เป็นที่รู้กันดีสำหรับคอซีรีส์เกาหลีทั้งหลาย ว่ามันจะมีซีรีส์ประเภทที่เราคาดเดาอะไรไม่ค่อยจะได้ทำออกมาให้เราดูบ่อย ๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวน อาชญากรรม ระทึกขวัญ หรือดราม่าจิตวิทยา นั่นอาจเป็นเรื่องปกติที่คนเขียนบทต้องพยายามผูกปมเรื่องให้ลึกลับซับซ้อน ทำทุกอย่างให้เป็นปริศนา เดินเรื่องแบบให้คนดูรู้สึกวอเอ๊ะ ๆ แบบว่าฉันว่าฉันพอจะเดาออกละ และเหล่าคนดูก็จะพากันตั้งทฤษฎีความน่าจะเป็นกันไปมากมายหลายสูตร หลังจากนั้นเรื่องก็เริ่มแกงคนดูหม้อใหญ่ สับขาหลอกไปมา และใส่ความลุ้นระทึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถึงช่วงคลี่คลายของเรื่อง มันเป็นธรรมดามาก ๆ ของซีรีส์แนวที่ว่า
แต่พอตัดภาพมาเป็นซีรีส์แนวโรแมนติก มันก็จะมีรูปแบบที่คาดเดาไม่ได้แตกต่างกันออกไป จะมีปมนั่นนี่เป็นอุปสรรค ถึงอย่างนั้นก็ไม่คาดคิดว่าจะมีซีรีส์ที่กล้าเล่นกับความรู้สึกคนดูตั้งแต่ฉากเปิดเรื่อง ด้วยภาพที่พระเอกเดินหนีนางเอก จากนั้นก็หันมาพูดกับนางเอกด้วยปราะโยคกระชากใจสาวว่า “เรามาหย่ากันเถอะ!” นับเป็นซีรีส์ที่เปิดเรื่องด้วยจุดจบของความสัมพันธ์ และกลายเป็นปมใหญ่ของเรื่องเลยก็ว่าได้ ว่าทำไมเรื่องราวความรักของคนสองคนถึงพากันมาถึงจุดนี้ได้ โดยที่ถูกเลือกใช้ให้เป็นฉากเปิดเรื่องด้วย
ฉากที่ว่ามาจากซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ OK! Let’s Get Divorced ที่เพิ่งฉายที่เกาหลีเมื่อวันพุธที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมานี้เอง ส่วนซับไทยถูกลิขสิทธิ์ ดูได้ที่ viu ชื่อเรื่องภาษาไทยก็แปลตรงตัวเลยว่า โอเค! เราหย่ากันเถอะ นับเป็นซีรีส์แนวโรแมนติก (เหรอวะ) ที่กล้าที่จะเริ่มต้นเล่าเรื่องแบบแตกต่าง ฉีกภาพเดิม ๆ ของละครแนวโรแมนติกที่แก่นแท้ของมันคือความรัก ที่มักจะพาคนดูหลงเคลิ้มไปความรักที่เริ่มต้นจากการจีบ การตกหลุมรัก การฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ไปจนถึงฉากจบสุดประทับใจในงานแต่งงานและเริ่มต้นชีวิตคู่ ซีรีส์โรแมนติกทั่วไปจะจบที่ตรงนั้น สร้างภาพจำแบบเทพนิยายว่านี่คือเรื่องราวตอนจบที่สวยงามของความรัก ทั้งที่ความจริง การแต่งงานและชีวิตคู่ มันคือจุดเริ่มต้นของความท้าทายสารพัดสิ่งต่างหาก ด้วยความที่เป็นเรื่องแต่ง ซีรีส์โรแมนติกเลยไม่ได้บอกมุมนี้แก่เรา
