บ่อยครั้งทีเดียวที่สมาชิกในสังคมออนไลน์มักจะหยิบยกประเด็นประมาณว่า “คอนเทนต์ต่าง ๆ ในโซเชียลมีเดียทุกวันนี้ หากเด็ก ๆ ผ่านมาเห็นแล้วเอาไปทำตามจนเกิดความเสียหาย ใครต้องรับผิดชอบ?” ขึ้นมาถกเถียงกันอยู่เสมอ ในยุคสมัยที่ค่าบริการอินเทอร์เน็ตแพ็กเกจเริ่มต้นราคาไม่ได้แพง โทรศัพท์มือถือแทบทุกเครื่องสามารถเชื่อมต่อกับออนไลน์ได้ง่าย และโซเชียลมีเดียก็อุดมไปด้วยเนื้อหาหลากหลายรูปแบบ จากเหล่าครีเอเตอร์ที่มีอยู่อย่างมากมายมหาศาลในปัจจุบัน
ส่วนใหญ่แล้ว ความคิดเห็นมักจะแตกออกเป็น 2 ฝ่ายหลัก ๆ ฝ่ายแรก คือฝ่ายที่ถามหาความรับผิดชอบต่อสาธารณะจากครีเอเตอร์ ว่าควรจะมีจิตสำนึกในการผลิตคอนเทนต์ที่สร้างสรรค์ โดยคำนึงว่าคอนเทนต์ที่ตัวเองสร้างนั้นจะส่งผลอย่างไรบ้างต่อผู้ชมและสังคม โดยเฉพาะผู้ชมที่เป็นเด็กและเยาวชน ส่วนอีกฝ่ายจะตั้งคำถามว่าหน้าที่อบรมสั่งสอน ชี้แนะถูกผิด ดีเลว หรือบอกกล่าวว่าอะไรเหมาะสมไม่เหมาะสม มันคือหน้าที่ของพ่อแม่หรือผู้ปกครองหรือเปล่า? ที่สำคัญที่สุดก็คือ ผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดกับเด็กควรจะเป็นคนที่คอยสอดส่องและควบคุมการใช้งานโซเชียลของลูกหลาน ต้องจำกัดการเข้าถึงคอนเทนต์ให้เหมาะกับเด็ก และควบคุมการใช้เวลาอยู่กับหน้าจอของเด็กอย่างเข้มงวด
ดังนั้น ทุก ๆ ครั้งที่มีประเด็นดราม่าเกี่ยวกับความเหมาะสมของคอนเทนต์ที่อาจมีผู้ชมจำนวนมากเป็นเด็ก คอนเทนต์ประเภทความเสี่ยงสูงที่อาจก่อให้เกิดการเลียนแบบ คอนเทนต์ที่ไม่มีคำเตือนว่าไม่ควรทำตาม คอนเทนต์ที่ “สนับสนุนโดยอ้อม” ให้เกิดพฤติกรรมเสี่ยงอันตรายต่อชีวิตและสุขภาพ หรือคอนเทนต์ที่มีเด็กเลียนแบบจนเกิดอันตรายจริง ๆ คำถามเดิมก็มักจะกลับมาให้ได้ยินอยู่เสมอ นั่นคือใครควรเป็นคนรับผิดชอบต่อเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งบางคนก็บอกว่าเป็นความผิดของครีเอเตอร์ เพราะเป็นผู้สร้างเนื้อหาที่ไม่สร้างสรรค์ เนื้อหามีความเสี่ยงแต่ไม่สื่อสารคำเตือน บ้างก็บอกว่าเป็นความผิดของพ่อแม่หรือผู้ปกครอง เพราะเป็นคนที่ปล่อยปละละเลยให้เด็กจมอยู่กับหน้าจอและเข้าถึงสื่อและเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมเอง ขณะที่บางคนก็มองว่า ต่อให้ยังเป็นเด็ก แม้จะยังแยกแยะผิดชอบชั่วดีไม่ได้ทั้งหมด แต่พวกเขาก็ต้องเรียนรู้ที่จะรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเองเช่นกัน อย่างไรก็ตาม เป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่าสุดท้ายแล้วเราควรโยนความผิดทั้งหมดให้ใครคนใดคนหนึ่งจริงหรือ หรือแท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งที่ทุกคนต้องร่วมกันรับผิดชอบในระดับที่แตกต่างกันไป
