Home Work & Living Living ในยุคนี้ ทำไมเรา “ความอดทนต่ำลง ความวีนเหวี่ยงสูงขึ้น”

ในยุคนี้ ทำไมเรา “ความอดทนต่ำลง ความวีนเหวี่ยงสูงขึ้น”

สิ่งหนึ่งที่ไม่ปกติ แต่เราเริ่มเห็นมันเกิดขึ้นจนแทบจะเป็นปกติในสังคมทุกวันนี้ คือการที่คนเราแต่ละคน “มีความอดทนต่ำลง” และ “มีความเหวี่ยงวีนสูงขึ้น” พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้คนในยุคนี้มักพกความหัวร้อนไปไหนมาไหน และพร้อมบวกตลอดเวลาหากมีเรื่องที่ทำให้ตนเองไม่พอใจเกิดขึ้น สังเกตได้จากคลิปคนทะเลาะกันที่มีให้เห็นอยู่แทบทุกวัน ข่าวการทำร้ายร่างกายจนถึงขั้นบาดเจ็บสาหัส หรือถ้ามีอาวุธก็ไปถึงจุดฆ่ากันตายง่าย ๆ ด้วยซ้ำ ทั้งที่ความขัดแย้งที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนั้น เป็นเพียงเรื่องเล็กน้อยที่คุยกันไม่ได้

แล้วเพราะอะไรที่ทำให้คนเราไปถึงจุดเดือดได้เร็วขนาดนั้น แม้บางเรื่องจะเป็นเพียงเรื่องขี้ปะติ๋ว บางเรื่องเป็นเรื่องเข้าใจผิดที่แค่อธิบายกันดี ๆ ก็น่าจะจบได้ง่าย ๆ บางเรื่องอาจมีคนผิดมีคนถูกก็จริง แต่ถ้ามีการขอโทษขอโพยไปแล้วมันก็ควรจบหรือเปล่า ทว่าเหตุใดถึงยังเกรี้ยวกราด ยังแสดงออกถึงความหยาบคาย ความรุนแรง พฤติกรรมและอารมณ์โกรธที่คุกรุ่นจนเกินควบคุม มันมีเหตุผลอะไรบ้างที่อธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมที่ว่าทำไมคนเราถึงความอดทนอดกลั้นต่ำลง และถูกแทนที่ด้วยความวีนเหวี่ยงที่สูงขึ้น จนมีเรื่องมีราวกับคนรอบข้างเสมอ

1. ปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม

ต้องยอมรับว่าสิ่งหนึ่งที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงสังคมในยุคนี้อย่างสูงสุดก็คือ “เทคโนโลยี” เพราะเทคโนโลยีสมัยใหม่ ทำให้ทุกอย่างง่ายและเร็วขึ้นกว่าเมื่อก่อนเยอะมาก เราแทบไม่ต้องอดทนรออะไรนาน ๆ หรือลำบากลงมือทำอะไรเอง เทคโนโลยีต่าง ๆ สามารถตอบสนองให้เราได้เกือบทั้งหมดแล้วในยุคนี้ ถ้าไม่เชื่อ ลองสังเกตจากตัวเองง่าย ๆ จากความอดทนในการ “รอหน้าเว็บไซต์สักเว็บขึ้นข้อมูลให้อย่างครบถ้วน” ดูก็ได้ เรื่องปกติในยุคนี้ก็คือ ทันทีที่เรากดลิงก์เข้าไป หน้าจอจะแสดงผลแทบจะทันทีในเวลาไม่กี่วินาที แต่ถ้าเรากดเข้าไปแล้วหนึ่งที หน้าจอยังไม่แสดงสิ่งที่เราต้องการขึ้นมาทันที เราจะเริ่มคิดแล้วว่าทำไมมันโหลดช้าจัง แล้วเริ่มคิดว่าปัญหาคืออินเทอร์เน็ตช้า

