Home Work & Living Living ชวนสังเกตฉลากอาหาร พิจารณารหัส “วัตถุเจือปนอาหาร”

ชวนสังเกตฉลากอาหาร พิจารณารหัส “วัตถุเจือปนอาหาร”

ในช่วงที่เทรนด์การรักสุขภาพ และการเลือกบริโภคอาหารที่ดีต่อสุขภาพนั้นมาแรง ทำให้ผู้คนจำนวนไม่น้อยใส่ใจในการเลือกกินอาหารมากขึ้น โดยหนึ่งในวิธีที่ผู้บริโภคใช้ในการพิจารณาเลือกอาหารก็คือ “การอ่านฉลากอาหาร” ซึ่งนอกจากการพิจารณาส่วนของ ฉลากโภชนาการ แล้วว่าผลิตภัณฑ์อาหารนั้น ๆ มีคุณค่าทางโภชนาการต่อร่างกายอย่างไรบ้าง อีกส่วนที่ผู้บริโภคให้ความสนใจไม่แพ้กันก็คือ ส่วนประกอบของอาหาร อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้ว กลับพบกับข้อความที่ทำให้รู้สึกกังวลใจ นั่นก็คือ “วัตถุเจือปนอาหาร” การเห็นข้อความนี้ทำให้รู้สึกได้ว่าอาหารในมือไม่บริสุทธิ์ ดูน่ากลัว ดูอันตราย ไม่รู้ว่ากินไปแล้วจะมีผลต่อสุขภาพไหม เพราะมีสิ่งเจือปน

ดังนั้น บทความนี้ เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “วัตถุเจือปนอาหาร” ที่เราเห็นบนฉลากอาหารกัน ว่าทำไมผลิตภัณฑ์อาหารที่มีฉลากจะต้องแสดงวัตถุเจือปนอาหาร ผู้ผลิตใส่วัตถุเจือปนพวกนี้ลงไปทำไม แล้ววัตถุเหล่านี้จะเป็นอันตรายไหมถ้ากินเข้าไป รวมถึงพวกรหัสแปลก ๆ ที่เห็น อย่าง INS ตามด้วยตัวเลข หรือชื่อเฉพาะทางวิทยาศาสตร์แปลก ๆ ที่อ่านแล้วก็ไม่รู้ว่ามันคืออะไร จริง ๆ มันคืออะไร ทำหน้าที่อะไรในอาหาร และมันปลอดภัยต่อร่างกายหรือไม่เมื่อมันมาอยู๋ในอาหาร

วัตถุเจือปนอาหาร คืออะไร

วัตถุเจือปนอาหาร (Food additives) ตามนิยามที่ปรากฏในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ. 2547 ให้ความหมายไว้ว่า “วัตถุที่ตามปกติมิได้ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีคุณค่าทาอาหารหรือไม่ก็ตาม แต่ใช้เจือปนในอาหารเพื่อประโยชน์ทางเทคโนโลยีการผลิต การแต่งสีอาหาร การปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร การบรรจุ การเก็บรักษา หรือการขนส่ง ซึ่งมีผลต่อคุณภาพหรือมาตรฐานหรือลักษณะของอาหาร ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงวัตถุที่มิได้เจือปนในอาหาร แต่มีภาชนะบรรจุไว้เฉพาะแล้วใส่รวมอยู่กับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วย เช่น วัตถุกันชื้น วัตถุดูดออกซิเจน เป็นต้น”

ดังนั้น สรุปให้เข้าใจง่าย ๆ ก็คือ วัตถุเจือปนอาหาร เป็นวัตถุ/สารเคมี ที่ตามปกติไม่ใช่อาหารโดยตรง แต่ถูกเติมเจือปนลงไปในอาหารในกระบวนการผลิต การแปรรูป หรือการเก็บรักษาอาหาร สำหรับการผลิตแบบอุตสาหกรรม เพื่อประโยชน์ทางเทคโนโลยีการผลิต การแต่งสี การปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร การบรรจุ การเก็บรักษา และการขนส่ง ซึ่งจะมีผลต่อคุณภาพ มาตรฐาน และลักษณะของอาหารได้ ถ้าไม่ใส่วัตถุเจือปนอาหารลงไป ทั้งนี้ ยังหมายรวมถึงวัตถุที่ไม่ได้ใส่เจือปนลงไปในอาหาร แต่มีภาชนะบรรจุไว้เฉพาะ แล้วใส่รวมลงไปกับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าว และไม่รวมสารอาหารที่เติมลงไป เพื่อเพิ่มหรือปรับให้คงคุณค่าทางโภชนาการของอาหาร