เด็กเลียนแบบผู้ใหญ่ พฤติกรรมการเรียนรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์
ในทางจิตวิทยา มนุษย์เรียนรู้ผ่านการสังเกต การจดจำ และการเลียนแบบพฤติกรรมของคนรอบตัวอยู่แล้ว โดยเฉพาะในวัยเด็กซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สมองกำลังเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ มีทฤษฎีที่เกี่ยวกับการเรียนรู้ทางสังคม ของอัลเบิร์ต แบนดูรา (Albert Bandura) นักจิตวิทยาชาวแคนาดา-อเมริกัน และศาสตราจารย์ด้านสังคมศาสตร์ สาขาจิตวิทยา มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด กล่าวว่าการเรียนรู้ด้วยการเลียนแบบเป็นกระบวนการทางปัญญาที่เกิดขึ้นในบริบททางสังคม นอกเหนือไปจากการเรียนรู้จากประสบการณ์ตรง จากนั้นก็จะนำมาปรับใช้เป็นแบบแผนในการกำหนดพฤติกรรมของตนเอง
ไม่เพียงเท่านั้น การเรียนรู้ยังเกิดขึ้นจากการสังเกต “ผลลัพธ์ของการกระทำพฤติกรรมนั้น” ด้วย นั่นก็คือ การได้รับรางวัลและการลงโทษ โดยกระบวนการนี้จะเรียกว่า การเสริมแรงทางอ้อม กล่าวคือ หากทำพฤติกรรมใดแล้วได้รับรางวัลอย่างสม่ำเสมอ พฤติกรรมนั้นก็จะมีแนวโน้มที่จะคงอยู่ต่อไป ในทางตรงกันข้าม หากทำพฤติกรรมใดแล้วถูกลงโทษอยู่ตลอดเวลา พฤติกรรมนั้นก็จะมีแนวโน้มที่จะหยุดลง
ในปี ค.ศ. 1961 แบนดูราและทีมวิจัย เคยทำการทดลองที่เรียกว่า “การทดลองตุ๊กตาโบโบ” (Bobo Doll) เพื่อศึกษาว่าพฤติกรรมก้าวร้าวสามารถเรียนรู้ได้จากการสังเกตและเลียนแบบผู้อื่นหรือไม่ โดยทดลองกับเด็กชายจำนวน 36 คนและเด็กหญิงจำนวน 36 คน ช่วงอายุ 3-6 ขวบ ให้เด็กสังเกตพฤติกรรมต้นแบบของผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชาย 1 คน และผู้หญิง 1 คน ผลปรากฏว่า เด็กในกลุ่มทดลองที่เห็นผู้ใหญ่ทำพฤติกรรมก้าวร้าวกับตุ๊กตา เช่น ตี เตะ โยน รวมถึงใช้วาจาที่แสดงถึงความรุนแรง แสดงพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันเมื่อมีโอกาส ในขณะที่เด็กกลุ่มที่เห็นพฤติกรรมสุภาพของผู้ใหญ่ หรือเด็กกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้เห็นตัวอย่างพฤติกรรมใด ๆ แทบจะไม่แสดงพฤติกรรมก้าวร้าวออกมาให้เห็นเลย
