Home Work & Living Living ชื่อของ “พายุ” ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย มีที่มาจากไหน!

ชื่อของ “พายุ” ที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทย มีที่มาจากไหน!

ประเทศไทยตั้งอยู่กลางคาบสมุทรอินโดจีนและคาบสมุทรมลายูในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิอากาศส่วนใหญ่เป็นแบบร้อนชื้นเขตร้อน ส่วนปลายใต้สุดและตะวันออกสุดของประเทศมีภูมิอากาศแบบมรสุมเขตร้อน ตามการแบ่งเขตภูมิอากาศแบบเคิปเปน หรือพูดง่าย ๆ ก็คือ ตำแหน่งที่ตั้งของบ้านเรานั้นอยู่ในเขตร้อนชื้น ทำให้ในแต่ละปี บ้านเรามักจะต้องรับมือกับพายุหลายลูกที่พัดผ่านและก่อให้เกิดความเสียหายแทบตลอดทั้งปี โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ที่เราจะเจอกับพายุหลายลูกทีเดียว ส่วนฤดูร้อนกับฤดูหนาว ก็จะมีพายุพัดผ่านบ้างประปราย

ซึ่งถ้าหากเราติดตามข่าวสารเกี่ยวกับลมฟ้าอากาศและพายุที่อาจมีอิทธิพลต่อบ้านเรา เราจะได้ยินชื่อพายุหลากหลายแบบ บางทีก็เรียกเป็นพายุดีเปรสชัน บางทีก็เป็นพายุโซนร้อน บางทีก็เป็นไต้ฝุ่น พายุโซโคลนก็มีมาให้ได้ยินบ้างนาน ๆ ครั้ง นอกจากนี้ หลายครั้งเราก็จะพบว่าพายุเหล่านี้ก็จะมีชื่อเรียกเฉพาะที่อีกทีซึ่งเป็นคำในภาษาท้องถิ่น แม้แต่ชื่อที่ฟังแล้วน่าจะมาจากภาษาไทยก็มี แล้วเคยสงสัยกันไหมว่าชื่อของพายุเหล่านั้นมาจากไหน ใครเป็นคนตั้ง ทำไมมีชื่อที่เป็นภาษาไทยด้วย ถ้าอยากรู้คำตอบ ติดตามได้จากบทความนี้เลย

การเรียกพายุหมุนเขตร้อนตามแหล่งกำเนิดพายุ

พายุหมุนเขตร้อน (Tropical storm) คือคำทั่วไปที่ใช้เรียกพายุหมุนขนาดใหญ่ที่ก่อตัวเหนือทะเลหรือมหาสมุทรในเขตร้อน โดยทั่วไปมีเส้นผ่านศูนย์กลางหลายร้อยกิโลเมตร ข้อมูลจากกรมอุตุนิยมวิทยาระบุว่า “พายุหมุนเขตร้อน” จะมีชื่อเรียกต่างกันไปตามแหล่งกำเนิด กล่าวคือ หากเป็นพายุที่เกิดในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดีย จะถูกเรียกว่า ไซโคลน (CYCLONE) หากเป็นพายุที่เกิดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และทางด้านตะวันตกของเม็กซิโก จะถูกเรียกว่า เฮอร์ริเคน (HURRICANE) และหากเป็นพายุที่เกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ และทะเลจีนใต้ จะถูกเรียกว่า ไต้ฝุ่น (TYPHOON)

ส่วนตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทย อยู่ระหว่างบริเวณแหล่งกำเนิดของพายุหมุนเขตร้อนทั้งสองด้าน ด้านตะวันออกคือมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ ส่วนด้านตะวันตกคืออ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน อย่างไรก็ดี พายุหมุนเขตร้อนที่มีอิทธิพลต่อลมฟ้าอากาศของประเทศไทย ส่วนใหญ่จะมีแหล่งกำเนิดในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกและทะเลจีนใต้มากกว่า ทำให้พายุจากมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ จะมีโอกาสเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทยทางด้านตะวันออกมากกว่าทางด้านตะวันตก (ประเทศไทยมีโอกาสเจอไต้ฝุ่นมากกว่าไซโคลน)

