เป็นที่ทราบกันดีว่าในเดือนธันวาคมที่จะถึงนี้ เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ประชาชนชาวไทยจะได้ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 15-19 ธันวาคม 2569
พระราชพิธีครั้งนี้มีความสำคัญทั้งในด้านโบราณราชประเพณี สถาปัตยกรรมไทย และงานช่างศิลปกรรมชั้นสูง โดยเฉพาะการก่อสร้างพระเมรุมาศ การจัดริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศ ตลอดจนขั้นตอนต่าง ๆ ที่ดำเนินไปตามแบบแผน เนื่องจากพระราชพิธีอันเกี่ยวเนื่องกับพระบรมศพถือเป็นการถวายพระเกียรติยศสูงสุดตามโบราณราชประเพณี นอกจากนี้ ยังมีการฝึกซ้อมริ้วขบวนในพื้นที่จริง ซึ่งจะส่งผลต่อการจราจรในกรุงเทพฯ ชั้นในในช่วงเวลาต่าง ๆ ประชาชนจึงควรติดตามกำหนดการและเตรียมวางแผนการเดินทางล่วงหน้า ดังนั้น ก่อนถึงวันงานพระราชพิธี Tonkit360 ได้ลองรวบรวมเรื่องน่ารู้ต่าง ๆ เกี่ยวกับพระราชพิธีในครั้งนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “พระเมรุมาศ” และ “ริ้วขบวนพระราชอิสริยยศ” ว่าเป็นอย่างไร
หมายกำหนดการพระราชพิธี
ตามหมายกำหนดการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แม้จะยังไม่มีประกาศจากราชกิจจานุเบกษา แต่มีข้อมูลที่เผยแพร่โดยหน่วยงานภาครัฐ มีกำหนดจัดพระราชพิธีระหว่างวันที่ 15-19 ธันวาคม 2569 โดยแต่ละวันมีขั้นตอนสำคัญแตกต่างกัน ดังนี้
วันอังคารที่ 15 ธันวาคม 2569
- เวลา 17.00 น. พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท เป็นพระราชพิธีที่จัดขึ้นก่อนวันถวายพระเพลิงพระบรมศพ
วันพุธที่ 16 ธันวาคม 2569
- เวลา 07.00 น. อัญเชิญพระโกศพระบรมศพออกจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปยังพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง โดยริ้วขบวนที่ 1, 2 และ 3
- เวลา 16.30 น. พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
วันพฤหัสบดีที่ 17 ธันวาคม 2569
- เวลา 08.00 น. พระราชพิธีเก็บพระบรมอัฐิ ณ พระเมรุมาศ ท้องสนามหลวง จากนั้นอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง โดยริ้วขบวนที่ 4
วันศุกร์ที่ 18 ธันวาคม 2569
- เวลา 17.00 น. พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมอัฐิ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท
วันเสาร์ที่ 19 ธันวาคม 2569
- เวลา 10.00 น. พระราชพิธีเลี้ยงพระ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท โดยริ้วขบวนที่ 5
- เวลา 17.00 น. พระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศวิหาร โดยริ้วขบวนที่ 6
ซึ่งในการนี้ พระโกศพระบรมอัฐิสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะได้รับการอัญเชิญขึ้นประดิษฐานเคียงข้างพระโกศพระบรมอัฐิพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ส่วนพระบรมราชสรีรางคารจะบรรจุเคียงข้างพระบรมราชสรีรางคารของพระองค์เช่นกัน ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศวิหาร
พระเมรุมาศของสมเด็จพระพันปีหลวง
พระเมรุมาศ คือสถาปัตยกรรมชั่วคราวที่สร้างขึ้นเพื่อใช้ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นสูง คำว่า “เมรุ” มีที่มาจากเขาพระสุเมรุ ซึ่งตามคติจักรวาลวิทยาของศาสนาพราหมณ์และพุทธศาสนา ถือเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ส่วนคำว่า “มาศ” หมายถึงทองคำ ดังนั้น พระเมรุมาศจึงมีความหมายเชิงสัญลักษณ์ถึงเขาพระสุเมรุอันเป็นศูนย์กลางจักรวาล สอดคล้องกับคติความเชื่อเรื่องการเสด็จสู่สวรรคาลัยของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์
ส่วนคำว่า “พระเมรุ” เป็นคำเรียกสถาปัตยกรรมสำหรับประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระศพพระบรมวงศานุวงศ์บางพระองค์ โดยการใช้คำว่าพระเมรุหรือพระเมรุมาศขึ้นอยู่กับพระอิสริยยศและโบราณราชประเพณี นอกจากพระเมรุมาศองค์ประธานแล้ว บริเวณโดยรอบยังมีสิ่งปลูกสร้างและองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมอีกหลายส่วน ซึ่งทำหน้าที่รองรับขั้นตอนต่าง ๆ ของพระราชพิธี
จะเห็นว่าพระเมรุมาศเป็นงานสถาปัตยกรรมที่รวบรวมความรู้ด้านช่างไทยไว้หลายแขนง ทั้งงานสถาปัตยกรรม งานปูนปั้น งานไม้ งานประดับกระจก งานลงรักปิดทอง และงานประติมากรรม โดยรูปแบบการออกแบบยึดหลักคติความเชื่อเรื่องจักรวาลตามแบบแผนโบราณราชประเพณี
ข้อมูลจากเว็บไซต์ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ให้ข้อมูลเกี่ยวกับองค์ประกอบที่สำคัญของพระเมรุมาศหรือพระเมรุ ที่สร้างขึ้นสำหรับใช้ในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพหรือพระศพ มีองค์ประกอบที่สำคัญ ดังนี้
ส่วนองค์ประกอบพระเมรุมาศ
- พระเบญจา เป็นพระแท่นทำเป็นฐานช้อนขึ้นไป 5 ชั้น ใช้วางพระบรมโกศ หรือวางเครื่องประกอบพระราชอิสริยยศเจ้านายชั้นสูง และพระสงฆ์ทรงสมณศักดิ์ หรือสำหรับประดิษฐานบุษบกพระพุทธรูป
- พระจิตกาธาน หมายถึง เชิงตะกอน หรือฐานที่ทำขึ้นสำหรับพระราชทานเพลิงพระบรมศพ ประกอบด้วยแท่นฐานสำหรับเผาทรงสี่เหลี่ยม ภายในใส่ดินเสมอปากฐานสำหรับวางฟืน เรียกว่า เรือนไฟ ส่วนที่อยู่เหนือเรือนไฟเป็นตารางเผา และชั้นเรือนยอด ประดับตกแต่งด้วยกระดาษสี และเครื่องสดสำหรับเป็นเครื่องกันไฟ
- ฉากบังเพลิง หมายถึง เครื่องกั้นในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ มีลักษณะเป็นฉากพับได้ติดไว้ที่เสาพระเมรุทั้ง 4 ด้าน เมื่อจะใช้งานจึงดึง หรือคลี่ฉากที่พับไว้เพื่อบังจิตกาธาน ฉากบังเพลิงนี้ เมื่อนายช่างกำหนดขนาดให้เหมาะสมแก่พระเมรุมาศแล้ว จิตรกรผู้สร้างสรรค์งานจิตรกรรมก็จะออกแบบลวดลายที่เคยยึดถือเป็นประเพณี คือ ลายเทวดา และวิมาน