การทดลองดังกล่าว แม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์ในหลากหลายแง่มุม แต่ก็พอจะทำให้เราเห็นว่าเด็กไม่ได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ จากคำสอนเพียงอย่างเดียว แต่ยังเรียนรู้จากสิ่งที่ได้ดูได้เห็น จากนั้นก็ “เลียนแบบ” ยิ่งพฤติกรรม (คอนเทนต์) ไหนได้รับความนิยมมาก ๆ จากยอดไลก์และยอดแชร์จนเป็นกระแสไวรัล อัลกอริทึมก็จะผลักดันให้คอนเทนต์เหล่านั้นถูกพบเห็นได้มากขึ้น มันก็เหมือนกับรางวัลอย่างหนึ่ง ยิ่งมีความเสี่ยงที่เด็กจะพบเห็นและเลียนแบบเพิ่มขึ้นตามไปด้วย การเลียนแบบจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการเรียนรู้ตามธรรมชาติของมนุษย์ โดยเฉพาะกับเด็กที่วุฒิภาวะยังน้อย และมีความสามารถในการแยกแยะถูกผิดหรือประเมินความเสี่ยงอยู่อย่างจำกัด การจะโยนความผิดทั้งหมดให้เด็กจึงอาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้องนัก
โลกออนไลน์ เปิดพื้นที่ให้การเลียนแบบเกิดขึ้นง่ายกว่าเดิม
จากทฤษฎีการเรียนรู้ทางสังคมโดยการเลียนแบบ ในอดีต เด็กมักจะเลียนแบบพฤติกรรมจากบุคคลใกล้ตัวหลัก ๆ ก็คือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู หากเป็นการเสพสื่อ เมื่อก่อนเด็กจะเสพเนื้อหาจากสื่อหลักอย่างละครและรายการโทรทัศน์เป็นหลัก ก็อาจจะเลียนแบบพฤติกรรมบางอย่างจากนักแสดง หรือนักร้องที่ตนเองชื่นชอบ แต่ในปัจจุบัน เด็กจำนวนมากเติบโตมาพร้อมกับสมาร์ตโฟนที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตอยู่ตลอดเวลาพร้อมแอปฯ โซเชียลมีเดีย โดยที่ผู้ใหญ่จำนวนมากก็ “เลี้ยงเด็กด้วยมือถือ” เปิดหน้าจอทิ้งไว้กับเด็กเพื่อให้เด็กมีอะไรทำ สามารถอยู่นิ่ง ๆ กับที่โดยไม่ก่อกวนหรือสร้างความวุ่นวายใด ๆ ส่วนผู้ใหญ่ก็จะได้มีเวลาทำอย่างอื่น
เด็กจึงโตมากับการมีมือถือและอะไรก็ตามที่เปิดได้จากในนั้นเป็นเพื่อน หลายคนคลุกคลี หมกมุ่นอยู่กับหน้าจอได้ทั้งวันและทุกวัน เพราะเข้าใจว่าคือของเล่นอย่างหนึ่ง ด้วยความไม่ประสีประสาและรู้ไม่เท่าทัน เด็กเล็กก็จะหากดเปิดอะไรไปเรื่อย ๆ ตามที่จะกดได้จากหน้าจอ นานวันเข้าที่เด็กโตพอจะเริ่มค้นหาอะไรต่าง ๆ ด้วยตัวเอง โทรศัพท์มือถือและคอนเทนต์ในโซเชียลมีเดียที่เปิดได้จากในนั้นจะค่อย ๆ กลายเป็นพ่อ แม่ และครูของเด็กไปโดยปริยาย ในเมื่อเหล่าครีเอเตอร์จำนวนมากคือบุคคลที่เด็กพบเจอทุกวันผ่านหน้าจอโทรศัพท์มือถือ และคอนเทนต์ของพวกเขาก็คือบทเรียนหนึ่งที่เด็กจะเรียนรู้จากการรับชม
