Home Work & Living คนต้นคิด ตำนาน Stingy Jack ที่มาของ Jack-o’-lantern ในคืนวันฮาโลวีน

ตำนาน Stingy Jack ที่มาของ Jack-o’-lantern ในคืนวันฮาโลวีน

เทศกาลฮาโลวีนที่ทุกคนรอคอยกำลังจะมาถึงในอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ แม้ว่าจะไม่ใช่วันสำคัญตามประเพณีไทย แต่ก็มีกิจกรรมสนุก ๆ มากมายที่หลายคนตั้งใจจะทำในวันนี้ หนึ่งในนั้นคือการประดับตกแต่งบ้านให้เข้ากับวันฮาโลวีน ไม่ว่าจะเป็นภูติผีวิญญาณ โครงกระดูกและหัวกะโหลก ป้ายหลุมศพ สัตว์และแมลง คราบเลือดปลอม ๆ อวัยวะปลอม แสงไฟสีส้มตัดกับความมืด และอาจมีฟักทองแกะสลักหน้าผี ที่เราเรียกกันว่า Jack-o’-lantern

ดังนั้น เมื่อพูดถึงเทศกาลฮาโลวีน หนึ่งในสัญลักษณ์ที่ผู้คนนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ คงหนีไม่พ้น Jack-o’-lantern ฟักทองแกะสลักเป็นใบหน้าที่ดูน่ากลัว มีแสงไฟส่องออกมาจากด้านใน แต่รู้หรือไม่ว่า ต้นกำเนิดของโคมไฟชนิดนี้เกี่ยวข้องกับตำนานพื้นบ้านของชาวไอริชเกี่ยวกับชายที่ได้ชื่อว่า Stingy Jack หรือแจ็คจอมตระหนี่ ผู้มีเรื่องราวเกี่ยวพันกับซาตาน และลงเอยด้วยการต้องเร่ร่อนอยู่ในความมืดโดยมีเพียงถ่านไฟเป็นแสงนำทาง และที่น่าสนใจก็คือ ทำไมจู่ ๆ ตำนานนี้ถึงเข้ามาเกี่ยวข้องกับวันฮาโลวีนได้ และทำไมถึงต้องเป็นฟักทอง!

เรื่องเล่าของ Stingy Jack แจ็กจอมตระหนี่

ตำนาน แจ็คโอแลนเทิร์น (Jack-o’-lantern) หรือฟักทองแกะสลักส่องแสงในคืนฮาโลวีน มีต้นกำเนิดมาจากนิทานพื้นบ้านของชาวไอริช เรื่อง Stingy Jack หรือแจ็คจอมตระหนี่ ตามตำนานพื้นบ้านฉบับที่เป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย Stingy Jack เป็นชายที่มีนิสัยเจ้าเล่ห์ ขี้เหนียว ขี้โกง เห็นแก่ตัว และชอบดื่มเหล้า

วันหนึ่งเขาได้พบกับซาตาน ซึ่งต้องการมาเอาวิญญาณของเขาไป เขาชวนซาตานไปดื่มเหล้าแต่ไม่อยากจ่ายเงิน แจ็คจึงใช้เล่ห์เหลี่ยมหลอกให้ซาตานแปลงร่างเป็นเหรียญเงินเพื่อเอาไปจ่ายค่าเหล้า เมื่อซาตานยอมทำตาม แจ็คกลับเก็บเหรียญนั้นใส่กระเป๋าเสื้อที่มีไม้กางเขนเงินอยู่ ทำให้ซาตานไม่สามารถกลับคืนร่างเดิมได้ จนต้องยอมทำตามเงื่อนไขที่แจ็คกำหนดก่อนจะได้รับอิสรภาพ นั่นก็คือซาตานต้องยอมทำสัญญาว่าจะไม่ยุ่งกับแจ็คเป็นเวลา 1 ปี และหากเขาตาย จะต้องไม่เอาวิญญาณเขาลงนรก แจ็คจึงยอมปล่อยซาตานไป