พายุหมุนเขตร้อน เมื่ออยู่ในสภาวะที่เติบโตเต็มที่ จะเป็นพายุที่มีความรุนแรงที่สุดชนิดหนึ่งในบรรดาพายุที่เกิดขึ้นบนโลก มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณตั้งแต่ 100 กิโลเมตรขึ้นไป และเกิดขึ้นพร้อมกับลมที่พัดแรงมาก ระบบการหมุนเวียนของลมเป็นไปโดยพัดเวียนในทิศทางทวนเข็มนาฬิกาเข้าสู่ศูนย์กลางของพายุในซีกโลกเหนือ ส่วนในซีกโลกใต้จะพัดเวียนตามเข็มนาฬิกา ยิ่งใกล้ศูนย์กลาง ลมจะหมุนเกือบเป็นวงกลมและมีความเร็วสูงที่สุด

โดยความเร็วลมสูงสุดที่บริเวณใกล้ศูนย์กลางของพายุนี่เอง ที่ถูกนำมาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณา “ความรุนแรงของพายุ” โดยพายุที่เกิดขึ้นในฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกและทะเลจีนใต้ มีการแบ่งเกณฑ์ความรุนแรงของพายุ ตามข้อตกลงระหว่างประเทศ ดังนี้

  • พายุดีเปรสชันเขตร้อน (tropical depression) ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางไม่เกิน 33 นอต (61 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • พายุโซนร้อน (tropical storm) ความเร็วลมใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 34 นอต (62 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ขึ้นไป แต่ไม่เกิน 63 นอต (117 กิโลเมตรต่อชั่วโมง)
  • พายุไต้ฝุ่น (typhoon) ความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 64 นอต (118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ขึ้นไป โดยการเรียกพายุที่มีความเร็วลมในระดับนี้จะเปลี่ยนไปตามแหล่งกำเนิด คือ ถ้าเกิดในมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตก มหาสมุทรแปซิฟิกใต้ และทะเลจีนใต้ จะเรียกไต้ฝุ่น เกิดในอ่าวเบงกอลและมหาสมุทรอินเดีย จะเรียกไซโคลน เกิดในมหาสมุทรแอตแลนติกเหนือ ทะเลแคริบเบียน อ่าวเม็กซิโก และทางด้านตะวันตกของเม็กซิโก จะเรียกเฮอร์ริเคน

ชื่อของพายุหมุนเขตร้อนและพายุหมุนกึ่งเขตร้อน

ปกติแล้ว พายุหมุนเขตร้อนและพายุหมุนกึ่งเขตร้อน จะได้รับการตั้งชื่อโดยศูนย์เตือนภัยต่าง ๆ เพื่อให้เกิดความสะดวกระหว่างในการสื่อสารระหว่างนักพยากรณ์อากาศกับประชาชนทั่วไป สำหรับการคาดการณ์ สังเกตการณ์ และการเตือนภัยอย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากพายุแต่ละลูกสามารถมีอายุได้นานถึงสัปดาห์หรือนานกว่านั้น และในขณะเดียวกัน ก็อาจมีพายุมากกว่าหนึ่งลูกที่เกิดขึ้นจากบริเวณเดียวกัน จึงมีการตั้งชื่อให้พายุขึ้นเพื่อป้องกันการสับสนเกี่ยวกับพายุแต่ละลูกนั่นเอง

ปัจจุบัน พายุหมุนเขตร้อนจะถูกกำหนดชื่อเอาไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นทางการ โดยศูนย์เตือนภัย 1 จาก 11 แห่ง และชื่อนั้นจะถูกคงไว้ไปตลอดช่วงชีวิตของตัวพายุหมุนเขตร้อน ซึ่งชื่อจะถูกนำออกมาจากลำดับรายชื่อที่ถูกกำหนดไว้ล่วงหน้า เมื่อพายุดังกล่าวมีความเร็วลมต่อเนื่องในหนึ่ง สาม หรือสิบนาทีมากกว่า 65 กิโลเมตรต่อชั่วโมง (40 ไมล์ต่อชั่วโมง)

  • พายุที่เกิดในแอ่งแปซิฟิกตะวันตก

พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นภายในแอ่งแปซิฟิกตะวันตก ซีกโลกเหนือ นับจากเส้นศูนย์สูตรไปทางเหนือจรดเส้นละติจูดที่ 60 องศาเหนือ และเส้นลองจิจูดที่ 180 องศาไปทางตะวันตกจนถึงเส้นลองจิจูดที่ 100 องศาตะวันออก จะเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น ในการตั้งชื่อพายุสากล โดยในพื้นที่ความรับผิดชอบนี้ ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 14 ประเทศ/เขต ได้แก่

