Home Work & Living Living “ไมโครพลาสติก” อันตรายที่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด!

“ไมโครพลาสติก” อันตรายที่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด!

ชีวิตประจำวันของเราคลุกคลีอยู่กับ “พลาสติก” ในทุกวัน ของใช้รอบตัวเต็มไปด้วยพลาสติก สั่งอาหารมากินก็ได้บรรจุภัณฑ์เป็นพลาสติกพร้อมช้อนส้อมพลาสติก กระหายน้ำ เข้าร้านสะดวกซื้อน้ำ น้ำก็บรรจุขวดพลาสติก ดื่มกาแฟก็ได้แก้วพลาสติก ดีไม่ดีได้หลอดพลาสติกกับถุงพลาสติกมาเพิ่มด้วยอีกต่างหาก! ดูเหมือนว่าชีวิตเราจะขาดพลาสติกไม่ได้ เพราะในแง่ของความสะดวกสบาย พลาสติกช่วยเราได้มากจริง ๆ

แต่สิ่งที่หลายคนไม่ค่อยรู้ก็คือ พลาสติกที่ใช้ไปนาน ๆ จนเสื่อมสภาพ หรือมีปัจจัยด้านความร้อนเข้ามาเกี่ยวข้อง ทำให้พลาสติกแตกตัวจนปล่อยอนุภาค “ไมโครพลาสติก” ออกมา และไมโครพลาสติกที่ว่านี่ก็อันตรายต่อร่างกายมนุษย์เรามากกว่าที่คิดด้วย นั่นทำให้ประเด็นเรื่อง “พลาสติก” มันใกล้ตัวมากกว่าที่คิด และมันไปไกลกว่าเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพราะมันกำลังย้อนกลับมาเราเต็ม ๆ นี่เป็นเรื่องที่เราต้องตระหนักรู้กันให้มากขึ้น!

ไมโครพลาสติก (Microplastics) คืออะไร

พลาสติกนั้นเหมือนเงา มันอยู่กับเราในทุกที่! แม้บางทีจะมองไม่เห็น ก็ไม่ได้แปลว่าไม่มี! เพราะไมโครพลาสติก คืออนุภาคของพลาสติกขนาดเล็กจิ๋วที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 มิลลิเมตร อย่างไรก็ตาม ขนาดและรูปร่างลักษณะของไมโครพลาสติกนั้นไม่แน่นอน มีได้ตั้งแต่ขนาดเล็กที่สายตายังมองเห็น ไปจนถึงขนาดเล็กมาก ๆ ในระดับไมโครหรือนาโน ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเนื่องจากไมโครพลาสติกนั้นมีขนาดเล็กมาก มันจึงสามารถกระจายและเจือปนอยู่ในทุกที่รอบตัวเรา ทั้งในอากาศ ในน้ำ ในดิน ในอาหาร หรือแม้แต่ในร่างกายของเราเอง!

โดยส่วนใหญ่ ไมโครพลาสติกมักเกิดจากการเสื่อมสภาพหรือย่อยสลายของพลาสติกที่เราใช้กันอยู่ในชีวิตประจำวันทั่ว ๆ ไป ไม่ว่าจะเป็นถุง ขวดน้ำ เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ การแตกหักของพลาสติกขนาดใหญ่ รวมถึงพลาสติกที่ถูกผลิตมาให้มีขนาดเล็ก สำหรับใช้งานตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น เม็ดไมโครบีดส์ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดอย่างโฟมล้างหน้า ยาสีฟัน สบู่เหลว หรือสกินแคร์ ไมโครพลาสติก สามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ

  • ไมโครพลาสติกปฐมภูมิ (Primary Microplastics) คือ พลาสติกที่ถูกผลิตขึ้นมาให้มีขนาดเล็กตั้งแต่แรก เพื่อนำไปใช้ประโยชน์เฉพาะด้าน เช่น เม็ดพลาสติกบริสุทธิ์ที่นำมาใช้เป็นวัสดุตั้งต้นของการผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก เม็ดพลาสติกที่อยู่ในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดผิวหน้า เครื่องสำอาง หรือยาสีฟัน ซึ่งมักเรียกกันว่าไมโครบีดส์หรือเม็ดสครับ หรือผงกลิตเตอร์แวววาวที่นิยมนำมาใส่ในเครื่องสำอาง ไมโครพลาสติกประเภทนี้สามารถแพร่กระจายสู่สิ่งแวดล้อมได้จากการทิ้งของเสีย จากบ้านเรือนสู่แหล่งน้ำและไหลลงสู่ทะเลโดยตรง
  • ไมโครพลาสติกทุติยภูมิ (Secondary Microplastics) คือ พลาสติกที่เกิดมาจากมาโครพลาสติก (Macroplastics) หรือก็คือพลาสติกที่มีขนาดใหญ่ แล้วมีการแตกหัก เสื่อมสภาพ ย่อยสลายจากการใช้งานมาเป็นเวลานาน ไมโครพลาสติกประเภทนี้จะค่อย ๆ สะสมอยู่ในสิ่งแวดล้อม ด้วยกระบวนการย่อยสลายจากมาโครพลาสติกสู่ไมโครพลาสติก เช่น กระบวนการย่อยสลายทางเคมี กระบวนการย่อยสลายทางชีวภาพ หรือกระบวนการย่อยสลายด้วยแสงอาทิตย์ เมื่อโครงสร้างของมาโครพลาสติกย่อยสลาย หรือแตกตัวจนมีขนาดเล็ก มันจะกลายเป็นสารแขวนลอยที่ปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อม เช่น ในแหล่งน้ำ ในดิน หรือฝุ่นละอองในอากาศ

ไมโครพลาสติกใกล้ตัวเรากว่าที่คิด!

เพราะชีวิตประจำวันของเราอยู่กับพลาสติกในทุกวัน ของใช้รอบตัวมีแต่พลาสติก ข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ไม่เว้นแม้แต่เสื้อผ้าที่เราสวมใส่ เมื่อพลาสติกเหล่านี้เสื่อมสภาพตามกาลเวลา ผุพังหรือแตกหัก มันจะกลายเป็นเศษพลาสติกเล็ก ๆ ที่เรียกว่าไมโครพลาสติก หรือไมโครพลาสติกที่ใส่มาในผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดร่างกาย เมื่อเราใช้แล้วมันก็จะกลายเป็นของเสียที่ถูกชำระล้างลงท่อจากบ้านเรือน และไหลลงสู่แหล่งน้ำต่าง ๆ พูดง่าย ๆ ก็คือยิ่งชีวิตเรามีการใช้พลาสติกเพิ่มมากขึ้นเท่าไร ไมโครพลาสติกก็ยิ่งทวีจำนวนขึ้นมากเท่านั้น

และเนื่องจากไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กมาก ตั้งแต่เส้นผ่านศูนย์กลางน้อยกว่า 5 มิลลิเมตรไปจนถึงขนาดที่มองด้วยตาเปล่าไม่เห็น น้ำหนักเบา มันจึงเป็นฝุ่นฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ หรือเจือปนอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวเรา อย่างในอากาศ แหล่งน้ำ ในดิน หรือแม้กระทั่งในอาหาร ทำให้มนุษย์เรามีโอกาสรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้หลายทาง ทั้งจากการบริโภคอาหาร น้ำดื่ม และการหายใจเอาอากาศที่มีอนุภาคของไมโครพลาสติกปนเปื้อนอยู่เข้าไป ซึ่งนักวิจัยประเมินว่ามนษย์เราอาจได้รับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายในปริมาณเทียบเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบต่อสัปดาห์ และเมื่อมันเข้ามาอยู่ในร่างกายเราแล้ว มันก็จะเกิดการสะสมในระยะยาว อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพมากกว่าที่คิด

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ เรื่องผลกระทบของการรับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกาย กำลังถูกพูดถึงมากขึ้น และได้กลายเป็นประเด็นที่ใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ เพราะงานวิจัยใหม่ ๆ ได้ชี้ให้เห็นถึงหลักฐานที่ชัดเจนขึ้น ทำให้เราเห็นภาพว่า (ไมโคร) พลาสติก ส่งผลกระทบต่อร่างกายมนุษย์โดยตรง ซึ่งเป็นผลกระทบที่ลึกกว่าเรื่องของสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่แค่เรื่องใกล้ตัวธรรมดา ๆ แต่ทุกวันนี้ภายในร่างกายของเราอาจเต็มไปด้วยไมโครพลาสติกแล้วต่างหาก