ต่อมา แจ็คหลอกซาตานอีกครั้งด้วยการชวนให้ปีนต้นไม้ไปเก็บผลไม้บนต้นไม้ เมื่อซาตานขึ้นไปแล้ว แจ็คก็รีบแกะสลักเครื่องหมายไม้กางเขนไว้บนลำต้น ทำให้ซาตานลงมาไม่ได้ แจ็คขู่บังคับให้ซาตานสัญญาว่าจะไม่มายุ่งกับเขาอีก 10 ปี (และในตำนานบางสำนวนยังระบุว่าจะต้องไม่เอาวิญญาณของแจ็คไปลงนรกด้วย) ซาตานไม่มีทางเลือกจึงต้องยอมรับเงื่อนไขนี้ในที่สุด

เมื่อเวลาผ่านไป แจ็คเสียชีวิตลง วิญญาณของเขาไปที่ประตูกำแพงสวรรค์ แต่ด้วยชีวิตที่เต็มไปด้วยการหลอกลวง พระผู้เป็นเจ้าไม่ยอมรับคนบาปและเจ้าเล่ห์อย่างเขาเข้าสู่สวรรค์ แจ็คจึงเดินทางไปที่นรก แต่ซาตานก็ปฏิเสธที่จะรับวิญญาณของเขาเข้าสู่นรกเช่นกันตามที่เคยให้สัญญาไว้ การที่เขาถูกปฏิเสธจากทั้งสวรรค์และนรก ทำให้แจ็คไม่มีที่ไปและต้องติดอยู่ในความมืดมิดระหว่างโลกมนุษย์กับโลกหลังความตาย เขาต้องออกเดินทางเร่ร่อนไปในความมืดโดยไม่มีจุดหมาย

อย่างไรก็ตาม ก่อนออกเดินทาง ซาตานได้มอบถ่านไฟที่ยังลุกโชนก้อนหนึ่งให้เขาสำหรับใช้ส่องนำทาง แจ็คนำถ่านไฟนั้นใส่ไว้ในหัวผักกาดเทอร์นิปที่คว้านเนื้อออกและเจาะรูไว้เพื่อไม่ให้ลมพัดไฟดับ แล้วถือเป็นตะเกียงติดตัวไปตลอดกาลในฐานะวิญญาณเร่ร่อน และตั้งแต่นั้นมา วิญญาณของแจ็คพร้อมโคมไฟหัวผักกาดก็ต้องร่อนเร่ไปตามทางในความมืดชั่วนิรันดร์ ชาวไอริชจึงเรียกวิญญาณดวงนี้ว่า “Jack of the Lantern” ก่อนจะเพี้ยนมาเป็น Jack-o’-lantern

เกี่ยวข้องกับวันฮาโลวีนได้อย่างไร

ส่วนความเกี่ยวข้องระหว่าง Jack-o’-lantern กับวันฮาโลวีนนั้น เกิดจากการผสมผสานระหว่างตำนานพื้นบ้านและธรรมเนียมเกี่ยวกับวิญญาณ โดยหนึ่งในรากทางประวัติศาสตร์ของฮาโลวีนคือเทศกาล Samhain ของชาวเคลต์ ซึ่งจัดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ฤดูหนาว ผู้คนในอดีตมีความเชื่อว่าภูติผีวิญญาณอาจเข้ามาใกล้โลกของคนเป็นในช่วงเวลานี้ จึงเกิดพิธีกรรมและธรรมเนียมที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันตนเองจากสิ่งเหนือธรรมชาติ

ชาวเคลต์โบราณเชื่อว่าในคืนวันที่ 31 ตุลาคม (เทศกาลแซมไฮน์) ประตูระหว่างโลกคนเป็นและโลกคนตายจะเปิดออก ทำให้วิญญาณทุกประเภทสามารถเดินทางมาบนโลกมนุษย์ได้ ซึ่งรวมถึง วิญญาณเร่ร่อนที่ไม่มีที่ไป อย่าง “Stingy Jack” ด้วย