อย่างที่เราทราบกันดีว่าคอนเทนต์บนโลกออนไลน์มีทั้งดีและไม่ดี คอนเทนต์จำนวนมากถูกสร้างขึ้นเพื่อเรียกร้องความสนใจ นำเสนอความแปลกใหม่ ความน่าทึ่ง รวมถึงแข่งขันกันสร้างยอดผู้เข้าชม ยอดการมีส่วนร่วมให้ได้มาก ๆ เพราะยอดเหล่านั้นล้วนแล้วแต่เป็นรายได้ หลายคอนเทนต์ทำให้ผู้คนรู้สึกตื่นเต้น เร้าใจ น่าสนุก จนทำให้บางครั้งเส้นแบ่งระหว่างความบันเทิงกับความอันตรายก็เลือนรางลง ยิ่งไปกว่านั้น ระบบอัลกอริทึมของแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยังมีหน้าที่คัดเลือกเนื้อหาที่ดึงดูดความสนใจของผู้ชมมากที่สุดมานำเสนอซ้ำแล้วซ้ำเล่า เมื่อเด็กเห็นคอนเทนต์ลักษณะเดิมบ่อย ๆ ความรู้สึกคุ้นเคยก็อาจทำให้พวกเขาเชื่อว่าพฤติกรรมดังกล่าวเป็นเรื่องปกติ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นเรื่องที่น่าลองทำตามดูสักครั้ง อยากรู้อยากลองว่าทำตามแล้วผลลัพธ์จะเป็นอย่างที่ดูมาหรือเปล่า ถ้าผู้ปกครองไม่ควบคุมการใช้งานโทรศัพท์ การเข้าถึงคอนเทนต์ต่าง ๆ และไม่เคยสอนบุตรหลานให้รู้จักคิด วิเคราะห์ หรือตั้งคำถามกับสิ่งที่ดูที่เห็น ไม่เคยแนะนำว่าอะไรดีอะไรไม่ดี ก็มีโอกาสสูงทีเดียวที่เด็กจะเลียนแบบคอนเทนต์ที่ตัวเองดูโดยปราศจากการไตร่ตรองและการประเมินความเสี่ยง
พ่อแม่ ผู้ปกครอง อยู่ตรงไหนของเรื่องนี้
เป็นที่น่าสนใจที่หลายคนมองว่า พ่อแม่หรือผู้ปกครองคือด่านป้องกันด่านแรกของเด็ก เพราะเป็นผู้ตัดสินใจว่าจะให้เด็กเข้าถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เมื่อใดและมากน้อยเพียงใด รวมถึงยังเป็นผู้ที่อนุญาตให้เด็กเข้าถึงโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์เองเลยด้วย เหตุผลหลักก็คือเด็กรุ่นใหม่เกิดและเติบโตมาพร้อมกับสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว โดยทั่วไปมันไม่ได้หายากหรือถูกจำกัดการเข้าถึงในระดับกฎหมาย ส่วนเหตุผลที่รองลงมาแต่กลับเป็นเหตุผลที่อาจมีน้ำหนักมากกว่าเหตุผลแรก การที่เด็กรุ่นใหม่ส่วนใหญ่ถูกเลี้ยงมาด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และคลิปวิดีโอที่ผู้ใหญ่เปิดให้ดู ก็เพื่อให้เด็กมีอะไรทำ มีอะไรตรงหน้าให้สนใจมากกว่าจะออกไปวิ่งซนนอกบ้านจนโดนรถชน หรือร้องไห้งอแง หรือป่วนบ้านจนวุ่นวาย และผู้ใหญ่จะได้มีเวลาไปทำมาหากิน ไม่ต้องมานั่งเฝ้าเด็กอยู่ตลอดเวลา!