ทั้งที่เมื่อก่อน ในยุคที่เรายังเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านโมเด็มโดยใช้สายโทรศัพท์ หรือที่เรียกว่าการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแบบ Dial-up นั้น เราใช้เวลานานกว่านี้มากในการรอให้หน้าเว็บไซต์พร้อมใช้งาน หรือแม้แต่การดาวน์โหลดเพลง mp3 ในยุคนั้น หน้าจะขึ้นหน้าต่างแสดงเวลาที่ใช้ดาวน์โหลดพร้อมกับนับเวลาถอยหลัง เพื่อให้เรารู้ว่าต้องรอนานแค่ไหน แต่ปัจจุบันแทบไม่ทันเห็นหน้าต่างนี้แล้ว อึดใจเดียวก็ดาวน์โหลดเสร็จ ยกเว้นว่าเป็นไฟล์ที่ใหญ่มากจริง ๆ หรือการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตแย่มาก ๆ ซึ่งถ้าหากคุณสามารถนึกภาพในอดีตนั้นออก คุณจะตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่าเมื่อก่อนเราใช้เวลารอนานขนาดนั้นได้อย่างไร แล้วทำไมทุกวันนี้ เราอดทนรอแบบในอดีตไม่ไหวแล้ว

แล้วความก้าวหน้าของเทคโนโลยี มีผลต่อความอดทนอดกลั้นของคนเราอย่างไร

  • ความต้องการความรวดเร็วและผลลัพธ์ทันที เทคโนโลยีและอินเทอร์เน็ต ทำให้เราคาดหวังผลลัพธ์ที่รวดเร็วและเป็นไปตามที่ต้องการแบบทันทีทันใด ตั้งแต่การโหลดหน้าเว็บไซต์ การสั่งซื้อสินค้าออนไลน์ ไปจนถึงการสื่อสาร การรอคอยหรือความล่าช้าเพียงเล็กน้อยจึงกลายเป็นเรื่องที่ยอมรับไม่ได้ และนำไปสู่ความหงุดหงิดได้อย่างง่ายดาย ทำให้ความอดทนเราต่ำลง และเมื่อเราความอดทนของเราต่ำลงในทุก ๆ เรื่อง มันจะเริ่มส่งผลกระทบต่อการควบคุมอารมณ์ของตัวเองในชีวิตประจำวัน เวลาเกิดปัญหาหรือมีเรื่องที่ไม่พอใจ จะทำให้เราหงุดหงิดง่าย ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ยากขึ้นไปจนถึงควบคุมไม่ได้ แล้วปล่อยให้ตัวเองปรี๊ดแตก เหวี่ยงวีนออกมา
  • การขาดการฝึกฝนความอดทน เป็นผลลัพธ์ที่ต่อเนื่อมาจากวงจร “อยากได้เดี๋ยวนี้” ที่ฝังนิสัยใจร้อน สมาธิสั้น อดทนไม่ได้ และยิ่งในยุคที่ทุกสิ่งทุกอย่างมันรวดเร็วและสะดวกสบายไปหมด เราจะมีโอกาสน้อยลงในการเผชิญกับสถานการณ์ที่ต้องใช้ความอดทนและรอคอย เมื่อไม่ได้ฝึกฝนทักษะนี้เป็นประจำ แทบจะไม่ต้องใช้ความอดทนในชีวิตประจำวันเลย ความอดทนจึงค่อย ๆ ลดลงและหายไป จนไม่สามารถรับมือกับความล่าช้า ความผิดหวัง หรือสิ่งที่ทำให้ตัวเองไม่พอใจได้ ต้องตอบสนองทางอารมณ์ออกมาอย่างรุนแรงแทน
