Home Inspiration My Dear มีเดีย Cry Wolf Effect ทำไมประชาชนไม่เชื่อคำเตือนหน่วยงานรัฐ

Cry Wolf Effect ทำไมประชาชนไม่เชื่อคำเตือนหน่วยงานรัฐ

เคยอ่านนิทานอีสปเรื่องเด็กเลี้ยงแกะกันไหมคะ นิทานที่ว่าด้วยการหมดความน่าเชื่อถือ เพราะความนึกสนุกชั่วขณะ เมื่อเด็กเลี้ยงแกะรู้สึกเบื่อกับงานตนเอง วันหนึ่งเกิดนึกสนุกเลยตะโกนบอกชาวบ้านว่า มีหมาป่ากำลังจะเข้ามากินแกะ ชาวบ้านที่ได้ยินเสียงเรียกขอความช่วยเหลือเลยทิ้งงานการตรงหน้าเพื่อมาช่วยเด็กเลี้ยงแกะ แต่เมื่อมาถึงไม่พบหมาป่าสักตัวพร้อมกับเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของเด็กเลี้ยงแกะ ชาวบ้านจึงกลับไปด้วยความไม่พอใจ

จนวันหนึ่งมีหมาป่าจะเข้ามากินแกะจริง ๆ คราวนี้เด็กเลี้ยงแกะตะโกนเรียกแค่ไหน ปรากฏว่าไม่มีใครมาช่วย หมาป่าเลยกินแกะอย่างสบายอารมณ์

นิทานอีสปเรื่องนี้สอนให้เห็นถึงการทำลาย “ความน่าเชื่อถือของตนเอง” แม้วันหนึ่งจะพูดความจริงออกมา คนที่ได้ฟังกลับไม่รู้สึกเชื่อใจอีกแล้ว แล้วนิทานอีสปเรื่องนี้ยังถูกยกมาเปรียบเปรยกับปรากฏการณ์ที่เรียกว่า Cry Wolf Effect อันหมายถึงปรากฏการณ์ที่ผู้คนลดความเชื่อถือหรือการตอบสนองต่อคำเตือน หลังจากได้รับคำเตือนซ้ำ ๆ แต่เหตุการณ์ที่ถูกเตือนไม่เกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นไม่รุนแรงอย่างที่คาดการณ์ไว้

องค์ประกอบที่จะทำให้เกิดปรากฏการณ์ Cry Wolf Effect ในคนทั่วไปประกอบไปด้วยสามข้อหลักคือ 1. เตือนบ่อยเกินไป 2. สิ่งที่ประชาชนประสบจริงไม่ตรงกับระดับความเสี่ยงที่ตนเข้าใจจากคำเตือน 3. ความเชื่อถือและการตอบสนองต่อคำเตือนครั้งต่อไปลดลง อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคุ้น ๆ ไหมคะว่า คล้ายกับหน่วยงานใดของประเทศไทย และอาจไม่ใช่หน่วยงานเดียวเสียด้วย (ฮา)

ทั้งนี้ มีงานวิจัยเกี่ยวกับระบบเตือนภัยน้ำท่วมอธิบายว่า false alarms จำนวนมากสามารถลดความน่าเชื่อถือของระบบเตือนภัยได้ ขณะที่งานวิจัยด้านการตัดสินใจเกี่ยวกับสภาพอากาศ พบว่าประสบการณ์จากคำเตือนในอดีตมีผลต่อวิธีที่ผู้คนตัดสินใจตอบสนองต่อคำเตือนครั้งใหม่ ยิ่งในยุคที่สภาวะอากาศของโลกกำลังเปลี่ยนอย่างสุดขั้วบ่อยขึ้น ประชาชนได้รับคำเตือนบ่อย และพวกเขาไม่เชื่อมากพอที่จะเปลี่ยนพฤติกรรม

เหตุการณ์ฝนหนักในกรุงเทพฯ ช่วงวันที่ 23-27 กันยายน 2569 เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศเตือนต่อเนื่องหลายฉบับ โดยระบุความเสี่ยงฝนตกหนักถึงหนักมากในภาคกลางรวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล และเตือนถึงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่งและน้ำท่วมพื้นที่ลุ่มต่ำ แม้จะมีประกาศมาอย่างต่อเนื่อง แต่ปรากฏว่าประชาชนไม่ได้ตอบสนอง และคิดว่าเหตุการณ์คงไม่ได้รุนแรงเหมือนครั้งก่อน ๆ แต่มีคำถามว่าคำเตือนนั้นเดินทางจากหน้าจอของกรมอุตุฯ ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ที่สำคัญต้องเข้าใจตรงกันก่อนว่า คำเตือนที่มีข้อมูลทางอุตุนิยมวิทยาถูกต้อง ไม่ได้หมายความโดยอัตโนมัติว่าผู้รับสารจะสามารถแปลงข้อมูลนั้นเป็นการตัดสินใจได้

งานวิจัยเรื่องการเตือนทางภัยธรรชาตินั้นต้องบอกได้ว่า “ควรทำอะไรต่อ” ไม่ใช่แค่เอาของขึ้นที่สูง ระวังน้ำท่วมฉับพลัน แต่หมายความว่าหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง ต้องทำงานให้สอดคล้องกันกับประกาศเตือนภัยธรรมชาติ ทั้งประกาศหยุดเรียน หยุดงาน หรือหยุดให้บริการขนส่งมวลชน เพื่อให้ประชาชนอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยและเตรียมความพร้อมได้มากที่สุด เหมือนกับที่ไต้หวันหรือญี่ปุ่น รู้จักรับมือกับภัยทางธรรมชาติ

และจะทำให้การส่ง Cell Broadcast เพื่อเตือนภัยแต่ละครั้งไม่ได้สื่อสารทีเดียวจบ แต่ประชาชนจะได้รู้ด้วยว่าพวกเขาต้องทำอะไรเพื่อเตรียมพร้อมบ้าง

มาถึงบรรทัดนี้ อยากให้ภาครัฐทำงานแบบมองตัวเองในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่ไม่มีข้อมูลเชิงลึก หรือเครื่องมือที่เพียบพร้อม เมื่อเกิดเหตุภัยพิบัติทางธรรมชาติ ซึ่งไม่มีใครควบคุมฟ้าฝนได้ ระบบเตือนภัยสำคัญมาก การได้รับข้อมูลจากหน่วยงานที่มีข้อมูลและเครื่องมือที่เพียบพร้อมนั้นสำคัญเป็นอย่างยิ่ง

และระบบเตือนภัยที่ดีที่สุด ไม่ใช่แค่ส่งข้อความได้เร็ว แต่เมื่อระบบส่งคำเตือนมาแล้ว ประชาชนเชื่อมากพอที่จะลงมือทำเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับตนเอง

แล้วกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