แม้ว่า “วัตถุเจือปนอาหาร” จะฟังดูน่ากลัว ทำให้รู้สึกอันตรายหรือไม่ปลอดภัย เพราะมันคือ “สารที่เจือปนลงไปในอาหาร” แต่สารเหล่านี้ คนทั่วไปที่ไม่ได้มีปัญหาสุขภาพเฉพาะ สามารถบริโภคได้โดยไม่เป็นอันตราย ปริมาณที่ใส่ลงไปก็ถูกควบคุมการใช้จากหน่วยงานอย่างสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ตามกฎหมายด้านอาหาร เพื่อให้มั่นใจในความปลอดภัย และกฎหมายก็กำหนดว่าผูผลิตจะต้องแจ้งวัตถุเจือปนอาหารที่ใส่ลงไปในอาหารบนฉลากส่วนประกอบ เพื่อให้ผู้บริโภคทราบ และ “พิจารณา” ให้เหมาะสมกับตัวผู้บริโภคเอง

เพราะอย่างที่ทราบดีอยู่แล้ว ว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูป (ที่ต้องใส่วัตุเจือปนอาหารอยู่แล้ว เพื่อประโยชน์ต่าง ๆ ดังกล่าว) ในปริมาณที่มากเกินไป อาจไม่ดีต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพหรือมีอาการแพ้ จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้อง “พิจารณาอย่างรอบคอบ” เกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหารที่ใส่มากับอาหาร เพื่อหลีกเลี่ยงวัตถุเจือปนอาหารบางชนิดที่อาจเป็นอันตรายต่อร่างกาย การอ่านฉลากอาหารที่ระบุวัตถุเจือปนอาหาร และทำความเข้าใจเกี่ยวกับวัตถุเจือปนอาหารเหล่านั้น จะช่วยให้เราสามารถเลือกซื้ออาหารได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของตัวเอง และเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับสุขภาพของเรา

ดังนั้นแล้ว การมีวัตถุเจือปนในอาหาร ก็ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นอันตรายเสมอไป แต่มันคือกระบวนการที่โปร่งใส ว่าในอาหารนั้น ๆ มีสารเติมแต่งอะไรบ้าง เพื่อให้เราเลือกซื้อเลือกบริโภคอาหารอย่างมีข้อมูล นี่คือความจำเป็นที่จ้องมีการแสดงการใช้วัตถุเจือปนอาหารไว้บนฉลาก เพื่อให้ผู้บริโภครู้ว่ามีการใส่สารอะไรลงไปบ้าง เพื่อป้องกันการใช้เกินมาตรฐาน (ถ้าเกินอาจส่งผลต่อสุขภาพ) และเพื่อช่วยคนที่แพ้หรือไวต่อสารบางชนิดเลือกอาหารได้เหมาะสมกับสุขภาพของตัวเอง

มองหารหัส INS บนฉลากอาหาร ที่แสดง “วัตถุเจือปนอาหาร”

ตามที่กฎหมายกำหนด ผู้ผลิตจะต้องแสดง “วัตถุเจือปนอาหาร” ที่ใส่ลงไปในผลิตภัณฑ์อาหาร ว่าใส่อะไรลงไปบ้าง เพื่อให้ผู้บริโภคอย่างเรา ๆ สามารถนำมาพิจารณาว่าผลิตภัณฑ์อาหารดังกล่าวเหมาะสมกับตัวเองหรือไม่ สังเกตดูว่าเราแพ้หรือไวต่อสารเจือปนอาหารบางชนิดหรือไม่ (คนปกติสามารถกินได้โดยไม่มีอันตราย แต่คนที่แพ้หรือไวต่อสารบางอย่าง ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนก่อนกินเข้าไป)

