที่จะดึงสมาธิในลักษณะดังกล่าวมาปรับใช้ในการทำงานอยู่เสมอ

บอกได้เลยว่า Pump Speed ในเทปนี้ เต็มอิ่มไปกับเรื่องราวหลังพวงมาลัยของพระเอกในวันวาน ที่ก้าวขึ้นมาเป็นนักแข่งระดับตำนานในวันนี้ของ “พีท ทองเจือ” ผู้ที่ไปสุดทุกทางที่ตนเองสนใจ ใครจะคิดว่าแค่โตมากับรถจะกลายเป็นนักแข่งที่คว้าแชมป์ประเทศไทยได้ตั้งแต่ลงสนามครั้งแรก! ส่วนเคล็ดลับการคงไว้ซึ่งความหล่อที่เกริ่นไว้ในตอนต้นนั้น พี่พีทกระซิบว่าตนเองนั้นไม่ดื่มแอลกอฮอล์ และให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองอยู่เสมอ ทั้งร่างกายที่เลือกกินแต่ของดี ๆ และจิตใจที่พยายามไม่แบกความเครียดไว้กับตัวนั่นเอง