- ซ่าง หรือ สำส้าง เป็นสิ่งปลูกสร้างรูปทรงบุษบก สร้างขึ้นตามมุมทั้ง 4 ของพระเมรุมาศ ใช้เป็นที่สำหรับพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรม ตลอดงานพระเมรุ โดยมีพระพิธีธรรม 4 สำรับ นั่งอยู่ประจำซ่าง และจะผลัดกันสวดทีละซ่างเวียนกันไป
- หอเปลื้อง ทรงบุษบก 4 องค์ ตั้งอยู่รอบนอกสุดขอบพระเมรุมาศ ใช้เป็นที่เก็บพระโกศทองใหญ่ พระโกศจันทน์ และเครื่องอุปกรณ์สำหรับพระราชพิธี เช่น ฟืน ดอกไม้จันทน์ ขันน้ำ
ส่วนอาคารประกอบพระเมรุมาศ
- ซาลา ส่วนของพื้นดินที่ยกระดับและปูพื้นผิวเรียบด้วยวัสดุปูพื้น ซาลามักทำเป็นบริเวณกว้าง และเชื่อมต่อกับอาคาร หรืออยู่ระหว่างหมู่อาคาร บางครั้งเรียก “ชาน”
- พระที่นั่งทรงธรรม เป็นอาคารอยู่ทางทิศตะวันตกองค์พระเมรุมาศ สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ ประทับทรงธรรมในพระราชพิธีบำเพ็ญพระราชกุศลออกพระเมรุ และเป็นที่สำหรับพระราชอาคันตุกะ คณะองคมนตรี คณะรัฐมนตรี ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ทั้งทหารและพลเรือน สมาชิกรัฐสภา ตลอดจนคณะทูตานุทูต ผู้แทนศาสนา และข้าราชบริพารผู้ใหญ่ เฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท มีลักษณะเป็นอาคารโถง หลังคาจัตุรมุข ยกพื้นสูง หลังคาจั่วมีกันสาดปีกนก ด้านหน้า และด้านข้างต่อเป็นหลังปะรำเพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้สอย
- ศาลาลูกขุน ลักษณะเป็นอาคารโถง ทรงไทย ชั้นเดียว ตั้งอยู่ 4 ทิศ ใช้สำหรับเป็นที่เฝ้าฯ ของบรรดาข้าราชการ ซึ่งในมณฑลพิธีมี 6 หลัง นอกมณฑลพิธี 5 หลัง
- คด เป็นระเบียงล้อมรอบพระเมรุมาศ เป็นที่นั่งของเจ้าหน้าที่ผู้มาร่วมงาน
- ทับเกษตร เป็นอาคารโถงทรงไทยจำนวน 8 หลัง มีเครื่องยอดมณฑป 3 ชั้นตั้งอยู่ 4 มุมของพื้นที่ แสดงแนวอาณาเขตมณฑลพิธี สร้างติดแนวรั้วราชวัติ เสมือนเป็นระเบียงล้อมรอบพระเมรุมาศ ประดับตกแต่งลวดลายไทย ใช้เป็นที่นั่งพักของข้าราชการที่มาเฝ้า ฯ รับเสด็จ และร่วมพระราชพิธี ส่วนกลางทับเกษตรเป็นอาคารยอดมณฑป ชั้นเชิงกลอน ประดับด้วยซุ้มบันแถลง และนาคปักที่มุมทั้งสี่ บนหลังคาอาคารส่วนที่เป็นปีกทั้งสองด้านประดับฉัตรผ้าทองแผ่ลวด
- ทิม เป็นที่พักสำหรับพระสงฆ์ แพทย์หลวง และเจ้าพนักงาน และเป็นที่ประโคมปี่พาทย์ประกอบพระราชพิธี อยู่ติดแนวรั้วราชวัติ เป็นอาคารชั้นเดียว หลังคาทรงจั่วภควัม ซึ่งเป็นแบบลายมาตรฐานในอาคารประกอบพระเมรุมาศ
- พลับพลายก เป็นโถง ใช้สำหรับพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงรอรับส่งพระบรมศพขึ้นราชรถ
ส่วนองค์ประกอบของสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างภายในมณฑลพิธี