โดยปกติ บนฉลากอาหาร เราจะสามารถเห็นการระบุวัตถุเจือปนอาหารได้ 2 แบบหลัก ๆ คือ

  • ระบุเป็นชื่อกลุ่มหน้าที่ เช่น สารกันเสีย สารให้ความข้นเหนียว สารช่วยให้ฟู สารควบคุมความเป็นกรด
  • ระบุเป็นชื่อเฉพาะหรือรหัส INS เป็นระบบรหัสสากลที่ใช้ระบุวัตถุเจือปนอาหาร เช่น INS 211 (โซเดียมเบนโซเอต) คือ สารกันเสียที่มักใช้ในน้ำอัดลมและน้ำผลไม้ INS 330 (กรดซิตริก) คือ สารควบคุมความเป็นกรด ที่พบได้ตามธรรมชาติในผลไม้รสเปรี้ยว และใช้ในอาหารหลากหลายชนิด INS 941 (ไนโตรเจน) คือ ก๊าซที่ช่วยในการเก็บรักษาอาหาร ใช้บรรจุแทนที่ออกซิเจนในภาชนะบรรจุอาหาร เพื่อชะลอความเสื่อมของอาหาร และป้องกันการยุบตัวของบรรจุภัณฑ์อาหารที่อาจสร้างความเสียหายของอาหารที่แตกหักง่าย

สำหรับรหัสมาตรฐาน INS หรือ International Numbering System for Food Additives นี้ เป็นเลขสารบบสากลสำหรับวัตถุเจือปนในอาหาร เราจะพบรหัสนี้ได้จากฉลากส่วนประกอบอาหารด้านหลังบรรจุภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม รหัส INS นั้นมีเยอะมาก เราไม่จำเป็นต้องจำว่า INS แต่ละตัวคือสารอะไร (ทว่าบางตัวเราอาจจำได้เอง เพราะปรากฏให้เห็นบ่อย ๆ ในผลิตภัณฑ์อาหาร) แต่ถ้าเราอยากรู้ว่ารหัส INS ที่เจอนั้นคือสารอะไร ก็สามารถค้นหาได้จากอินเทอร์เน็ต หรือถ้าอยากรู้อย่างละเอียด ให้เปิดเว็บไซต์เช็กจากฐานข้อมูลของ กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา จะมีระบุไว้หมดว่าวัตถุเจือปนอาหารแต่ละแบบพบในอาหารหมวดอะไรบ้าง

ฐานข้อมูลนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสืบค้นข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้วัตถุเจือปนอาหาร ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยวัตถุเจือปนอาหาร โดยเราสามารถค้นหาวัตถุเจือปนอาหารจากรหัสที่เรามี (เจอได้จากฉลากอาหาร) ว่ามันคือสารอะไร สามารถ เช็กรายชื่อวัตถุเจือปนอาหาร ที่เรียงตามตัวอักษรภาษาอังกฤษ (A ถึง Z) และสามารถเช็กข้อกำหนดเงื่อนไขการใช้วัตถุเจือปนอาหาร โดยเรียงตามหมวดอาหารทั้ง 16 หมวด ที่จะมีการใส่วัตถุเจือปนอาหารลงไป ว่าใส่อะไร ปริมาณสูงสุดที่อนุญาตให้ใส่ (มก./กก.) เงื่อนไขในการใส่ และปีที่รับค่ากำหนด

โดย 16 หมวดอาหารที่พบว่ามีการใส่วัตถุเจือปนอาหาร (แต่ละหมวดจะมีชนิดอาหารย่อยลงไปอีก) ได้แก่

  1. ผลิตภัณฑ์นมและผลิตภัณฑ์ที่ใช้แทนนม
  2. น้ำมันและไขมัน และผลิตภัณฑ์อิมัลชัน
  3. ขนมหวานที่มีน้ำเป็นส่วนประกอบหลักแช่เยือกแข็ง
  4. ผลไม้ ผัก สาหร่าย นัทและเมล็ด
  5. ลูกกวาด ลูกอม ช็อกโกแลต และขนมหวาน
  6. ธัญชาติและผลิตภัณฑ์ธัญชาติ
  7. ผลิตภัณฑ์ขนมอบ (ผลิตภัณฑ์เบเกอรี่)
  8. เนื้อสัตว์และผลิตภัณฑ์เนื้อสัตว์
  9. สัตว์น้ำและผลิตภัณฑ์สัตว์น้ำ
  10. ไข่และผลิตภัณฑ์จากไข่
  11. สารให้ความหวาน และน้ำผึ้ง
  12. เกลือ เครื่องเทศ ซุป ซอส สลัด และผลิตภัณฑ์จากโปรตีน
  13. อาหารที่มีวัตถุประสงค์เฉพาะทางด้านโภชนาการ
  14. เครื่องดื่ม
  15. ขนมขบเคี้ยว
  16. อาหารเตรียมสำเร็จ