  • การเสพติดเทคโนโลยี ด้วยเทคโนโลยีทำให้เราเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ และความบันเทิงได้ทันที ทำให้ความอดทนในการรอหรือความอดทนต่อความไม่สะดวกในชีวิตประจำวันลดลง โดยเฉพาะกับคนที่เสพติดโซเชียลมีเดีย เนื่องจากโซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาให้ตอบสนองความรู้สึกดี ๆ อย่างการกดไลก์หรือคอมเมนต์ ทำให้สมองหลั่งสารโดพามีน ซึ่งเป็นสารที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจและรางวัล เมื่อเราไม่ได้รับความพึงพอใจตามที่คาดหวังไว้ (เช่น โพสต์ที่ตั้งใจโพสต์ถูกเมินเฉย หรือมีคนแสดงความคิดเห็นที่ไม่ถูกใจ) อาจนำไปสู่ความหงุดหงิดและโกรธได้ง่ายขึ้น เมื่อเป็นบ่อย ๆ ก็จะลามมาถึงเรื่องที่ตนเองไม่ถูกใจในชีวิตประจำวัน
  • โลกออนไลน์กับพฤติกรรม “ปากไว-มือไว” การใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์ที่สามารถปิดบังตัวตน ใช้ตัวตนแฝงหรือเป็นบุคคลนิรนามได้ และการเชื่อมต่อได้ทุกพื้นที่แม้อยู่ไกล ทำให้เราสามารถทะเลาะกับคนที่อยู่ในอีกซีกโลกหนึ่งได้ ความนิรนามและไกลตัว ทำให้คนกล้าใช้คำแรงในการด่าทอหรือวิพากษ์วิจารณ์คนอื่น พฤติกรรมแบบนี้อาจติดมาใช้ในโลกออฟไลน์ เมื่อเกิดความขัดแย้งกับบุคคลอื่น หรืออยู่ในสถานการณ์ที่ตัวเองไม่พอใจ แต่มันจะให้ผลลัพธ์ด้านลบกับเราในทันทีเมื่อแสดงพฤติกรรมเช่นนี้ออกมา ต่างจากออนไลน์ที่ต้องใช้เวลาตามหาตัวตน
  • ความเครียด สภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยความเครียดจากหลากหลายด้าน ทั้งเศรษฐกิจ การใช้ชีวิต และปัญหาต่าง ๆ ทำให้คนมีความอดทนต่อความไม่พอใจหรือความเครียดน้อยลง
  • อากาศร้อนทำให้ก้าวร้าวขึ้น โดยเฉพาะสังคมเมืองของเมืองร้อน ปกติของสังคมเมืองก็เต็มไปด้วยสิ่งที่ยั่วยุอารมณ์โกรธ กระตุ้นให้เกิดความโมโหได้ง่ายอยู่แล้ว เพราะมันเป็นสังคมที่เต็มไปด้วยความเคร่งเครียด แล้วยิ่งมาเจอกับสภาพอากาศที่ชวนหงุดหงิดด้วยแล้ว ยิ่งทำให้อารมณ์ถึงจุดเดือดง่าย สิ่งที่น่าสนใจก็คือ อุณหภูมิสูงสัมพันธ์กับความก้าวร้าวของคนเราได้จริง ๆ เมื่อร่างกายเราร้อนมาก ๆ ก็ควบคุมอารมณ์ยาก แล้วจิตใจก็เดือดได้ง่าย