  • กัมพูชา (Cambodia)
  • จีน (China)
  • เกาหลีเหนือ (DPR Korea)
  • ฮ่องกง – จีน (Hong Kong, China)
  • ญี่ปุ่น (Japan)
  • ลาว (Lao PDR)
  • มาเก๊า – จีน (Macao, China)
  • มาเลเซีย (Malaysia)
  • ไมโครนีเซีย (Micronesia) (รัฐอิสระ อยู่บริเวณมหาสมุทรแปซิฟิก เหนือหมู่เกาะอินโดนีเซีย)
  • ฟิลิปปินส์ (Philippines)
  • เกาหลีใต้ (RO Korea)
  • ไทย (Thailand)
  • สหรัฐอเมริกา (United States of America : USA)
  • เวียดนาม (Viet Nam)

*หมายเหตุ การเรียงลำดับประเทศ/เขต จะเรียงตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศ/เขต

สำหรับประเทศไทย ที่ตั้งอยู่ในโซนมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตกตอนบนและทะเลจีนใต้ จึงมีส่วนร่วมในการเสนอชื่อพายุเข้าไปบรรจุใช้ในบัญชีชื่อพายุหมุนเขตร้อนของมหาสมุทรตะวันตกเฉียงเหนือ (Western North Pacific & South China Sea) ซึ่งเป็นสมาชิกของ ESCAP/WMO Typhoon Committee ร่วมกับประเทศสมาชิกอื่น ๆ

ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ จะเสนอชื่อพายุเข้าไปให้พิจารณา ได้ประเทศละ 10 ชื่อ รวมทั้งหมดเป็น 140 ชื่อ ตั้งแต่ปี 2543 โดยจะใช้เรียงกันตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศ/เขต ทำให้พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นภายในมหาสมุทรแปซิฟิกตะวันตก จะได้รับชื่อสากลโดยกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น เมื่อมีความรุนแรงขั้นต่ำเป็นพายุโซนร้อน โดยมีความเร็วลมต่อเนื่องเฉลี่ยใน 10 นาทีอย่างน้อย 34 นอต

ชื่อพายุที่ประเทศสมาชิกส่งเข้าไปนั้น จะถูกเตรียมไว้ในชุดรายชื่อจำนวน 5 ชุด ชุดละ 28 ชื่อ โดยคณะกรรมการไต้ฝุ่นของ ESCAP/WMO จะเรียงชื่อพายุแต่ละชื่อในบัญชีตามชื่อประเทศ/เขต ของลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษ เริ่มจากกัมพูชาเรื่อยไปจนถึงเวียดนามซึ่งเป็นอันดับสุดท้าย โดยไทยจะอยู่อันดับที่ 12 เมื่อใช้หมด 1 กลุ่มก็จะขึ้นชื่อแรกในกลุ่มที่ 2 เรียงกันเรื่อยไปจนครบทุกกลุ่ม แล้วจึงวนกลับมาใช้ชื่อแรกของกลุ่มที่ 1 ใหม่อีกครั้ง อย่างไรก็ดี ประเทศหรือดินแดนสมาชิกคณะกรรมการไต้ฝุ่น สามารถยื่นขอถอนชื่อพายุในบัญชีรายชื่อพายุได้ หากชื่อพายุชื่อนั้นเคยสร้างความเสียหายรุนแรง เช่น จำนวนตัวเลขผู้เสียชีวิต เพื่อเคารพผู้สูญเสียและป้องกันความสับสนในอนาคต

ด้วยเหตุนี้ ทางกรมอุตุนิยมวิทยาไทย จึงได้ตั้งคณะกรรมการพิจารณารายชื่อและความหมายของชื่อ ขึ้นเพื่อเป็นตัวแทนเสนอชื่อพายุในภาษาไทย ณ ที่ประชุมของศูนย์เตือนภัยพายุไต้ฝุ่นร่วม หรือเจทีดับบลิวซี (Joint Typhoon Warning Center (JTWC)) จนได้ชื่อพายุที่เสนอโดยไทยที่ยังถูกบรรจุไว้ในตารางรายชื่อพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกและทะเลจีนใต้ ซึ่งได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมคณะกรรมการไต้ฝุ่น สมัยที่ 56 (ข้อมูลล่าสุด 12 มิถุนายน 2567) ตามลำดับ ได้แก่