สำหรับพื้นที่บริเวณที่ใช้สร้างพระเมรุมาศ และใช้ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เรียกว่า มณฑลพิธี ในที่นี้ คือมณฑลพิธีท้องสนามหลวง ซึ่งในอดีตนอกจากจะใช้ประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพแล้ว ยังใช้ประกอบพระราชพิธีอื่น ๆ ด้วย ซึ่งมณฑลพิธีท้องสนามหลวงนี้ใช้มาตั้งแต่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช โดยมีชื่อเรียกในครั้งนั้นว่า “ทุ่งพระเมรุ”
องค์ประกอบของสถาปัตยกรรมและสิ่งปลูกสร้างภายในมณฑลพิธี ประกอบด้วย องค์พระเมรุมาศ สร้างขึ้นตรงกลางมณฑลพิธี ตามคติการเป็นศูนย์กลางของโลกและจักรวาล รายล้อมด้วยพระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน พลับพลายก หอเปลื้อง ช่าง ทับเกษตร ทิม คด ชั้นนอกสุดล้อมรอบด้วยราชวัติ คือแนวรั้วกำหนดขอบเขตของมณฑลพิธี ประดับตกแต่งด้วยฉัตรและธงเป็นระยะ ๆ
องค์ประกอบดังกล่าว มีที่มาจากคติความเชื่อเรื่องโลกและจักรวาล ปรากฏอยู่ในไตรภูมิพระร่วง โดยอธิบายว่า โลกและจักรวาลมีลักษณะเป็นวงกลม มีเขาพระสุเมรุเป็นศูนย์กลางของจักรวาล ใต้เขาพระสุเมรุเป็นเมืองอสูร บนเขาพระสุเมรุเป็นสวรรค์ชั้นดาวดึงส์ มีไพชยนต์ปราสาทอยู่กลางเมือง เขาพระสุเมรุรายล้อมด้วยทะเล 7 ชั้น เรียกว่า ทะเลสีทันดร สลับด้วยภูเขา 7 ลูก เรียกว่า สัตตบริภัณฑ์ หรือ สัตตภัณฑ์ ถัดออกมาเป็นมหาสมุทรทั้ง 4 และทวีปทั้ง 4 กลางทะเลมีเกาะอยู่ 2,000 เกาะ มนุษย์เราอาศัยอยู่ในชมพูทวีปอันเป็นที่ตั้งของป่าหิมพานต์ ชั้นนอกสุดเป็นกำแพงจักรวาล ล้อมรอบเป็นเขตสุดขอบจักรวาลคติความเชื่อดังกล่าวเป็นที่มาของการก่อสร้างพระเมรุมาศ อันมีปริมณฑลรายล้อมด้วยสิ่งก่อสร้างอื่น ๆ เป็นการจำลองโลก และจักรวาล โดยมีองค์พระเมรุมาศเป็นเสมือนเขาพระสุเมรุ ศูนย์กลางของจักรวาล ส่วนอาคารรายล้อม คือ สิ่งที่รายล้อมจักรวาล ซึ่งอาจจะมีสิ่งก่อสร้างบางอย่างสร้างเพิ่มขึ้นตามประโยชน์ใช้สอย
พระเมรุมาศของสมเด็จพระพันปีหลวง
ข้อมูลจากเว็บไซต์ Thailand.go.th ซึ่งเป็นเว็บไซต์กลางของรัฐบาลไทย ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบพระเมรุมาศ เนื่องในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ว่ากรมศิลปากรเป็นหน่วยงานหลักในการออกแบบและก่อสร้างพระเมรุมาศและอาคารประกอบ
สำหรับการออกแบบพระเมรุมาศ กรมศิลปากรได้ยึดหลักการออกแบบพระเมรุมาศให้ถูกต้อง ตามโบราณราชประเพณี และมีความงดงามทางรูปแบบศิลปกรรม ทั้งสื่อแนวคิดซึ่งสะท้อนถึงพระราชจริยวัตร และพระมหากรุณาธิคุณต่อพสกนิกรชาวไทย
ส่วนยอดเป็นทรงมงกุฎแปลง ตามอย่างเครื่องศิราภรณ์ของเจ้านาย ประกอบด้วยหลังคาซ้อน 7 ชั้นเชิงกลอนเสมอด้วยพระมหาปราสาทในพระบรมมหาราชวัง ส่วนปลียอดเป็นรูปพรหมพักตร์สื่อถึงการเสด็จสู่พรหมโลกหลังการสวรรคต และสื่อถึงพระราชสมัญญา “แม่ของแผ่นดิน” ที่ทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ เสมือนมารดาดูแลรักษาบุตร จึงอาจกล่าวได้ว่าทรงเป็นดังพรหมของบุตรคือ พสกนิกรชาวไทยทั้งปวง