แน่นอนว่าไม่มีพ่อแม่หรือผู้ปกครองคนใดสามารถเฝ้ามองลูกได้ตลอดยี่สิบสี่ชั่วโมง อีกทั้งการจะห้ามไม่ให้เด็กเข้าถึงโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์ ก็แทบจะเป็นไปไม่ได้ตามสภาพสังคม เด็กเกิดมาก็เห็นหน้าจอสี่เหลี่ยม ๆ อยู่รอบตัว บางบ้านเห็นพ่อแม่จมหายไปกับหน้าจอมาตั้งแต่สมัยที่เด็กยังไม่หย่านม บางบ้านโตมากับการที่สมาชิกทุกคนนั่งอยู่รวมกันเงียบ ๆ โดยไถมือถือกันคนละเครื่อง หรือแม้แต่การเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีต่าง ๆ มันก็เชื่อมโยงชีวิตของเด็กเข้ากับอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อประโยชน์ในการหาความรู้และความบันเทิงแบบมีสาระเหมือนกัน แต่ในขณะเดียวกัน ก็คงเป็นเรื่องยากที่จะปฏิเสธ ว่าครอบครัวมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อพฤติกรรมของเด็ก โดยเฉพาะหากครอบครัวไม่เคยมีส่วนในการควบคุมการใช้งานทั้งโทรศัพท์ อินเทอร์เน็ต และสื่อสังคมออนไลน์เลย ความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายจากสิ่งเหล่านี้มันก็จะมากขึ้น โดยตัวมันเองอาจจะไม่ แต่คอนเทนต์ที่เด็กเข้าถึงได้ต่างหากที่น่ากลัว
ยิ่งถ้าหากเป็นเด็กเล็กมาก ๆ ยิ่งไม่ควรจะปล่อยปละละเลยให้รู้จักหรือทิ้งไว้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้โดยไม่มีการควบคุมเลยด้วยซ้ำ เพราะอันที่จริง มันไม่ใช่แค่เรื่องของการเสพคอนเทนต์ต่าง ๆ บนอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ทั้งหลายก็ไม่ค่อยดีต่อพัฒนาการของเด็กเล็กเท่าไรนัก มันจึงมีเสียงตำหนิผู้ใหญ่หลายคนที่ “เลี้ยงเด็กด้วยมือถือ” เมื่อคำอธิบายที่ว่า “ผู้ปกครองจำนวนไม่น้อยจำเป็นต้องทิ้งเด็กไว้กับอุปกรณ์เหล่านี้เพื่อให้ให้เด็กอยู่นิ่ง ๆ ไม่มารบกวน ตัวเองจะได้มีเวลาทำงาน รวมถึงเด็กสมัยนี้ก็พูดยากสอนยาก บอกอะไรก็ไม่ค่อยเชื่อไม่ค่อยฟัง เวลาอบรมสั่งสอนก็มักจะเถียงโดยอ้างถึงสิทธิเสรีภาพตามที่ตัวเองเข้าใจและเข้าข้างตัวเองอยู่เสมอด้วย เพื่อให้สิ่งที่ตัวเองทำเป็นเรื่องชอบธรรม ทั้งที่ยังไม่วุฒิภาวะด้วยซ้ำ” มันเป็นคำพูดที่ไร้ความรับผิดชอบเกินไป ในเมื่อลูกหลานตัวเองยังอบรมสั่งสอนเองไม่ได้ จะคาดหวังให้ใครไปช่วยขัดเกลา ผู้ที่เรียกร้องให้พ่อแม่รับผิดชอบมากขึ้นก็เลยมองว่า เหตุผลเหล่านี้ไม่ควรกลายเป็นข้ออ้างในการละเลยหน้าที่ของตัวเอง
