ทุกวันนี้ เรากำลังเผชิญกับปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง โดยเฉพาะ “สภาพอากาศสุดขั้ว” ที่เราอาจคิดว่าปัญหานี้ส่งผลกระทบแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม แต่จริง ๆ แล้วมันยังเป็น “ความเสี่ยงต่อสุขภาพและชีวิตของมนุษย์” เพราะสภาพอากาศที่ร้อนจัดหรือหนาวจัด กำลังส่งผลกระทบต่อ “ร่างกายมนุษย์” อย่างชัดเจน โดยเฉพาะกับ “คนป่วย” ที่มีงานวิจัยระบุว่าจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้อุณหภูมิสูงมากหรือต่ำมาก มีผลกระทบกับผู้ป่วยโรคหัวใจ และมีความเชื่อมโยงกับอั
อุณหภูมิ “ส่งผลต่อร่างกายมากกว่าที่คิด”
แม้ว่าระบบต่าง ๆ ในร่างกายของมนุษย์จะทำงานได้อย่างมหัศจรรย์ในการปรับตัวและรับมือกับสภาวะต่าง ๆ แต่มันก็มี “ขีดจำกัด” อุณหภูมิที่สูงหรือต่ำมากเกินไปจะส่งผลต่อการทำงานของร่างกาย เนื่องจากระบบต่าง ๆ ของร่างกายต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมภายนอกอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ถ้าอุณหภูมิภายนอกสุดขั้วเกินไป ร่างกายจะทำงานหนักเพื่อพยายามปรับอุณหภูมิภายในร่างกายให้สมดุล ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะเจ็บป่วยและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว โดยเฉพาะความผิดปกติเกี่ยวกับหัวใจและหลอดเลือด
เมื่ออากาศร้อนจัด หัวใจจะเต้นเร็วและทำงานหนักขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงผิวหนังเพื่อระบายความร้อนและรักษาความดันโลหิต หลอดเลือดจะขยายตัว เพิ่มความเสี่ยงของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ภาวะหัวใจล้มเหลวเฉียบพลัน และภาวะหัวใจขาดเลือด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้ที่มีโรคหัวใจเป็นโรคประจำตัว ผู้สูงอายุ และผู้ที่กินยาขับปัสสาวะ ส่วนในคนทั่วไป หากร่างกายระบายความร้อนออกไม่ทัน จะเกิดภาวะตัวร้อนเกิน (Hyperthermia) และมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะที่จะอันตรายถึงชีวิต คือ
- ฮีตสโตรก เป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายที่สุด เมื่ออุณหภูมิร่างกายสูงกว่า 40 องศาเซลเซียส ระบบควบคุมอุณหภูมิของร่างกายล้มเหลว ผู้ป่วยจะมีอาการสับสน ชัก หมดสติ และอาจเสียชีวิตได้
- ภาวะเพลียแดด เกิดจากการที่ร่างกายสูญเสียน้ำและเกลือแร่ปริมาณมากจากการเสียเหงื่อ ผู้ป่วยจะมีอาการอ่อนเพลีย วิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน และเป็นลม นอกจากนี้ การขาดน้ำอย่างรุนแรงยังอาจนำไปสู่ภาวะไตวายเฉียบพลันได้เช่นกัน โดยเฉพาะในผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง ที่ไตมีปัญหาในการจัดการสมดุลของเหลวและเกลือแร่ในร่างกายอยู่แล้ว
ในขณะที่เมื่ออากาศเย็นจัด ก็อันตรายไม่แพ้กัน อากาศเย็นจัดจะทำให้ร่างกายสูญเสียความร้อนอย่างรวดเร็ว หลอดเลือดจะหดตัวเพื่อรักษาความร้อนในร่างกาย ซึ่งการหดตัวของหลอดเลือดจะทำให้ ความดันโลหิตสูงขึ้น หัวใจต้องทำงานหนักขึ้น อาจเกิดภาวะเลือดข้นเนื่องจากเลือดมีความหนืดสูง เพิ่มโอกาสในการเกิดลิ่มเลือด หลอดเลือดตีบ หรือเส้นเลือดหัวใจอุดตัน และเพิ่มความเสี่ยงของโรคหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน และโรคหลอดเลือดสมอง หากร่างกายยังสูญเสียความร้อนอย่างต่อเนื่อง จะเกิดภาวะตัวเย็นเกิน (Hypothermia) มีความเสี่ยงถึงชีวิต
- ภาวะตัวเย็นเกิน เมื่ออุณหภูมิแกนกลางของร่างกายลดลงต่ำกว่า 35 องศาเซลเซียส จะทำให้ระบบประสาทและอวัยวะภายในทำงานผิดปกติ มีอาการสั่น สับสน ซึมลง หัวใจเต้นช้า และอาจถึงขั้นเสียชีวิตจากหัวใจหยุดเต้น