  • PRAPIROON (พระพิรุณ)
  • KRATHON (กระท้อน)
  • WIPHA (วิภา)
  • BUALOI (บัวลอย)
  • MEKKHALA (เมขลา)
  • ATSANI (อัสนี)
  • NIDA (นิดา)
  • CHABA (ชบา)
  • KULAP (กุหลาบ)
  • KHANUN (ขนุน)
  • พายุที่เกิดในแอ่งมหาสมุทรอินเดียเหนือ

เช่นเดียวกับพายุที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียเหนือ เพราะตำแหน่งที่ตั้งของประเทศไทยอยู่ระหว่างบริเวณแหล่งกำเนิดของพายุหมุนเขตร้อนสองด้าน ด้านหนึ่งคือด้านตะวันออก คือมหาสมุทรแปซิฟิกและทะเลจีนใต้ ที่กล่าวไปแล้ว และอีกด้านคือด้านตะวันตก คืออ่าวเบงกอลและทะเลอันดามัน หากพายุเกิดขึ้นภายในแอ่งมหาสมุทรอินเดียเหนือ นับจากเส้นศูนย์สูตรไปทางเหนือ เส้นลองจิจูดที่ 100 องศาตะวันออก ไปทางตะวันตกจนถึงเส้นลองจิจูดที่ 40 องศาตะวันออก จะเป็นพื้นที่ความรับผิดชอบของกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ในการตั้งชื่อพายุสากล โดยในพื้นที่ความรับผิดชอบนี้ ประกอบไปด้วยประเทศสมาชิกทั้งหมด 13 ประเทศ/เขต ได้แก่

  • บังคลาเทศ (Bangladesh)
  • อินเดีย (India)
  • อิหร่าน (Iran)
  • มัลดีฟส์ (Maldives)
  • เมียนมา (Myanmar)
  • โอมาน (Oman)
  • ปากีสถาน (Pakistan)
  • กาตาร์ (Qatar)
  • ซาอุดีอาระเบีย (Saudi Arabia)
  • ศรีลังกา (Sri Lanka)
  • ไทย (Thailand)
  • สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (The United Arab Emirates : UAE)
  • เยเมน (Yemen)

*หมายเหตุ การเรียงลำดับประเทศ/เขต จะเรียงตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศ/เขต

สำหรับการตั้งชื่อพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรอินเดียนั้น เริ่มต้นขึ้นในปี 2547 หลังการประชุมของคณะกรรมการ WMO/ESCAP ว่าด้วยพายุหมุนเขตร้อน ครั้งที่ 27 ซึ่งจัดขึ้นในปี 2543 อย่างไรก็ตาม บัญชีรายชื่อพายุที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน เป็นบัญชีรายชื่อพายุหมุนเขตร้อนชุดใหม่ที่ประเทศสมาชิกคณะกรรมการ WMO/ESCAP นำมาใช้ในปี พ.ศ. 2563 ซึ่งเป็นตารางชุดใหม่ที่นำมาใช้แทนชุดเก่า ที่ใช้ในปี 2547-2562 เนื่องจากตารางชื่อพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรอินเดีย จะใช้เพียงครั้งเดียว (ใช้ชื่อจากตารางชุดเก่าหมดแล้ว จะประกาศรายชื่อตารางชุดใหม่มาแทน)

ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศ จะเสนอชื่อพายุเข้าไปให้พิจารณา ได้ประเทศละ 13 ชื่อ รวมทั้งหมดเป็น 169 ชื่อ โดยจะใช้เรียงกันตามลำดับตัวอักษรภาษาอังกฤษของชื่อประเทศ/เขต ทำให้พายุหมุนเขตร้อนที่เกิดขึ้นภายในมหาสมุทรอินเดียเหนือ จะได้รับชื่อสากลโดยกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย ชื่อพายุที่ประเทศสมาชิกแต่ละประเทศส่งเข้าไปนั้น ปัจจุบัน จะถูกเตรียมไว้ในชุดรายชื่อจำนวน 13 ชุด ชุดละ 13 ชื่อ แต่จะถูกนำมาหมุนเวียนน้อยใช้มากในแต่ละปี โดยชื่อพายุที่เสนอโดยไทยที่ถูกบรรจุไว้ในตารางรายชื่อพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรอินเดียเหนือ ตามลำดับมีดังนี้

  • Sitrang (ศรีตรัง)
  • Montha (มณฑา)
  • Thianyot (เทียนหยด)
  • Bulan (บุหลัน)
  • Phutala (ภูตลา)
  • Aiyara (ไอยรา)
  • Saming (สมิง)
  • Kraison (ไกรสร)
  • Matcha (มัจฉา)
  • Mahingsa (มหิงสา)
  • Phraewa (แพรวา)
  • Asuri (อสุรี)
  • Thara (ธารา)