ในอดีต ในไอร์แลนด์มีธรรมเนียมการแกะสลักหัวผักกาดและผักหัวชนิดอื่นให้เป็นใบหน้าชวนหวาดกลัว ก่อนใส่แสงไฟไว้ด้านใน ด้วยความเชื่อที่ว่า การแกะสลักหน้าตาน่ากลัวลงบนหัวผักกาดแล้วจุดไฟไว้ด้านใน (ซึ่งเลียนแบบมาจากโคมไฟของแจ็ค) จะช่วยขับไล่วิญญาณชั่วร้ายและสิ่งอัปมงคล ไม่ให้เข้ามาใกล้บ้านเรือนของตนในคืนที่ประตูนรกเปิด หรือทำให้วิญญาณที่เร่ร่อนอยู่หวาดกลัว และเมื่อพิจารณาร่วมกับตำนานของแจ็ค ผู้ต้องเร่ร่อนไปพร้อมกับตะเกียงในความมืด เรื่องเล่าทั้งสองจึงมีความเชื่อมโยงกันและช่วยให้ Jack-o’-lantern กลายเป็นส่วนหนึ่งของธรรมเนียมฮาโลวีน

ทำไมถึงกลายเป็นฟักทอง

ในช่วงศตวรรษที่ 19 เกิดภัยแล้งครั้งใหญ่ในไอร์แลนด์ ทำให้ชาวไอริชจำนวนมากอพยพไปอยู่ที่สหรัฐอเมริกา พวกเขาได้นำความเชื่อ นิทานพื้นบ้านเรื่อง Stingy Jack และประเพณีการทำโคมไฟนี้ติดตัวไปด้วย แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปคือวัสดุที่ใช้ทำโคมไฟ จากเดิมที่นิยมใช้หัวผักกาด กลับค่อย ๆ เปลี่ยนมาเป็นฟักทอง ซึ่งเป็นพืชที่พบได้ทั่วไปในอเมริกาเหนือ

เมื่อความเชื่อดั้งเดิมมาเจอกับ “ฟักทอง” ซึ่งเป็นพืชท้องถิ่นของอเมริกาที่มีขนาดใหญ่ คว้านเนื้อด้านในออกได้สะดวก แกะสลักง่าย เพราะมีพื้นที่เพียงพอสำหรับแกะสลักเป็นใบหน้าหรือรูปทรงต่าง ๆ ทั้งยังมีสีสันสวยงาม เมื่อเทียบกับหัวผักกาดที่มีขนาดเล็กกว่าและเนื้อค่อนข้างแข็ง ฟักทองจึงเหมาะกับการทำโคมไฟมากกว่า อีกทั้งยังหาได้ง่ายในภูมิภาคดังกล่าว การใช้ฟักทองจึงแพร่หลายขึ้นพร้อมกับธรรมเนียมฮาโลวีน จนกลายเป็นภาพจำของเทศกาลในเวลาต่อมา

นั่นทำให้ทุกวันนี้ Jack-o’-lantern ไม่ได้มีไว้เพื่อสะท้อนความเชื่อเรื่องวิญญาณหรือเล่าตำนานของแจ็คเท่านั้น แต่ยังกลายเป็นของตกแต่งสำคัญที่ผู้คนนิยมนำมาใช้สร้างบรรยากาศในช่วงฮาโลวีนด้วย แม้ภาพจำที่คุ้นเคยจะเป็นฟักทองสีส้มที่มีใบหน้าน่ากลัว แต่หากย้อนกลับไปยังรากทางวัฒนธรรมแล้ว โคมไฟชนิดนี้เริ่มต้นจากธรรมเนียมการแกะสลักผักในยุโรป ก่อนจะเดินทางข้ามทวีปและปรับเปลี่ยนรูปแบบตามสภาพแวดล้อม จนกลายเป็นสัญลักษณ์ที่ผู้คนทั่วโลกจดจำได้ในปัจจุบัน