ยกตัวอย่างง่าย ๆ ก็คือ “กาแฟแบบแคปซูล” ที่ใครหลายคนดื่มในทุก ๆ เช้า (อาจมีอีกแก้วและอีกแก้วตลอดวัน) นี่ก็เป็นหนึ่งในสิ่งที่ต้องพึงระวัง เพราะแคปซูลกาแฟมักทำมาจากพลาสติก! ซึ่งจากงานวิจัยระบุว่าเมื่อแคปซูลกาแฟที่ทำมาจากพลาสติกสัมผัสกับน้ำร้อนและแรงดันสูงภายในเครื่องชง พลาสติกอาจแตกตัวเป็นไมโครพลาสติก และปะปนลงไปในกาแฟ หรือบางทีที่เราพยายามหลีกเลี่ยงขวดน้ำพลาสติกไปใช้ขวดแก้ว ก็มีงานวิจัยชิ้นหนึ่งที่พบไมโครพลาสติกใน “ขวดแก้วที่มีฝาเคลือบพลาสติก” มากถึง 100 อนุภาคต่อลิตร ซึ่งมากกว่าในขวดพลาสติกหรือกระป๋องตั้งแต่ 5 ถึง 50 เท่า โดยมันไม่ได้สลายออกมาจากขวดแก้ว แต่อาจแตกตัวมาจากการเปิด-ปิด “ฝาที่เคลือบพลาสติก”

ยัง…ยังไม่หมดเพียงเท่านี้ มีงานวิจัยบางชิ้นที่พบไมโครพลาสติกใน “อาหารแปรรูปสูง” หรือก็คืออาหารที่ผ่านกระบวนการแปรรูปมากเป็นพิเศษ เนื่องจากมันจำเป็นต้องผ่านกระบวนการหลายขั้นตอน ในระหว่างทางต้องเดินทางผ่านเครื่องจักรและสายพานลำเลียงที่ทำมาจากพลาสติก หรือในกระบวนการผลิตที่มีพลาสติกเข้ามาเกี่ยวข้องก็อาจทำให้มีการปนเปื้อนได้ หรือการบริโภคอาหารทะเลก็อาจไม่รอด เพราะไมโครพลาสติกที่ปนเปื้อนอยู่ในแหล่งน้ำผ่านการกำจัดของเสีย มีความเป็นไปได้สูงมากที่เหล่าสัตว์น้ำทั้งหลายจะรับเอาไมโครพลาสติกที่ปะปนอยู่ในน้ำเข้าไปและสะสมไว้ในตัว จากนั้นมนุษย์ที่นำเอาสัตว์เหล่านี้มาประกอบอาหาร ก็จะได้รับไมโครพลาสติกที่เคยทิ้งไปกลับมา!

นี่ยังไม่รวมถึงวิถีชีวิตประจำวันธรรมดา ๆ ของมนุษย์เราที่สั่งอาหารเดลิเวอรี่มากินเป็นประจำ เพราะไม่ใช่ทุกร้านที่จะใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติกเหมาะกับประเภทอาหาร โดยเฉพาะอาหารที่เพิ่งปรุงสุกร้อน ๆ หรืออาหารที่มีความเป็นกรดสูง ปัจจัยเหล่านี้อาจทำให้บรรจุภัณฑ์พลาสติกอย่างกล่องพลาสติกหรือกล่องโฟมปล่อยไมโครพลาสติกออกมาได้เช่นกัน หรือการใช้ภาชนะพลาสติกซ้ำ ทั้งขวดน้ำหรือกล่องใส่อาหาร เมื่อเราเอามาล้างทำความสะอาด หรือเมื่อโดนความร้อน หรือใช้ซ้ำบ่อย ๆ พลาาสติกบางประเภทที่ไม่เหมาะกับการใช้ซ้ำก็อาจสลายเอาไมโครพลาสติกออกมา

ไมโครพลาสติกน่ากลัวอย่างไร

เพราะพลาสติกอยู่กับเราในทุก ๆ ที่ และมันก็มีโอกาสสูงที่พลาสติกเหล่านั้นจะสลายและปล่อยเอาไมโครพลาสติกออกมาสู่สิ่งแวดล้อม ซึ่งแน่นอนว่าไม่ว่าไมโครพลาสติกจะปนเปื้อนอยู่ที่ไหน มนุษย์เราก็จะไปรับเอาไมโครพลาสติกเหล่านั้นกลับมาสู่ร่างกายได้ในทุกทาง นี่แหละคือความน่ากลัวของไมโครพลาสติก!