- รูปแบบทางสถาปัตยกรรมของพระเมรุมาศ มีแผนผังเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทรงปราสาท กว้าง 47.30 เมตร ยาว 50.07 เมตร ความสูงจากพื้นลานจนถึงยอดฉัตร 41.14 เมตร ออกมุข 4 ด้าน ตั้งอยู่เหนือฐานชาลา 2 ชั้น ที่ตกแต่งด้วยรูปเทวดา สื่อถึงการเสด็จสู่สวรรคาลัย ฐานพระเมรุมาศ ประดับด้วยประติมากรรมรูปยักษ์ ลิง ตัวละครในรามเกียรติ์ ตามแบบโขนพระราชทาน และปลูกบัวโดยรอบ
- สีและลวดลายเอกลักษณ์ หลังคาสีฟ้าหม่น ซ้อน 7 ชั้นเชิงกลอน สลับสีปีกแมลงทับ หน้าบันแต่ละด้าน ประดับอักษรพระนามาภิไธย ส.ก. บนพื้นสีฟ้า เป็นสีประจำวันศุกร์ ซึ่งเป็นวันพระราชสมภพ พื้นหลังสีชมพู ซึ่งเป็นสีแห่งศรีของวันพระราชสมภพ
- ยอดพระเมรุมาศ ที่ยอดบนสุดของพระเมรุมาศประดับนพปฎลมหาเศวตฉัตร หรือฉัตร 9 ชั้น เพื่อแสดงถึงพระบรมราชอิสริยยศชั้นสูงสุด
- พระจิตกาธาน เป็นไม้แกะสลัก ประดับด้วยปีกแมลงทับ โดยมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ
- ผ้าม่านและผนังภายใน รูปแบบลายผ้าโบราณ ผูกลายด้วยดอกไม้พระราชทานนาม “ควีนสิริกิติ์” เช่น กุหลาบ แคทลียา ดอนญ่า ดอกบัว
- ซุ้มหน้าบัน จัดสร้างในลักษณะซุ้มหน้านาง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรูปทรงมงกุฎ และสร้อยพระศอที่เคยทรงขณะดำรงพระชนมชีพ ส่วนลายประกอบสำหรับตกแต่งพระเมรุมาศได้รับแรงบันดาลใจมาจากพรรณไม้ต่าง ๆ ที่เนื่องด้วยพระนาม “สิริกิติ์”
- ฉากบังเพลิง จิตรกรรมรูปนางฟ้า เทพธิดาทรงเครื่องชุดไทยพระราชนิยม ที่ทรงสร้างสรรค์ไว้ 8 แบบ จัดปักโดยฝีมือช่างสถาบันสิริกิติ์ ซึ่งถือกำเนิดจากพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
- ภูมิทัศน์โดยรอบพระเมรุมาศ จัดวางตามแนวคิดภูมิจักรวาล ประดับด้วยสระทรงกลม รายรอบด้วยรูปสัตว์หิมพานต์ และตัวละครจากเรื่องรามเกียรติ์ สื่อถึงพระราชกรณียกิจการอนุรักษ์การแสดงโขน นอกจากนั้น ยังมีสิ่งปลูกสร้างประกอบพระเมรุมาศ ได้แก่ พระที่นั่งทรงธรรม ศาลาลูกขุน ทับเกษตร และทิม สำหรับเป็นที่ประทับ และรับรองทูตานุทูต ตลอดจนแขกที่ได้รับเชิญเข้าร่วมพระราชพิธี
- พระโกศพระบรมอัฐิ ทำด้วยทองคำลงยาราชาวดีประดับรัตนชาติ รูปทรง 8 เหลี่ยม ยอดทรงมงกุฎ ตามรูปแบบที่สืบทอดมาแต่โบราณ
- เครื่องสังเค็ด นอกจากนั้น ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดสร้างเครื่องสังเค็ดสำหรับพระราชทานไปยังพระอารามหลวงและศาสนสถานต่าง ๆ ซึ่งประกอบด้วย โต๊ะหมู่ ตู้หนังสือ โต๊ะทำงานพร้อมชั้นหนังสือและเก้าอี้ จัดสร้างจำนวน 4 แบบ และโคมไฟ ซึ่งได้รับพระราชทานพระบรมราชวินิจฉัย และพระราชทานพระบรมราชานุมัติ ให้ดำเนินการจัดสร้างเรียบร้อยแล้ว
สำหรับความคืบหน้าในการก่อสร้างพระเมรุมาศ เสร็จสิ้นไปแล้วประมาณ 95% โดยงานโครงสร้างเสร็จสิ้นแล้ว และกำลังอยู่ในขั้นตอนงานศิลปกรรมและงานตกแต่ง
ริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศทั้ง 6 ขบวน
ข้อมูลจาก คณะกรรมการฝ่ายประชาสัมพันธ์งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ให้ความรู้เกี่ยวกับ ริ้วขบวนพระราชอิสริยยศตามโบราณราชประเพณี
การอัญเชิญพระบรมศพจากพระมหาปราสาทไปสู่พระเมรุมาศ หรืออัญเชิญพระบรมอัฐิจากพระเมรุมาศมาสู่พระบรมมหาราชวัง พระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุหรือลอยพระอังคาร ตามโบราณกาลจะอัญเชิญไปด้วยขบวนพระราชอิสริยยศ ซึ่งเรียกว่า “ริ้วขบวน” ซึ่งในแต่ละริ้วขบวนมีคนหาม คนฉุดชักจำนวนมาก พร้อมด้วยเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศ ได้แก่ เครื่องสูง พระกลด บังสูรย์ พัดโบก บังแทรก พุ่มเงิน พุ่มทอง จามร พระอภิรุมชุมสาย แวดล้อมตามพระราชฐานันดรศักดิ์แห่งพระบรมศพ หรือพระศพนั้น ๆ พรั่งพร้อมด้วยเครื่องประโคม เช่น สังข์แตร ปี่ กลองชนะ พร้อมสรรพด้วยโขลนพลโยธาแห่นําตามแซงเสด็จทั้งคู่แห่ คู่เคียง เป็นจํานวนมาก ซึ่งจะเข้าขบวนและเคลื่อนขบวนไปอย่างมีระเบียบและสง่างาม
การจัดริ้วขบวนเครื่องประกอบพระบรมราชอิสริยยศในพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ เป็นสิ่งที่สำคัญ จึงต้องบูรณะและตกแต่งราชรถ รวมทั้งราชยาน คานหาม ให้พร้อมสำหรับการอัญเชิญพระบรมศพ พระบรมอัฐิ และพระบรมราชสรีรางคาร รวมทั้งซักซ้อมการเคลื่อนขบวนให้งดงามประหนึ่งราชรถเคลื่อนบนหมู่เมฆส่งเสด็จสู่สรวงสวรรค์
สำหรับพระราชพิธีครั้งนี้ มีริ้วขบวนที่เกี่ยวข้องรวม 6 ขบวน เรียงตามลำดับพระราชพิธี ได้แก่
ริ้วขบวนที่ 1 อัญเชิญพระบรมโกศด้วยพระยานมาศสามลำคาน
เริ่มต้นจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ภายในพระบรมมหาราชวัง อัญเชิญพระบรมโกศด้วยพระยานมาศสามลำคาน เคลื่อนออกทางประตูเทวาภิรมย์ ผ่านถนนมหาราชและถนนท้ายวัง ไปยังบริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม เพื่อเตรียมอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถในริ้วขบวนถัดไป
ริ้วขบวนที่ 2 อัญเชิญพระบรมโกศด้วยพระมหาพิชัยราชรถ
เริ่มจากบริเวณหน้าวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม โดยอัญเชิญพระบรมโกศขึ้นประดิษฐานบนพระมหาพิชัยราชรถ เคลื่อนผ่านถนนสนามไชยและถนนราชดำเนินใน มุ่งหน้าไปยังพระเมรุมาศ ณ ท้องสนามหลวง ถือเป็นริ้วขบวนสำคัญที่ใช้พระมหาพิชัยราชรถ ซึ่งเป็นราชรถองค์ใหญ่สำหรับอัญเชิญพระบรมศพ
ริ้วขบวนที่ 3 อัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐานบนราชรถปืนใหญ่
เมื่อถึงบริเวณพระเมรุมาศ จะมีการอัญเชิญพระบรมโกศประดิษฐานบนราชรถปืนใหญ่ เวียนรอบพระเมรุมาศ 3 รอบ ก่อนอัญเชิญขึ้นประดิษฐานบนพระจิตกาธาน เพื่อประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ
ริ้วขบวนที่ 4 อัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารกลับสู่พระบรมมหาราชวัง
ภายหลังพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ในวันรุ่งขึ้นจะมีการเก็บพระบรมอัฐิและอัญเชิญกลับเข้าสู่พระบรมมหาราชวัง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท โดยใช้พระที่นั่งราเชนทรยานสำหรับอัญเชิญพระบรมอัฐิ และพระที่นั่งราเชนทรยานน้อยสำหรับอัญเชิญพระบรมราชสรีรางคาร
ริ้วขบวนที่ 5 อัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท
เป็นริ้วขบวนอัญเชิญพระโกศพระบรมอัฐิจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ไปขึ้นประดิษฐาน ณ พระวิมาน พระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ซึ่งเป็นสถานที่ประดิษฐานพระโกศพระบรมอัฐิของพระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ตามโบราณราชประเพณี
ริ้วขบวนที่ 6 อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปบรรจุ ณ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศวิหาร
เป็นริ้วขบวนทหารม้าเกียรติยศ อัญเชิญพระบรมราชสรีรางคารไปยังวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามและวัดบวรนิเวศวิหาร เพื่อประกอบพระราชพิธีบรรจุพระบรมราชสรีรางคาร ณ พระอารามหลวงทั้งสองแห่ง
ซึ่งจะเห็นว่าริ้วขบวนทั้ง 6 ไม่ได้เคลื่อนที่พร้อมกันในวันเดียว แต่จะกระจายไปตามขั้นตอนของพระราชพิธี ตั้งแต่การอัญเชิญพระบรมศพไปยังพระเมรุมาศ การเก็บพระบรมอัฐิ ไปจนถึงการอัญเชิญพระบรมอัฐิและพระบรมราชสรีรางคารไปยังสถานที่ประดิษฐานและบรรจุ
กำหนดการซักซ้อมริ้วขบวน
ก่อนถึงวันพระราชพิธีจริง จะมีการฝึกซ้อมริ้วขบวนพระบรมราชอิสริยยศในพื้นที่จริง เพื่อเตรียมความพร้อมทั้งด้านกำลังพล การจัดรูปขบวน การเคลื่อนราชรถและยานมาศ ตลอดจนการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดการฝึกซ้อมที่ประกาศไว้ มีดังนี้
- 31 ตุลาคม 2569 ฝึกซ้อมย่อยครั้งที่ 1 มีการฝึกซ้อมริ้วขบวนที่ 1-3 ในช่วงเช้า และริ้วขบวนที่ 6 ในช่วงบ่าย โดยมีการฝึกเคลื่อนขบวนผ่านเส้นทางจริงบริเวณพระบรมมหาราชวัง ท้องสนามหลวง และพื้นที่โดยรอบ
- 15 พฤศจิกายน 2569 ฝึกซ้อมย่อยครั้งที่ 2
- 22 พฤศจิกายน 2569 ฝึกซ้อมย่อยครั้งที่ 3
- 6 ธันวาคม 2569 ฝึกซ้อมใหญ่ครั้งที่ 1
- 12 ธันวาคม 2569 ฝึกซ้อมใหญ่ครั้งที่ 2
การฝึกซ้อมแต่ละครั้งจะมีความสำคัญแตกต่างกัน โดยการซ้อมย่อยเป็นการฝึกปฏิบัติเพื่อให้กำลังพลคุ้นเคยกับขั้นตอนและเส้นทาง ส่วนการซ้อมใหญ่เป็นการฝึกซ้อมในภาพรวมให้ใกล้เคียงกับวันพระราชพิธีจริงมากที่สุด
เส้นทางที่ควรหลีกเลี่ยงและการวางแผนเดินทาง
การฝึกซ้อมริ้วขบวนและการจัดพระราชพิธี จะส่งผลต่อการจราจรในพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นใน โดยเฉพาะบริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง ท้องสนามหลวง และถนนที่ใช้เป็นเส้นทางเคลื่อนขบวน สำหรับเส้นทางที่เกี่ยวข้องกับการฝึกซ้อมและการเคลื่อนริ้วขบวน มีดังนี้