2. ปัจจัยทางอารมณ์และจิตวิทยา

สืบเนื่องจากปัจจัยด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม เมื่อเราความอดทนเราต่ำลง ควบคุมตัวเองได้ยากขึ้น มันจะส่งผลมาถึงปัจจัยด้านอารมรณ์และจิตวิทยา

  • ความเครียดเรื้อรัง ระดับความเครียดที่สูงอย่างต่อเนื่องจากความเปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคม สภาวะแวดล้อมต่าง ๆ เบียดบังกระบวนความคิดและการใช้ตรรกะ ความเครียดที่กลายเป็นความทุกข์จะทำให้ใจร้อนขึ้น ตัดสินใจไว และส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายเข้าสู่โหมด “สู้หรือหนี” อยู่ตลอดเวลา ระบบนี้จะทำให้เราตอบสนองต่อภัยคุกคามด้วยความก้าวร้าวหรือโกรธได้ง่ายกว่าปกติ แม้จะเป็นสถานการณ์ที่ไม่รุนแรง ความไม่พอใจแม้เพียงเล็กน้อย แต่เมื่อไม่สามารถควบคุมอารมณ์ให้รู้จักอดทนได้ ก็สามารถปรี๊ดแตกได้ตลอดเวลา
  • นอนน้อย คนนอนน้อยเป็นอีกกลุ่มคนที่ควบคุมอารมณ์ตัวเองได้ยาก โดยสาเหตุของการนอนน้อย อาจเนื่องมาจากการทำงานและสภาพเศรษฐกิจ หรือแม้แต่การเสพติดโลกออนไลน์จนไม่ยอมหลับยอมนอน ก็ส่งผลให้เกิดความเครียด โดยที่การอดนอนจะเพิ่มความโกรธและบั่นทอนการควบคุมจากสมองส่วนหน้าต่ออะมิกดาลา ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสมองที่รับผิดชอบเรื่องการประมวลผลทางอารมณ์ ก็ทำให้ระเบิดง่ายขึ้น
  • การขาดความเห็นอกเห็นใจ สังคมในปัจจุบันเน้นปัจเจกนิยมมากขึ้น บวกกับการที่เรามีการสื่อสารผ่านหน้าจอกันเป็นปกติ ซึ่งการสื่อสารผ่านหน้าจอที่ไม่ได้เห็นสีหน้าหรือน้ำเสียงของอีกฝ่าย ทำให้เรามีโอกาสน้อยลงที่จะฝึกฝนความสามารถในการทำความเข้าใจความรู้สึกของผู้อื่น เมื่อขาดความเห็นอกเห็นใจ จึงมีแนวโน้มที่จะตัดสินและตอบสนองต่อผู้อื่นด้วยความโกรธและความรุนแรงได้ง่ายขึ้นโดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของอีกฝ่าย และเมื่อเกิดการสื่อสารแบบเผชิญหน้า ก็มีแนวโน้มที่จะขาดทักษะในการเข้าอกเข้าใจผู้อื่นด้วยเช่นกัน
  • ความบกพร่องทางทักษะการสื่อสาร บ่อยครั้งที่เราอาจได้เข้าไปอยู่ในสถานการณ์ หรือได้รับรู้เหตุการณ์ที่ใครบางคนแสดงความไม่พอใจออกมาผ่านการด่าทอและถ้อยคำที่รุนแรง จนทำให้เรานึกในใจว่ามันจำเป็นต้องใช้ถ้อยคำรุนแรง หยาบคาย หรือต้องข่มขู่ใครอีกคนขนาดนั้นเลยเหรอ พูดหรือบอกกันดี ๆ ก็น่าจะได้ หลายครั้งที่ปัญหาความขัดแย้งใหญ่โตจะไม่เกิดขึ้นเลย ถ้าเรารู้จักใช้คำพูดเพื่อจัดการกับความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ แต่หลายคนเลือกที่จะแสดงอารมณ์โกรธออกมาทันที อาจเป็นเพราะขาดทักษะในการสื่อสารความต้องการหรือความรู้สึกของตนเองอย่างเหมาะสม
  • การเปรียบเทียบทางสังคมตลอดเวลา บ่อยครั้งที่การเสพคอนเทนต์แบบ “ดูเฉย ๆ” ก็สามารถกระตุ้นให้เกิดการเปรียบเทียบ หรือสั่งสมความรู้สึกต่าง ๆ เช่น ความโกรธ ความอิจฉาได้ สิ่งเหล่านี้กลายเป็นเชื้อเพลิงของอารมณ์เหวี่ยงวีนหรือปรี๊ดแตกได้ง่าย แบบเดียวกับที่เราเห็นคลิปคนทะเลาะกัน แล้วมีคนหนึ่งที่หยาบคายมาก ๆ ส่วนอีกคนเป็นฝ่ายตั้งรับอย่างมีสติ เราจะเห็นคอมเมนต์ในทำนองที่ว่า “ถ้าเป็นฉันอยู่ในสถานการณ์นี้นะ คนที่ทำตัวหยาบคายโดนจัดการไปแล้ว” อยู่เสมอ

3. ภาระทางสมองและปัจจัยทางชีวภาพ

จากการเปลี่ยนแปลงทั้งทางสังคมและสิ่งแวดล้อม ส่งผลมาถึงอารมณ์ และในที่สุด มันก็เป็นภาระไปถึงสมอง ที่ทำให้คนเรามีความอดทนน้อยลง