  • มันเข้าสู่ร่างกายเราได้ง่ายมาก โดยเรารับเอาไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายในทุกวัน เนื่องจากปัจจุบัน เราพบไมโครพลาสติกได้ในน้ำดื่ม (แม้แต่น้ำบรรจุขวด) เกลือทะเล อาหารทะเล อากาศ ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดหรือผลิตภัณฑ์ความงามบางอย่าง (เม็ดบีดส์ เม็ดสครับ กลิตเตอร์) อาหารร้อน ๆ ที่ใช้บรรจุภัณฑ์พลาสติก ฯลฯ นั่นทำให้เรามีโอกาสรับเอาไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายมาก ทั้งจากการดื่มน้ำ การกินอาหารทะเล การกินอาหารร้อน/ดื่มกาแฟร้อน จากภาชนะพลาสติกที่ไม่เหมาะกับของร้อน หรือแม้แต่การหายใจ นักวิจัยจึงประเมินว่ามนุษย์เรารับไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายเฉลี่ยน้ำหนักเท่ากับบัตรเครดิต 1 ใบในทุกสัปดาห์
  • มันเข้าไปถึงอวัยวะภายในของมนุษย์ และไม่ย่อยสลายในร่างกาย เนื่องจากไมโครพลาสติกมีขนาดเล็กมาก ระดับไมครอน บางชนิดก็เล็กระดับนาโน มันจึงสามารถซึมผ่านทะลุเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกายได้ และแต่เดิมนักวิทยาศาสตร์เคยคิดว่าร่างกายมนุษย์จะกำจัดไมโครพลาสติกออกจากร่างกายผ่านการขับถ่าย แต่เมื่อมีการตรวจพบไมโครพลาสติกที่เข้าไปสะสมอยู่ในอวัยวะลึก ๆ อย่างในปอด ในรกของทารก ผนังลำไส้ หลอดเลือดหัวใจ อัณฑะ/รังไข่ และในเลือด ก็หมายความว่ามันไหลเวียนไปทั่วร่างกาย และซึมเข้าไปสู่อวัยวะ ที่น่ากลัวก็คือ ร่างกายเราไม่รู้วิธีกำจัดมัน รวมถึงมันเป็นพลาสติก มันจึงไม่ย่อยสลาย (ใช้เวลาย่อยสลายนานมาก)
  • ทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรัง เพราะไมโครพลาสติกก็คือสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปสู่ร่างกาย มันสามารถเข้าไปฝังในเนื้อเยื่อ ทำให้ร่างกายเกิดการอักเสบแบบเรื้อรัง ที่นำไปสู่การเสื่อมสภาพของเซลล์ ทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของโรคเรื้อรังหลายโรค จากการศึกษาพบว่าอาจเกี่ยวโยงกับโรคหลอดเลือดหัวใจ ทำให้มีความเสี่ยงต่อหัวใจวายหรือหลอดเลือดอุดตันสูงขึ้น โรคระบบทางเดินอาหาร ภูมิแพ้ มะเร็ง รวมถึงผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์
  • เป็นแหล่งสะสมของสารพิษ ลำพังแค่ไมโครพลาสติกก็น่ากลัวมากพออยู่แล้ว แต่ที่น่ากลัวกว่าก็คือ ไมโครพลาสติกดูดซับสารพิษในสิ่งแวดล้อมได้ง่ายมาก ทั้งโลหะหนัก ยาฆ่าแมลง ซึ่งสารพวกนี้เป็นสารก่อมะเร็ง หรือสารเคมีอันตรายจากพลาสติกเอง อย่างสารพาทาเลต (Phthalates) และบิสฟีนอล เอ (Bisphenol A หรือ BPA) เมื่อเข้าสู่ร่างกาย สารเหล่านี้อาจหลุดออกจากพลาสติกและทำให้ร่างกายได้รับพิษโดยตรง สารเหล่านี้รบกวนการทำงานของระบบต่อมไร้ท่อและฮอร์โมน อาจส่งผลกระทบต่อระบบสืบพันธุ์ มีผลต่อภาวะมีบุตรยากทั้งชายและหญิง คุณภาพของสเปิร์ม รวมถึงการพัฒนาของทารกในครรภ์แม่ (เพราะเจอไมโครพลาสติกในรกทารกแล้ว) และหากเป็นนาโนพลาสติก สามารถทำให้ DNA เสียหายและเพิ่มการกลายพันธุ์ของเซลล์ได้