- ถนนมหาราช
- ถนนท้ายวัง
- ถนนสนามไชย
- ถนนราชดำเนินใน
- ถนนหน้าพระลาน
- ถนนกัลยาณไมตรี
- ถนนอัษฎางค์
นอกจากนี้ ยังมีถนนและทางแยกโดยรอบที่อาจได้รับผลกระทบจากการจัดการจราจรเป็นช่วงเวลา เช่น ถนนพระจันทร์ ถนนพระพิพิธ ถนนเชตุพน และถนนราชดำเนินกลาง
ดังนั้น ประชาชนที่จำเป็นต้องเดินทางผ่านพื้นที่ดังกล่าว ควรตรวจสอบประกาศปิดการจราจรและเส้นทางเลี่ยงจากกองบัญชาการตำรวจนครบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก่อนออกเดินทาง เนื่องจากการปิดถนนอาจแตกต่างกันในแต่ละวัน ขึ้นอยู่กับกำหนดการและเส้นทางที่ใช้ในการฝึกซ้อมหรือเคลื่อนริ้วขบวน และผู้ที่ต้องเดินทางเข้าพื้นที่กรุงเทพฯ ชั้นในในช่วงวันดังกล่าว ควรเผื่อเวลาเดินทาง ใช้ระบบขนส่งสาธารณะหากสะดวก และหลีกเลี่ยงการนำรถยนต์ส่วนตัวเข้าไปในบริเวณที่มีการจัดพระราชพิธีโดยไม่จำเป็น
วันหยุดราชการกรณีพิเศษ มีหรือยัง
เมื่อมีพระราชพิธีสำคัญระดับประเทศ ประชาชนมักให้ความสนใจว่ารัฐบาลจะประกาศวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษหรือไม่ โดยเฉพาะผู้ที่ต้องเดินทางเข้ากรุงเทพฯ หรือทำงานในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากการจัดพระราชพิธี
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลจาก ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย ระบุว่า ขณะนี้มีหมายกำหนดการพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ระหว่างวันที่ 15-19 ธันวาคม 2569 เท่านั้น ยังไม่มีการประกาศหรือการกำหนดวันหยุดราชการกรณีพิเศษแต่อย่างใด ขอให้ติดตามการประกาศวันหยุดราชการอย่างเป็นทางการจากสำนักนายกรัฐมนตรีและราชกิจจานุเบกษาเท่านั้น อย่าหลงเชื่อหรือแชร์ข้อมูลที่ไม่มีแหล่งอ้างอิงจากทางราชการ เพื่อป้องกันความสับสน
เนื่องจากการกำหนดวันหยุดราชการเป็นกรณีพิเศษ ต้องมีมติคณะรัฐมนตรีหรือประกาศจากหน่วยงานที่มีอำนาจอย่างเป็นทางการ จึงควรติดตามข้อมูลจากสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักนายกรัฐมนตรี และรัฐบาลไทยโดยตรง
พระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพครั้งนี้ นอกจากจะมีความสำคัญในฐานะพระราชพิธีตามโบราณราชประเพณี ร่วมแสดงความอาลัยและน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง แล้ว ยังเป็นโอกาสที่ประชาชนจะได้เรียนรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญา และงานช่างไทยที่สืบทอดมาอย่างยาวนาน ในขณะเดียวกัน การติดตามกำหนดการและเตรียมความพร้อมด้านการเดินทางก็เป็นสิ่งที่ประชาชนควรให้ความสำคัญ เพื่อให้สามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างเหมาะสมในช่วงเวลาสำคัญนี้




