เพราะโลกปัจจุบัน หน้าที่ของพ่อแม่หรือผู้ปกครองอาจไม่ได้หมายถึงการสั่งห้ามเพียงอย่างเดียวอีกต่อไปแล้ว หรือตรวจสอบทุกความเคลื่อนไหวโดยล้ำเส้นความเป็นส่วนตัวของเด็กจนเกินพอดี สิ่งที่สำคัญกว่าคือการสอนให้เด็กได้เรียนรู้ได้เองต่างหากว่าอะไรดีอะไรไม่ดี สอนให้เด็กรู้จักตั้งคำถาม รู้จักคิดวิเคราะห์ และรู้จักแยกแยะระหว่างสิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่ไม่ควรทำ สนใจหันมามองสิ่งที่เด็กกำลังเปิดดูเปิดอ่านบ้างว่ามันเหมาะสมกับพวกเขาหรือยัง จะได้รู้ว่าลูกหลานกำลังสนใจอะไรอยู่ ถ้าพบเห็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม แทนที่จะดุด่าแรง ๆ หรือสั่งห้ามโดยไม่ชี้แจงอะไร ลองนั่งพูดคุย นั่งอธิบายว่าทำไมสิ่งที่พวกเขาดูอยู่ถึงไม่เหมาะสม แบบนี้น่าจะมีผลดีต่อตัวเด็กได้มากกว่า
แล้วเหล่าครีเอเตอร์ควรถูกตำหนิหรือไม่
คำถามนี้อาจเป็นประเด็นสำคัญในการถกเถียงเลยก็ว่าได้ ซึ่งคำตอบก็คือ “ควร” แต่ไม่เสมอไป และควรพิจารณากันเป็นกรณี ๆ ก่อนอื่นต้องยอมรับว่าครีเอเตอร์จำนวนไม่น้อยก็สนใจแค่จะนำเสนอสิ่งที่ตนเองอยากนำเสนอ เพราะรู้ว่ามันเรียกความสนใจได้ พวกเขาหลายคนสนใจแค่ว่าเนื้อหาที่นำเสนอไปนั้นจะเรียกยอดการมีส่วนร่วมได้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งถ้าเรียกทัวร์มาลงได้ก็อาจจะเป็นเป้าหมายที่ประสบความสำเร็จ ในเมื่อยอดการมีส่วนร่วมนั้นแปรตามรายได้ และบางคนก็จงใจสร้างเนื้อหาที่สุ่มเสี่ยงที่จะก่อให้เกิดความเข้าใจผิด ๆ โดยไม่มีคำเตือนและไม่มีรายละเอียดเพิ่มเติมจนอาจนำไปสู่อันตรายได้ โดยเฉพาะเมื่อรู้อยู่แล้วว่าผู้ชมส่วนหนึ่งเป็นเด็ก
จริงอยู่ที่ว่าสมัยนี้ใคร ๆ ก็เป็นครีเอเตอร์ได้ และสามารถสร้างสรรค์ผลงานของตัวเองลงเผยแพร่ได้ทุกแพลตฟอร์ม ทุกคนมีสิทธิและเสรีภาพในการสร้างสรรค์เนื้อหาที่ไม่ผิดกฎหมาย อย่างไรก็ตาม เสรีภาพก็มักจะมาพร้อมกับความรับผิดชอบเสมอ ยิ่งถ้าตนเองมีผู้ติดตามจำนวนมาก อิทธิพลที่มีต่อผู้ชมก็ยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย และนั่นย่อมหมายถึงความรับผิดชอบที่มากขึ้นตามไปด้วย ฉะนั้น สิ่งที่ตามมาจึงไม่ใช่คำถามว่าแล้วคอนเทนต์ไหนทำได้ทำไม่ได้ แต่เป็น “ควรทำหรือไม่” กับคอนเทนต์ที่อาจจะไม่ได้ให้อะไรอื่นนอกจากความบันเทิง ไม่ผิดที่จะทำคอนเทนต์ที่ให้ความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่หลายครั้งความบันเทิงมันก็อาจจะเกินขอบเขตความเหมาะสมไปบ้างเหมือนกัน การติดคำเตือนอาจช่วยลดความเสี่ยงได้ในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะความเสี่ยงในการถูกตำหนิว่าไม่มีความรับผิดชอบ ทั้งนี้ทั้งนั้น คำเตือนเพียงไม่กี่บรรทัดก็อาจไม่เพียงพอ หากเนื้อหาทั้งหมดถูกออกแบบมาเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมทำตาม
แน่นอนว่าการกล่าวโทษครีเอเตอร์เพียงฝ่ายเดียวก็อาจเป็นการมองปัญหาที่ง่ายเกินไป เพราะหากเป็นเช่นนั้น เราก็อาจต้องย้อนกลับไปถามว่า ภาพยนตร์ ละคร รายการโทรทัศน์ เกม หรือแม้แต่นิทานหลายเรื่องควรต้องรับผิดชอบต่อทุกพฤติกรรมเลียนแบบที่เกิดขึ้นด้วยหรือไม่ อย่างไรก็ตาม การที่มีคนตั้งคำถามถึงความรับผิดชอบต่อสาธารณะของครีเอเตอร์ เป้าหมายหลัก ๆ ก็คือ อยากให้ครีเอเตอร์ในฐานะผู้สร้างเนื้อหาได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมสร้างสรรค์สังคมให้ไปในทิศทางที่ดี เพราะการเป็นคนดัง มีคนรู้จักมากมาย หรือการเป็นอินฟลูเอนเซอร์ ผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ติดตามบนโซเชียลมีเดีย ก็ควรจะทำคอนเทนต์บนพื้นฐานของความสร้างสรรค์และปลอดภัยในทุกแง่มุมต่อผู้ที่เสพคอนเทนต์ของตนเอง ซึ่งหากว่าครีเอเตอร์พยายามยึดถือมาตรฐานเหล่านี้ ก็จะสามารถกรอง “คอนเทนต์ขยะ” หรือ “คอนเทนต์ไม่สร้างสรรค์” ออกไปจากโซเชียลมีเดียช่องหลัก ๆ ได้มากโข
อย่ามองข้าม “แพลตฟอร์ม” อีกผู้เล่นสำคัญในสมการ
ทุกครั้งที่มีการถกเถียงกันในประเด็นนี้ ผู้คนส่วนใหญ่มักจะนึกถึง “ครีเอเตอร์” ผู้สร้างคอนเทนต์ที่ควรจะทำอะไรให้ระมัดระวังและรัดกุมกว่านี้ ตัว “เด็ก” เอง ซึ่งมีทั้งคนที่มองว่าเด็กเองก็มีสมองที่แยกแยะได้ว่าอะไรควรทำไม่ควรทำ (มักเจอในกรณีของคอนเทนต์ที่มีเนื้อหาแย่มาก ๆ จนคนส่วนใหญ่เรียกว่าคอนเทนต์ขยะ โดยคนกลุ่มนี้ต้องการโจมตีตัวครีเอเตอร์ที่สร้างคอนเทนต์ไม่สร้างสรรค์ ประมาณว่าเด็กยังรู้เลยว่าอะไรแบบนี้ไม่ควรทำ) กับมองว่าวุฒิภาวะของเด็กไม่ได้มากพอที่จะคิดลึกซึ้งขนาดนั้น พ่อแม่และตัวครีเอเตอร์ต่างหากที่ต้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก และ “พ่อแม่” ผู้ถือกุญแจให้เด็กเข้าสู่โลกออนไลน์ แต่กลับลืมผู้เล่นสำคัญนั่นก็คือ “แพลตฟอร์ม”
เพราะถ้ามาไล่เรียงกันจริง ๆ ผู้ที่เกี่ยวข้องในสมการนี้ไม่ได้มีแค่เด็ก คอนเทนต์ ตัวครีเอเตอร์ และผู้ปกครองเท่านั้น แพลตฟอร์มเองก็มีส่วนไม่น้อยที่ต้องควบคุมและจัดการกับเนื้อหาต่าง ๆ ที่เผยแพร่บนพื้นที่ของตัวเอง จริงอยู่ที่ในทางหนึ่ง แพลตฟอร์มเป็นเพียงพื้นที่สำหรับเผยแพร่เนื้อหา แต่ในอีกทางหนึ่ง แพลตฟอร์มก็ควรเป็นผู้กำหนดด้วยว่า เนื้อหาใดควรถูกมองเห็นมากขึ้น และเนื้อหาใดจะถูกซ่อนเอาไว้ อย่างไรก็ตาม ด้วยการทำงานของระบบอัลกอริทึม มันไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแสดงผลลัพธ์เท่านั้น แต่ยังทำหน้าที่คัดเลือก จัดลำดับ และผลักดันเนื้อหาไปสู่ผู้ชมจำนวนมหาศาลอีกด้วย ยิ่งเนื้อหาไหนกระตุ้นอารมณ์ของผู้คนได้มาก เนื้อหานั้นก็มีแนวโน้มที่จะถูกเผยแพร่มากขึ้นตามไปด้วย นั่นแปลว่า แม้ครีเอเตอร์จะเป็นผู้สร้างเนื้อหา แต่แพลตฟอร์มก็อาจเป็นผู้ขยายอิทธิพลของเนื้อหานั้นให้กว้างขวางยิ่งขึ้น ซึ่งเมื่อมันถูกส่งมาถึงผู้ชมที่เป็นเด็กโดยที่ไม่มีระบบในการคัดกรองที่ดี มันก็สร้างปัญหาได้ไม่น้อยเลยทีเดียว