  • ภาวะข้อมูลท่วมท้น เพราะสมองของเรามีขีดจำกัดในการประมวลผลข้อมูลในแต่ละวัน แต่ในยุคดิจิทัลที่เราต้องรับรู้ข้อมูลจำนวนมหาศาลตลอดเวลา ทั้งจากโซเชียลมีเดีย ข่าวสาร การแจ้งเตือนต่าง ๆ และเรื่องที่พบเจอในชีวิตประจำวันแบบหนึ่งวันพันเหตุการณ์ ทำให้สมองทำงานหนักขึ้นจนเหนื่อยล้า และเมื่อคนเรามีภาระทางสมองที่มากเกินไป จะทำให้ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ลดลง ทำให้เมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่ขัดใจเล็กน้อย สมองที่เหนื่อยล้าอยู่แล้วจะไม่มีพลังงานมากพอที่จะยับยั้งอารมณ์หรือควบคุมความก้าวร้าวได้ แต่พร้อมที่จะปรี๊ดแตกแบบไม่มีสติ ขาดความยั้งคิดได้ตลอดเวลา
  • ภาระจากการตัดสินใจที่ไม่หยุดหย่อน เป็นอีกหนึ่งภาระที่หนักหน่วงของสมอง เพราะในแต่ละวัน เราต้องตัดสินใจเรื่องเล็กเรื่องน้อยเป็นสิบเป็นร้อยครั้ง ซึ่งทุก ๆ การตัดสินใจต้องใช้พลังงาน ทำให้พลังงานทางจิตที่ใช้ในการตัดสินใจจะค่อย ๆ หมดไปเรื่อย ๆ และเมื่อพลังงานหมดลง ความสามารถในการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลและความอดทนจะลดลง สมองเราไม่มีพลังงานมากพอที่จะนำมาใช้ประมวลผลสถานการณ์ตรงหน้าด้วยตรรกะอีกต่อไปแล้ว ทำให้เรามีแนวโน้มที่จะตอบสนองต่อสถานการณ์ด้วยอารมณ์มากกว่าเหตุผล
  • การเปลี่ยนแปลงของสมอง เป็นปัจจัยทางชีวภาพ โดยมีงานวิจัยบางชิ้นที่ชี้ให้เห็นว่าการใช้สมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตมากเกินไป อาจส่งผลต่อการทำงานของสมองส่วนหน้า ซึ่งเป็นส่วนที่ควบคุมการตัดสินใจและการยับยั้งชั่งใจ เมื่อการทำงานของสมองส่วนนี้ลดลง ความสามารถในการควบคุมอารมณ์ก็ลดลงตามไปด้วย

4. ปัจจัยด้านการปลูกฝังและการปรับตัว

สิ่งหนึ่งที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพฤติกรรมหรือนิสัยของคนเรา ก็คือการเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก และการปลูกฝังทักษะความอดทน จนมันกลายเป็นนิสัยส่วนตัวของคนผู้นั้นไปแล้ว เพราะในท้ายที่สุดแล้ว ต่อให้มีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามามีผลต่อปรากฏการณ์ที่เราความอดทนต่ำลงและเหวี่ยงวีนปรี๊ดแตกสูงขึ้น มันก็ยังอยู่ที่นิสัยของคนเหล่านั้นด้วย

  • การปลูกฝังความอดทน เป็นสิ่งที่มีผลอย่างมากต่อพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์ของคนเรา ลักษณะเดียวกันกับที่ลูกบ้านไหนเคยเห็นพ่อแม่ใช้ความรุนแรงแก้ปัญหา ลูกก็จะมีแนวโน้มใช้ความรุนแรงแก้ปัญหาเช่นเดียวกัน ดังนั้น ลูกบ้านไหนที่เคยเห็นผู้ปกครองแสดงพฤติกรรมแบบควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้เมื่อเจอเข้ากับเรื่องไม่พอใจ มีความอดทนต่ำ ลูกก็มีแนวโน้มที่จะเป็นเช่นนั้น ด้วยเคยเห็นเป็นประจำว่าผู้ใหญ่ทำได้ ฉะนั้น พ่อแม่ผู้ปกครองจึงมีบทบาทสำคัญในการปลูกฝังความอดทนให้ลูกตั้งแต่เด็ก ทำเป็นตัวอย่างให้ดู ให้ซึมซับเป็นนิสัยของคนใจเย็น เพราะหากไม่ได้รับการปลูกฝังที่ดี อาจทำให้กลายเป็นคนที่ขาดทักษะในการควบคุมอารมณ์เมื่อโตขึ้น
  • การเปลี่ยนแปลงทางความคิดของคนรุ่นใหม่ เป็นอีกปัจจัยที่มีผลเช่นกัน อย่างที่เห็นว่าคนรุ่นใหม่มีแนวคิดที่จะเรียกร้องสิทธิ์ของตนเองมากขึ้น และรู้สึกว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องยอมในสิ่งที่ไม่มีเหตุผล ทำให้บ่อยครั้งพวกเขาก็จะคิดว่าไม่จำเป็นต้องอดทนกับเรื่องต่าง ๆ ที่เห็นว่าไม่จำเป็นต้องอดทน ในกรณีนี้อาจเกิดปัญหาได้เมื่อพวกเขาคิดแบบเหมารวม ไม่ได้ใช้เหตุผลมากพอที่จะพิจารณาเป็นเรื่อง ๆ ว่าอะไรที่ต้องอดทน และอะไรที่ต้องเผชิญหน้าเพื่อความยุติธรรมและสิทธิ์ของตัวเอง