Home Inspiration My Dear มีเดีย ถึงเวลาหรือยัง ที่ภาครัฐต้องควบคุมโซเชียลมีเดีย

ถึงเวลาหรือยัง ที่ภาครัฐต้องควบคุมโซเชียลมีเดีย

เมื่อช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานข่าวเรื่องราวของ Meta และมาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก ที่ช่วงหลังเดินขึ้นศาลเป็นว่าเล่น ด้วยคดีความอันเกิดจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียที่กำลังกลายเป็นปัญหาระดับโลก จากข่าวล่าสุดนั้นมีใจความสำคัญที่ระบุว่า

“ศาลรัฐนิวเม็กซิโกสั่งปรับ Meta เพิ่ม 567 ล้านดอลลาร์สหรัฐ รวมค่าปรับทั้งหมดในคดีความปลอดภัยของเด็กเกือบ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ คำตัดสินดังกล่าวยังรวมถึงมาตรการบังคับให้ Meta ปรับเปลี่ยนฟีเจอร์เพื่อปกป้องผู้เยาว์และจำกัดเวลาการใช้งานของวัยรุ่น”

การถูกลงโทษทางกฎหมายครั้งนี้เป็นอีกหนึ่งในหลาย ๆ คดีที่ Meta และมาร์ก ซัคเคอร์เบิร์ก กำลังถูกกดดันจากสังคม รวมไปถึงนโยบายป้องกันเยาวชนที่ปัจจุบันได้รับผลกระทบเป็นอย่างมากจากการใช้โซเชียลมีเดีย

อย่างออสเตรเลีย เป็นประเทศแรกในโลกที่บังคับใช้กฎหมายห้ามเยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดียแล้ว ตั้งแต่วันที่ 10 ธันวาคม 2025 ที่ผ่านมา ขณะที่แคนาดาเพิ่งเสนอร่างกฎหมายในลักษณะเดียวกันเมื่อเดือนมิถุนายน 2026 เพื่อแบนผู้เยาว์ต่ำกว่า 16 ปีเช่นกัน

โดยข้อบังคับใช้ทางกฏหมายของทั้งสองประเทศต่างมีเป้าหมายเดียวกัน คือลดผลกระทบด้านสุขภาพจิต อาการเสพติด และการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ในหมู่เด็กและเยาวชน

จากข่าวและความเคลื่อนไหวในต่างประเทศ ทำให้เห็นว่าสังคมโลกตื่นตัวกันเป็นอย่างมาก ต่อการมีอยู่ของ “ปีศาจโซเชียล” ที่ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจและชีวิตของทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในปัจจุบัน เป็นเรื่องราวที่เหล่านักพัฒนาซึ่งลาออกจากแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ต่างยอมรับว่า “พวกเขาได้สร้างระบบที่ทำให้วิธีคิด และพฤติกรรมของมนุษย์บิดเบือนไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น” เป็นคำสารภาพที่อยู่ในสารคดีที่ออกฉายทาง Netflix เรื่อง The Social Dilemma

เนื้อหาในสารคดีเรื่องดังกล่าวซึ่งถูกเผยแพร่เมื่อห้าปีที่แล้ว มีการส่งสารถึงผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ในปัจจุบันว่า โมเดลธุรกิจของโซเชียลมีเดียคือดึงดูดให้เราใช้งานนานที่สุดเพื่อเก็บข้อมูลพฤติกรรม แล้วนำ “ความสนใจและเวลาของผู้ใช้งาน” ไปขายให้บริษัทโฆษณาอีกที

ปุ่ม Like, การแจ้งเตือน หรือระบบเลื่อนหน้าฟีดถูกสร้างขึ้นโดยใช้หลักจิตวิทยาเพื่อให้สมองหลั่งสารโดปามีน (สารแห่งความสุข) จนทำให้มนุษย์เสพติดเหมือนเครื่องเล่นสล็อตแมชชีนในคาสิโน ขณะที่ระบบอัลกอริทึมไม่ได้สนใจว่าอะไรคือความจริงหรือความเท็จ แต่ระบบถูกออกแบบมาให้ผู้ใช้สนใจแค่ว่าเราจะกดดูอะไรต่อ ส่งผลให้ข่าวปลอมหรือ “เฟกนิวส์” แพร่กระจายเร็วกว่าข่าวจริง นำไปสู่ความเกลียดชัง อัตราการฆ่าตัวตาย และโรคซึมเศร้าในเด็กวัยรุ่นที่พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจตั้งแต่ปี 2011

คำพูดจาก เอ็ดเวิร์ด ทัฟต์ นักสถิติและผู้เชี่ยวชาญด้านซอฟต์แวร์ ได้กล่าวไว้ในสารคดีเรื่องดังกล่าวว่า “There are only two industries that call their customers ‘users’: illegal drugs and software.” (มีแค่สองอุตสาหกรรมเท่านั้นที่เรียกลูกค้าของตัวเองว่า Users คือประเภทยาเสพติดและซอฟต์แวร์)

สารคดี The Social Dilemma นั้นเผยแพร่ครั้งแรกในปี 2020 ถึงเวลานี้ผ่านมาสู่ปีที่หก เราได้เห็นผลกระทบทางสังคมมากมาย แต่แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียยังคงหากำไรจากข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ใช้งานต่อไป ยิ่งในยุคปัจจุบันที่มี AI เข้ามาเป็นตัวแปร ทำให้รูปแบบการเสพติดยิ่งหนักหน่วงกว่าเดิม และทำให้การเข้าถึงคอนเทนต์ของเด็กและเยาวชนง่ายขึ้นโดยไม่มีการกลั่นกรอง

ข่าวเศร้าเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาน่าจะเป็นสัญญาณเตือนที่แรงที่สุดเพื่อให้ผู้มีอำนาจหรือภาครัฐหันมาใส่ใจกับปัญหาเรื่องการใช้โซเชียลมีเดียในเยาวชนอย่างจริงจัง เพราะถ้ายังปล่อยให้ “ปีศาจโซเชียล” เข้าถึงหัวนอนของเด็กได้ง่ายโดยไม่มีการดูแลเช่นนี้ สุดท้ายต้องมานั่งถอดบทเรียนกันอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