OK! Let’s Get Divorced ใน 2 ตอนแรก บอกเล่าเรื่องราวของคู่สามีภรรยา “แบคมียอง” และ “จีวอนโฮ” ที่นอกจากจะเป็นคู่ชีวิตกันแล้ว พวกเขายังเป็นหุ้นส่วนธุรกิจที่เปิดบริษัท J&White บริษัทจัดงานแต่งงานครบวงจร โดยนั่งตำแหน่งประธานบริหารคู่กัน ฝ่ายภรรยาจะดูแลเรื่องลูกค้าและการขายเป็นหลัก ส่วนฝ่ายสามีเป็นดีไซเนอร์ชื่อดังที่ออกแบบชุดแต่งงาน มีน้องชายของสามีเป็นรองประธานบริษัท และเพื่อนสนิทของภรรยาเป็นผู้จัดการทั่วไป ทั้งคู่ยังคงบริหารบริษัทที่กำลังเผชิญกับความเสี่ยงที่จะล้มละลายกันต่อไป แม้ว่าบริษัทนี้จะเคยเนรมิตความฝันให้คู่แต่งงานมาแล้วนับไม่ถ้วน
ในขณะเดียวกัน ความย้อนแย้งก็เกิดขึ้นเมื่อความขัดแย้งส่วนตัวดูจะส่งผลต่อเรื่องงาน ชีวิตคู่ของพวกเขาในปีที่ 7 ก็มาถึงจุดแตกหักแล้วเหมือนกัน ทั้งที่มันเคยราบรื่นดีมาจนถึงปีที่ 4 หรือก็คือเมื่อ 3 ปีก่อน เหตุการณ์บางอย่างทำให้พวกเขาตัดสินใจแยกห้องนอนและแทบจะไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ส่วนตัวกันเลยแม้ว่าจะอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน บทสนทนาของพวกเขาทั้งคู่ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องงานที่ตัดจากกันไม่ได้ เพราะพวกเขาไม่พร้อมที่จะเปิดเผยภาพความแตกหักของครอบครัวทั้งที่พวกเขาทำธุรกิจเกี่ยวกับการแต่งงาน ว่ากันตามตรงก็คือถ้าเรื่องนี้แดงออกไป ธุรกิจที่แย่อยู่แล้วจะแย่ยิ่งกว่าเดิม ก็นะมันคงเป็นลางที่ไม่ดีเท่าไรสำหรับคู่รักผู้ซึ่งกำลังจะเริ่มต้นชีวิตคู่ หากจะมาใช้บริการบริษัทจัดงานแต่งงานกับบริษัทที่ชีวิตคู่ของเจ้าของกำลังมีปัญหาถึงขั้นที่ใกล้จะหย่าร้างกันเต็มทน
แต่แล้วจากความไม่เข้าใจที่ไม่เคยถูกปรับจูน ความรู้สึกติดค้างในอดีตที่ค่อย ๆ สะสมจนกลายเป็นระเบิดเวลา ปัญหาใหม่ที่เกิดขึ้นรายวัน การเป็นไม้เบื่อไม้เมากันในทุกเรื่อง กลายเป็นบาดแผลเรื้อรังที่ค่อย ๆ กัดกินความสัมพันธ์ และที่แย่ที่สุดก็คือการแสดงออกของสามีที่กล้าหักหน้าภรรยาต่อหน้าธารกำนัล ภรรยาพยายามประนีประนอมและยอมรับผิดเพื่อให้ความขัดแย้งมันจบแบบเงียบ ๆ จะได้ไม่กระทบกับกิจการที่เธอกำลังประคับประคองไม่ให้มันล้ม แต่สามีกลับทำทุกอย่างตรงกันข้าม และไม่เคยรู้เลยว่าภรรยาต้องอดทนเจ็บปวดทั้งกายและใจแค่ไหนกับพฤติกรรมของสามีที่ไม่ให้เกียรติและไม่แคร์จิตใจกัน เธอเป็นฝ่ายยอมและอดทนมาโดยตลอดเพื่อรักษาธุรกิจของเธอไว้ ทำให้จากคนที่เคยรักกันมากจนขาดกันไม่ได้ เธอตัดสินใจขอหย่า ทิ้งแหวนแต่งงาน และใช้กฎหมายยื่นฟ้องหย่า
ถ้าเพื่อบริษัทแล้วไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้ และไม่มีอะไรที่ทำไม่สำเร็จ ทางตันก็ต้องเจาะเพื่อให้ไปต่อ เรื่องที่ไม่รู้ก็ต้องเรียนรู้เพื่อทำให้สำเร็จให้ได้