- เนื้อเยื่อถูกทำลายจากความเย็น มักเกิดที่นิ้วมือ นิ้วเท้า และใบหู เมื่อเนื้อเยื่อแข็งตัวและถูกทำลายอย่างรุนแรง
นอกจากนี้ การที่ร่างกายจะต้องเผชิญกับความสุดขั้วของอุณหภูมิ ยังอาจทำให้ร่างกายเกิด “ความเครียดทางสรีรวิทยา” ได้ด้วย เนื่องจากร่างกายจะต้องใช้พลังงานสูงในการรักษาและควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้อยู่ระหว่าง 36.5-37.5 องศาเซลเซียส การเผชิญกับสภาพอากาศสุดขั้ว ร่างกายจะหลังฮอร์โมนความเครียดเพิ่มขึ้น ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานหนัก และอาจส่งผลต่อให้เกิดการอักเสบตามร่างกาย
สภาพอากาศสุดขั้ว ภัยคุกคามที่กระทบต่อร่างกายมนุษย์โดยตรง
จะเห็นว่าปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในปัจจุบัน ผลกระทบมันใกล้ตัวเรามากกว่าแค่เรื่องสิ่งแวดล้อม มันไม่ใช่แค่ภาวะโลกร้อน โลกเดือด อุณหภูมิสูงขึ้น หรือน้ำแข็งขั้วโลกละลาย อีกต่อไป แต่มันส่งผลกระทบต่อร่างกายของมนุษย์เราโดยตรงอย่างชัดเจนและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ หนึ่งในกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบเต็ม ๆ และอันตรายที่สุด คือผู้ป่วยโรคหัวใจและโรคเรื้อรัง ส่วนในคนที่ปกติร่างกายแข็งแรงดี การที่ร่างกายต้องเผชิญกับอากาศที่ร้อนจัดหรือเย็นจัด ปัจจุบันอาจไม่ได้ส่งผลกระทบแค่ทำให้รู้สึกไม่สบาย เป็นไข้ หรือเป็นหวัดอีกแล้ว หากร่างกายปรับตัวไม่ทัน ก็รุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้เลยเหมือนกัน
มนุษย์เรากำลังอยู่บนโลกที่ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป สภาพอากาศของโลกทุกวันนี้เปลี่ยนเร็วเกินกว่าที่ร่างกายมนุษย์จะปรับตัวทัน เรากำลังเผชิญกับ คลื่นความร้อนที่ยาวนานขึ้น ฤดูหนาวที่แปรปรวนและหนาวเฉียบเฉียบพลันขึ้น ความชื้นสูงจนเหงื่อระเหยไม่ได้ ฝุ่น PM2.5 และโอโซนที่สูงขึ้นพร้อมกับอากาศร้อน หรือฝนที่ตกอย่างหนักสลับกับอากาศร้อนภายใน 24 ชั่วโมง ที่ทำให้ภูมิคุ้มกันร่างกายสับสน ซึ่งทั้งหมดที่ว่ามานี้ เป็นเรื่องของสุขภาพมนุษย์โดยตรง
งานวิจัยชิ้นหนึ่งจากประเทศสวีเดน ได้ทำการศึกษาผู้ป่วยที่มีภาวะ “หัวใจล้มเหลว” ช่วงระหว่างปี 2006-2021 ผลการวิจัยชี้ชัดว่า การสัมผัสอุณหภูมิที่ต่ำมากหรือสูงมาก “ในช่วงเวลาสั้น ๆ” มีความเชื่อมโยงกับอัตราการเสียชีวิตในผู้ป่วยโรคหัวใจล้มเหลวอย่างมีนัยสำคัญ นั่นหมายความเพียงแค่ “วันเดียว” ที่อากาศรุนแรง ก็เพียงพอที่จะทำให้ผู้ป่วยโรคหัวใจเสียชีวิตเพิ่มขึ้นได้ หากอุณหภูมิต่ำ จะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุประมาณ 13% และเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวประมาณ 16% ในขณะที่หากอุณหภูมิสูง จะเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากทุกสาเหตุประมาณ 5% และเพิ่มอัตราการเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลวประมาณ 8%
เพราะฉะนั้น ปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจึงไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อม ข้อเท็จจริงก็คือ มันเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาพมนุษย์ การที่อุณหภูมิโลกเพิ่มขึ้น 1-2 องศาเซลเซียส มันไม่ใช่เรื่องเล็กอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่ “ก็แค่ร้อนขึ้น” แต่มันหมายถึง “ความเสี่ยง” ที่จะ “เสียชีวิต” จากสภาพอากาศแปรปรวนหรืออุณหภูมิสุดขั้ว กับคนป่วยอาจจะมีแนวโน้มสูงกว่า แต่กับคนที่ร่างกายปกติดีก็ใช่ว่าจะปลอดภัย ภาวะโลกร้อนอาจเคยเป็นเรื่องไกลตัว ทว่าวันนี้มันกำลังคุกคามสุขภาพของคนที่เรารู้จัก สุขภาพของคนในครอบครัว หรือแม้แต่สุขภาพของตัวเราเอง






