เกณฑ์การเรียกชื่อพายุ

ก่อนอื่น สามารถเข้าไปดูตารางรายชื่อพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกและทะเลจีนใต้ได้ที่เว็บไซต์ของกรมอุตุนิยมวิทยาญี่ปุ่น รายชื่อทั้งหมดในตาราง เป็นชื่อพายุหมุนเขตร้อนที่คณะกรรมการไต้ฝุ่น ESCAP/WMO รับรองให้ใช้ สำหรับพายุที่เกิดขึ้นบริเวณแปซิฟิกเหนือตอนตะวันตกและทะเลจีนใต้ (มีผลบังคับใช้ในปี พ.ศ. 2568) แต่ถ้าอยากได้รายชื่อพายุที่ถอดเสียงคำอ่าน โดยสำนักงานราชบัณฑิตยสภา มาแล้ว พร้อมความหมายและที่มาของชื่อเหล่านั้น สามารถเข้าไปดูได้ที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นตารางที่อัปเดตล่าสุดปี พ.ศ. 2567

ส่วนหลักในการเรียกชื่อพายุและการไล่ลำดับชื่อในตารางนั้น มีรายละเอียดดังนี้

  1. พายุที่จะถูกตั้งชื่อ คือพายุที่มีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางของพายุมากกว่า 34 นอต (มากกว่า 62 กม./ชม.) หรือก็คือ ความรุนแรงขั้นต่ำเป็นพายุโซนร้อน
  2. ชื่อของพายุ จะเริ่มใช้ที่คอลัมน์ที่ 1 ชื่อแรกสุดก่อน ดังนั้น เมื่อมีพายุเกิดขึ้น และมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางตามที่กำหนดในข้อ 1. เป็นลูกตัวแรกของปี พายุลูกนั้นจะมีชื่อว่า “Damrey”
  3. เมื่อมีพายุลูกต่อไปเกิดขึ้น และมีความเร็วลมสูงสุดใกล้จุดศูนย์กลางตามที่กำหนดในข้อ 1. พายุลูกนั้นจะใช้ชื่อที่อยู่ถัดลงมา ในคอลัมน์ที่ 1 ชื่อถัดลงมา เช่น พายุลูกที่สองจะมีชื่อว่า “Tianma”
  4. เมื่อใช้ชื่อพายุจนหมดคอลัมน์ที่ 1 แล้ว ให้เริ่มใช้ชื่อแรกของคอลัมน์ที่อยู่ถัดไป ดังนั้น พายุลูกที่เกิดหลังพายุ “Trami” จะใช้ชื่อ “Kong-rey”
  5. เมื่อใช้ชื่อพายุจนหมดคอลัมน์ที่ 5 แล้ว ให้กลับมาใช้ชื่อแรกของคอลัมน์ที่ 1 ดังนั้น พายุลูกที่เกิดหลังพายุ “Saobian” จะกลับไปใช้ชื่อ “Damrey” อีกครั้ง

ส่วนตารางรายชื่อพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรอินเดียเหนือ สามารถเข้าไปดูรายชื่อได้ที่เอกสารเผยแพร่ของกรมอุตุนิยมวิทยาอินเดีย

โดยรายละเอียดในการเรียกชื่อพายุและการไล่ลำดับรายชื่อในตารางก็จะคล้ายกัน เพียงแต่ตารางรายชื่อพายุหมุนเขตร้อนเหนือมหาสมุทรอินเดียเหนือนั้นจะถูกใช้เพียงครั้งเดียว หากใช้รายชื่อจากตารางชุดปัจจุบันนี้หมดแล้ว จะประกาศใช้รายชื่อจากตารางชุดใหม่แทน ไม่เวียนใช้แบบตารางรายชื่อพายุหมุนเขตร้อนที่ก่อตัวบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเหนือด้านตะวันตกและทะเลจีนใต้ และพายุเหนือมหาสมุทรอินเดียเหนือ หากมีความเร็วลมสูงสุดใกล้ศูนย์กลางตั้งแต่ 64 นอต (118 กิโลเมตรต่อชั่วโมง) ขึ้นไป จะถูกเรียกว่า ไซโคลน (cyclone) แทนไต้ฝุ่น (typhoon)