จริง ๆ ซีรีส์เฉลยแล้วนะว่าจุดแตกหักของสามีภรรยาคู่นี้เมื่อ 3 ปีก่อนคือเรื่องอะไร (คาดว่าน่าจะเดากันได้) ซึ่งมันเจ็บปวดมากเลยล่ะสำหรับคนเป็นภรรยา เรื่องของเรื่องก็คือในวันนั้นเธอฝันร้ายบวกกับมีอาการเหมือนคนไม่สบาย เธอพยายามขอร้องสามีทุกวิถีทางเท่าที่เธอจะทำได้ ว่าวันนี้ช่วยอยู่เป็นเพื่อนเธอหน่อย อย่าไป ตอนแรกก็แอบรู้สึกว่านางเอกงี่เง่าไปไหมนะ เพราะสามีก็คือออกไปทำงาน แต่ก็เข้าใจสภาพจิตใจของเธอในตอนนั้น แถมสภาพร่างกายของเธอก็คือสภาพของคนป่วยอะ แต่ที่ทำให้เข้าใจถึงความเจ็บปวดของเธอชัดเจนที่สุดคืองานที่สามีไปทำ มันไม่ใช่งานสำคัญขนาดที่ว่าต้องไปให้ได้ เลื่อนไม่ได้ ถ้าเลื่อนหรือไม่ไปจะเสียหายหนักมาก มันเป็นแค่งานจิตอาสา ทว่าเขากลับไม่ฟังคำขอร้องของเธอ อ้างเพียงว่าวันนี้วันสุดท้ายจบวันนี้ก็คือจบเลย และในท้ายที่สุดมันก็เกิดเรื่อง
เจอเรื่องหนักขนาดนั้นแถมยังสร้างความบาดหมางจนต้องแยกห้องนอน นี่พูดเลยว่าเป็นตัวเองคงขอหย่าตั้งแต่วันนั้นแหละ และคงเก็บเสื้อผ้าออกมาแล้ว อย่างไรก็ตาม คนอย่างนางเอกกลับเลือกที่จะอดทนมาถึง 3 ปี ทั้งที่โดนย่ำยีหัวใจอยู่ทุกวี่ทุกวัน มันก็ยิ่งชัดเจนว่าเธอให้ความสำคัญกับเรื่องงานมากกว่าเรื่องส่วนตัวไปแล้ว เธอรู้ดีว่าหากเธอจะตัดสินใจขอหย่าเพื่อยุติชีวิตคู่ตั้งแต่ตอนนั้น มันจะมีผลต่อกิจการที่เธอทำอยู่แน่นอน ไหนจะภาพลักษณ์ทางสังคมที่เป็นไอคอนของคู่แต่งงานที่มีชื่อเสียง ซึ่งมันส่งเสริมกับธุรกิจที่เธอทำอยู่อย่างมากด้วย นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เธอต้องอดทนใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเดียวกันกับสามี แสร้งเล่นละครว่าตัวเองยังมีความสุขดี ทั้งที่มันพังไปหมดแล้ว
สำหรับเธอในเวลานี้ เธอยอมสูญเสียชีวิตคู่ ยอมสูญเสียสามีไป แต่เธอไม่ยอมสูญเสียร้านชุดแต่งงานที่เธอรักเด็ดขาด ซึ่งเธอก็พยายามหาวิธีที่จะรักษามันไว้ไม่ว่าจะต้องทำอะไรก็ตาม มันคือความฝันของเธอที่อยากจะเปิดร้านตัดเย็บเสื้อผ้า แต่พ่อแม่ก็ดันมาจากไปอย่างกะทันหัน มีแฟน (เก่า) แฟนก็มาขอเลิกเพื่อไปแต่งงานกับผู้หญิงคนอื่นเพราะดันไปทำเขาท้อง อภิมหาความพังทำให้เธอโฟกัสอยู่กับแค่เรื่องงาน จนกระทั่งได้แต่งงานชีวิตคู่ก็ดันไม่ราบรื่น แม่ผัวตัวแสบก็ทำตัวสมมงกับแม่ผัวชนิดที่ไม่ผิดจากตำรา ปากคอเราะราย และตั้งความหวังไว้สูงลิบกับลูกสะใภ้ของลูกชายคนกลาง เนื่องจากลูกสะใภ้ของลูกชายคนโตหย่าร้างไปแล้ว แถมยังพบมาพบเจอกับความสูญเสียครั้งใหญ่อีก มันหนักหนาสาหัสนะสำหรับผู้หญิงคนหนึ่งที่แทบจะไม่มีใครยืนอยู่ข้างเธอเลย