เราจะลดความเสี่ยงอันตรายจากไมโครพลาสติกได้อย่างไร

มาถึงตรงนี้ เราก็คงรู้กันแล้วว่าเรารับเอาไมโครพลาสติกเข้าสู่ร่างกายอยู่ทุกวันอย่างหลีกเลี่ยงได้ยาก ยิ่งขยะพลาสติกเพิ่มขึ้นทุกปี เราก็ยิ่งเห็นภาพชัดขึ้นไปอีกว่ามนุษย์เรากำลัง “กินพลาสติกที่ตัวเองทิ้งกลับเข้าไป” แต่ถึงจะรู้เราก็ทำอะไรได้ไม่มาก เพราะไมโครพลาสติกมันมีขนาดเล็กเกินที่จะมองเห็นด้วยตาเปล่า เราไม่เห็นว่ามันปนเปื้อนอยู่ในอาหารที่เรากิน น้ำที่เราดื่ม หรือแม้กระทั่งอากาศที่เราสูดหายใจ เราจึงทำได้แค่ “ลดความเสี่ยง” จากสิ่งที่เราสามารถทำได้แบบไม่สุดโต่ง เช่น

  • การเลือกบรรจุภัณฑ์ หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำหรืออาหารจากขวดหรือภาชนะพลาสติกที่สัมผัสความร้อนโดยตรง เลือกประเภทของพลาสติกให้เหมาะสมกับอาหาร บรรจุภัณฑ์ใดที่มีคำเตือนว่าไม่ควรนำกลับมาใช้ซ้ำ ก็อย่านำกลับมาใช้ซ้ำ ไม่ต้องเสียดายเอาไปล้างแล้วนำกลับมาใช้ สำหรับบรรจุภัณฑ์น้ำดื่ม อาจหันมาเลือกใช้ภาชนะที่ทำจากโลหะเกรดอาหารแทน
  • บริโภคน้ำสะอาด เลือกบริโภคน้ำที่ผ่านการกรองคุณภาพดี หรือผ่านเครื่องกรองน้ำที่มีระบบ ultrafiltration หรือ activated carbon
  • ลดการใช้เสื้อผ้าใยสังเคราะห์ เพราะแค่นำไปซัก ก็ปล่อยไมโครไฟเบอร์ออกมาจำนวนมาก
  • ลดการใช้พลาสติก แน่นอนว่าบรรจุภัณฑ์พลาสติกยังเป็นทางเลือกที่สะดวกในชีวิตประจำวัน และข้าวของเครื่องใช้ต่าง ๆ ก็ล้วนแล้วแต่เป็นพลาสติก ก็ทำเท่าที่ทำได้ ถ้าเป็นไปได้ ลองมองหาและเลือกผลิตภัณฑ์ที่เขียนว่า “microplastic-free” เพื่อลดโอกาสที่พลาสติกที่เสื่อมสภาพจะแตกตัวกลายเป็นไมโครพลาสติก
  • ทำความสะอาดบ้านเป็นประจำ ช่วยลดการสะสมของไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อมที่เราอาศัยอยู่ เพราะภายในบ้านมักจะมีการปนเปื้อนของไมโครพลาสติกที่มาจากแหล่งกำเนิดต่าง ๆ เช่น ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด เสื้อผ้า หรือพลาสติกอื่น ๆ
  • สนับสนุนการรีไซเคิล การจัดการขยะพลาสติกที่ดี จะช่วยลดปริมาณพลาสติกที่จะแตกหักกลายเป็นไมโครพลาสติกในสิ่งแวดล้อม