แม้ว่าหลายแพลตฟอร์มจะมีระบบจำกัดอายุผู้ใช้งาน ระบบรายงานเนื้อหาที่ไม่เหมาะสม หรือระบบคัดกรองคอนเทนต์อยู่แล้ว แต่ในทางปฏิบัติ ระบบเหล่านี้ก็ยังมีข้อจำกัดอยู่ไม่น้อย เนื่องจากแพลตฟอร์มส่วนใหญ่ต้องพึ่งพาระบบปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจจับเนื้อหา ซึ่งยังไม่สามารถแยกแยะบริบทที่ซับซ้อนได้ทั้งหมด ในขณะเดียวกัน อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มก็ถูกออกแบบมาเพื่อรักษาความสนใจของผู้ใช้งานเอาไว้ให้นานที่สุด เนื้อหาที่กระตุ้นอารมณ์ได้รุนแรง ไม่ว่าจะเป็นความตกใจ ความตื่นเต้น ความโกรธ หรือความอยากรู้อยากเห็น จึงมักได้รับการมองเห็นมากกว่าเนื้อหาทั่วไป และปัญหาก็คือ คอนเทนต์ที่กระตุ้นอารมณ์ได้ดีจำนวนมากกลับเป็นคอนเทนต์ประเภทท้าทายพฤติกรรมเสี่ยง การกลั่นแกล้ง การแสดงความรุนแรง การแกล้งผู้อื่น หรือการสร้างสถานการณ์ชวนให้เกิดการเลียนแบบนั่นเอง
ที่สำคัญที่สุด แม้แพลตฟอร์มจะไม่ได้เป็นผู้สร้างเนื้อหาด้วยตัวเอง แต่ก็เป็นผู้ได้รับประโยชน์จากยอดการรับชม ยอดการกดถูกใจ ยอดการแสดงความคิดเห็น และเวลาที่ผู้คนใช้ไปกับการรับชมเนื้อหาเหล่านั้นด้วยเช่นกัน จึงเป็นเรื่องยากที่จะกล่าวว่าแพลตฟอร์มเป็นเพียงผู้ให้บริการพื้นที่เท่านั้น เพราะในความเป็นจริง แพลตฟอร์มมีบทบาททั้งในฐานะผู้คัดเลือก ผู้เผยแพร่ และผู้ขยายอิทธิพลของเนื้อหาไปพร้อมกัน
ดังนั้น การพูดคุยกันในประเด็นนี้จึงไม่ควรจะมองหาคนผิดเพียงคนเดียว เพราะในความเป็นจริง ปัญหานี้อาจเป็นผลลัพธ์จากหลายปัจจัยที่เชื่อมโยงกันเป็นวงเดียว ครีเอเตอร์สร้างเนื้อหา เด็กเป็นผู้รับสาร พ่อแม่ทำหน้าที่ดูแล ขณะที่แพลตฟอร์มก็ทำหน้าที่เผยแพร่เนื้อหาไปสู่ผู้คนจำนวนมาก สิ่งที่น่าสนใจและต้องหันมาให้ความสำคัญกันในปัจจุบันนี้จึงไม่ใช่การโทษกันไปมาว่าใครควรรับผิดชอบ ผู้เล่นในสมการทั้งหมดล้วนแล้วแต่ต้องรับผิดชอบตามระดับที่แตกต่างกันอยู่แล้ว หากเด็กดูคอนเทนต์เสี่ยงอันตรายแล้วเอาไปทำตามจนเกิดอันตราย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าใครผิด แต่เราจะทำอย่างไร เพื่อให้เด็กเรียนรู้ที่จะใช้โลกออนไลน์อย่างปลอดภัยมากขึ้น โดยที่ไม่ต้องผลักภาระทั้งหมดไปให้คนเพียงคนเดียว เพราะในโลกที่ทุกคนต่างเป็นทั้งผู้สร้างและผู้รับสาร การเลี้ยงดูเด็กอาจไม่ใช่หน้าที่ของครอบครัวเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เป็นความรับผิดชอบร่วมกันของผู้ปกครอง ครีเอเตอร์ แพลตฟอร์ม และตัวเด็กเอง




