แต่แล้วความอดทนของเธอก็ขาดสะบั้นลง ต่อให้รู้ว่ามันจะนำมาซึ่งความวุ่นวายในหน้าที่การงานของเธอเอง เธออดทนไปต่อไม่ไหวเมื่อสามีไม่คิดจะทำอะไรเพื่อช่วยปกป้องบริษัทนี้ไว้ เขาปฏิเสธทุกอย่างที่เธอพยายามทำ หักหน้าเธอต่อหน้าทุกคน กล่าวหาว่าเธอพยายามแสดงละครเพื่อหวังว่าเขาจะยอมใจอ่อนทำตามแผนเธอ ทั้งที่เธอต้องเจ็บตัวถึงสองครั้ง เธอตัดสินใจถอดแหวนแต่งงานราคาแพงโยนทิ้งน้ำและขอหย่าทันที ตั้งทนายยื่นฟ้องหย่า แถมยังส่งเอกสารไปที่บ้านแม่ผัวด้วย ให้รู้ดำรู้แดงไปเลยว่าเรื่องหย่านี้เธอเอาจริง พอกันทีกับชีวิตคู่ที่พังไปแล้วแต่เธอไม่ยอมรับมัน นี่คือทางตันที่เธอหาทางเจาะข้ามไปไม่ได้
ถ้าจะเป็นแบบนั้น ต่างคนต่างไปหาเส้นทางความสุขของตัวเองไม่ดีกว่าเหรอ ชีวิตคนเราก็ไม่ได้ยืนยาวขนาดนั้น
นี่ชอบประโยคหนึ่งในเรื่องย่อของซีรีส์เรื่อง OK! Let’s Get Divorced จากแอปฯ เหลืองที่ว่า “ซีรีส์เรื่องนี้จึงเริ่มต้นตรงจุดจบของนิยายรักทั่วไป นั่นคือ “คนสองคนที่เคยคิดว่าจะมีความสุขตลอดไป บัดนี้ได้จบกันอย่างสมบูรณ์แบบแล้ว”” มาก จริง ๆ ซีรีส์เรื่องนี้เดินเรื่องไปทางคอเมดี้มากกว่าที่จะให้มันเป็นดราม่า ออกแนวตลกร้ายหน่อย ๆ จากพฤติกรรมของสามี มองยังไงก็หาคำแก้ตัวให้ไม่เจอว่าทำไมถึงไม่ยอมหย่า ทั้งที่ทำกับภรรยาขนาดนั้น และตัวเขาเองก็คือหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้เกิดความสูญเสียครั้งใหญ่ในวันนั้น ทำให้ชีวิตของตัวเองและภรรยาเดินมาถึงจุดนี้ เมื่อก่อนเขาก็รักภรรยาดี แต่ตั้งแต่เหตุการณ์นั้นเขาก็ตั้งแง่กับเธอมาตลอด ไม่ว่าเธอจะทำอะไรก็ผิดไปหมด และยังคิดว่าเธอชอบทำอะไรไม่ให้เกียรติเขา ทั้งที่จริง ๆ เขานั่นแหละที่ไม่ให้เกียรติเธอ
ปัญหาชีวิตคู่ของเขากับเธอ ถึงขั้นทำให้น้องชายของเขาตั้งคำถามว่าถ้าถึงขั้นแยกห้องนอนกันแล้ว ความสัมพันธ์ก็ดูไม่มีแนวโน้มที่จะกลับมาดีขึ้นเลย ถ้าจะใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปเรื่อย ๆ ทำไมไม่หย่ากันให้จบ ๆ ไป เขาก็ลังเลและทำตัวรีรอโดยไม่ให้เหตุผลว่าทำไมถึงไม่หย่ากัน แถมตอนที่มีงานใหม่เข้ามา ก็ยังมาใช้เป็นข้ออ้างที่จะเลื่อนการหย่าออกไป พอเธอจะไปงานเลี้ยงที่มีโอกาสเจอแฟนเก่าก็ทำเป็นหึงหวง ยิ่งพอรู้ว่าฝ่ายนั้นหย่าแล้วก็ยิ่งพยายามหาเรื่องไม่ให้ไป ไม่รู้ว่าหวงเพราะยังรัก หรือไม่รู้จะอธิบายกับแฟนเก่าของเธอยังไงว่าไม่รักษาสัญญาที่ให้ไว้ว่าจะทำให้เธอมีความสุข แล้วกลัวเขามาทวงเธอคืน พาไปบ้านแม่ก็ยังปกป้องจากแม่ มีสาวเข้ามาพัวพันก็ยังปฏิเสธว่าตัวเองแต่งงานแล้ว ตอนนี้เราแทบไม่รู้เลยว่าจริง ๆ แล้วสามีคิดอะไรอยู่
แล้วยิ่งซีรีส์เรื่องนี้แตกต่างจากซีรีส์โรแมนติกคอเมดีทั่วไปตรงที่เริ่มเรื่องจากจุดจบของคู่สามีภรรยา ที่ในที่สุดสามีก็ยอมตกลงที่จะหย่าตามคำขอของภรรยา มันเลยทำให้เราสงสัยหนักมากว่าซีรีส์จำนวน 12 ตอน ตอนละ 1 ชั่วโมงนี้ นอกจากจะพยายามพาเราย้อนกลับไปหาความหมายของคำว่ารักที่ซ่อนอยู่ในความแตกหักแล้ว มันน่าจะค่อย ๆ เล่าด้วยว่าที่ผ่านมาคนทั้งคู่กำลังคิดอะไรอยู่ในใจ โดยเฉพาะกับตัวสามีที่ภรรยายื่นคำขาดตั้งแต่ท้ายอีพีแรกแล้วว่าจะหย่า แต่เขากลับหลีกเลี่ยงและถ่วงเวลาไปเรื่อย ๆ เหตุผลคืออะไร ทำไมถึงยังไม่ยอมหย่าให้เสียที และสุดท้ายอะไรที่ทำให้เขาตัดสินใจพูดว่า “เรามาหย่ากันเถอะ!” ด้วยสีหน้าท่าทางที่เจ็บปวดขนาดนั้น
ความรักที่มันถึงทางตัน ไปต่อไม่ได้ แม้ว่าจะดันทุรังยื้อเอาไว้นานแค่ไหน สุดท้ายมันก็เป็นได้แค่การซื้อเวลา ไม่ใช่ความรู้สึกที่ดีหรือโอกาสที่จะกลับไปเริ่มต้นใหม่ได้อีกแล้ว แล้วยิ่งการยื้อในแบบที่สามีทำ ใจยังรักแต่พฤติกรรมคือย่ำยีหัวใจคนที่ตัวเองรักขนาดนั้น ต่อให้ตอนจบจะขุดหาเหตุผลสวยหรูแค่ไหนมาอ้างก็ทำใจซื้อไม่ลงอะ ต่อให้บอกว่ายังรักก็ไม่เชื่อ มันดูเหมือนคนที่แค่หวงก้างมากกว่า กลัวว่าถ้าตัดสินใจเซ็นใบหย่าให้ไปแล้ว ชีวิตของภรรยาจะดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้ ในเมื่อเธอเป็นผู้หญิงเก่งที่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ เป็นคนที่ตัดสินใจเด็ดขาด และยังเปี่ยมไปด้วยแพชชั่นที่จะทำแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง แบรนด์ที่เป็นชื่อของเธอคนเดียว ผู้หญิงแบบนี้ไม่มีทางล้มนานหรอก และชีวิตเธอในฐานะแม่ม่ายที่กลับมาโสดอีกครั้งก็คงไม่ใช่ปัญหาสำหรับเธอ
OK! Let’s Get Divorced เป็นซีรีส์ที่ทำให้เราเห็นอีกด้านของนิยายหลังจากที่ภาคแรกจบลงด้วยการแต่งงาน ว่ามันยังมีภาคต่อคือชีวิตหลังแต่งงาน ที่อาจไม่ได้ไปต่อด้วยความสุขเสมอไป ซีรีส์ไม่ได้เล่าอะไรซับซ้อน ย่อยง่ายมาก แต่กลับบาดลึก ปัญหาที่นำไปสู่การหย่าร้าง จุดเริ่มต้นไม่จำเป็นต้องมาจากเรื่องใหญ่ มันมาจากเรื่องเล็ก ๆ ที่ไม่เคยถูกแก้ ทับถมกันจนเป็นปาดแผลเน่าเฟะที่ติดเชื้อเรื้อรัง และเมื่อพวกเขายังปรารถนาที่จะให้ชีวิตดำเนินไปต่อ พวกเขาก็ต้องยอมรับว่าความล้มเหลวของชีวิตคู่มันก็ต้องเริ่มขึ้น และมันก็ต้องดำเนินไปจนถึงตอนจบเช่นเดียวกันกับทุกเรื่อง ที่มีเริ่มก็ต้องมีจบ 💔






