วัตถุประสงค์ของการใช้วัตถุเจือปนอาหาร

วัตถุเจือปนอาหาร ชื่ออาจฟังดูน่ากลัว ดูอันตราย แต่แท้จริงแล้วเป็นสสาร/วัตถุที่สามารถบริโภคได้ และมีการควบคุมโดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กระทรวงสาธารณสุข ตามนิยามของ “วัตถุเจือปนอาหาร” ที่ปรากฏในประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 281) พ.ศ. 2547 ให้ความหมายไว้ว่า

“วัตถุที่ตามปกติมิได้ใช้เป็นอาหารหรือเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของอาหาร ไม่ว่าวัตถุนั้นจะมีคุณค่าทาอาหารหรือไม่ก็ตาม แต่ใช้เจือปนในอาหารเพื่อประโยชน์ทางเทคโนโลยีการผลิต การแต่งสีอาหาร การปรุงแต่งกลิ่นรสอาหาร การบรรจุ การเก็บรักษา หรือการขนส่ง ซึ่งมีผลต่อคุณภาพหรือมาตรฐานหรือลักษณะของอาหาร ทั้งนี้ให้หมายความรวมถึงวัตถุที่มิได้เจือปนในอาหาร แต่มีภาชนะบรรจุไว้เฉพาะแล้วใส่รวมอยู่กับอาหารเพื่อประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นด้วย เช่น วัตถุกันชื้น วัตถุดูดออกซิเจน เป็นต้น”

“วัตถุเจือปนอาหาร” ถูกนำมาใช้ในอาหารเพื่อประโยชน์ทางเทคโนโลยีการผลิต สำหรับการผลิตอาหารแบบอุตสาหกรรมมานานแล้ว ซึ่งเป็นกระบวนการเปลี่ยนวัตถุดิบอาหารให้เป็นอาหารแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูปในปริมาณมาก โดยอาศัยการใช้เครื่องจักร อุปกรณ์ เทคโนโลยี และแรงงาน ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่ตอบสนองความต้องการในตลาด เนื่องจากอาหารเหล่านี้จำเป็นจะต้องเก็บไว้นานเพื่อรอจำหน่าย รอผู้บริโภคซื้อไปกิน อาหารเหล่านี้จึงจำเป็นจะต้องคงสภาพได้นาน มิใช่เปลี่ยนสภาพไปก่อนคนซื้อ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ไม่ได้มีกฎหมายกำหนดว่าต้องแจ้งผู้บริโภคบนฉลากว่าใส่อะไรลงไปบ้าง เมื่อมีกฎหมายเข้ามาควบคุม ทางผู้ผลิตจึงต้องแจ้ง ดังที่ปรากฏบนฉลากอาหารนั่นเอง

ดังนั้น การใช้วัตถุเจือปนอาหาร จึงมีวัตถุประสงค์ในการใช้หลัก ๆ ก็เพื่อประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม เช่น

  • เพื่อรักษาคุณภาพโดยรวมของผลิตภัณฑ์อาหาร เช่น การใช้วัตถุกันเสีย เพื่อป้องกันการเสื่อมเสียของอาหารจากยีสต์ รา แบคทีเรีย การใช้วัตถุกันหืน เพื่อป้องกันการเสื่อมเสียจากปฏิกิริยาออกซิเดชันของอาหารที่มีน้ำมันและไขมันเป็นส่วนประกอบ และการเปลี่ยนสีของผักและผลไม้สด
  • เพื่อให้อาหารมีความคงตัว เช่น การใช้อิมัลซิไฟเออร์ ทำให้อาหารมีสภาพเป็นอิมัลชัน ลักษณะเนื้อสัมผัสคงตัวและป้องกันน้ำและน้ำมันไม่ให้เกิดการแยกชั้น การใช้สารเพิ่มความหนืด ทำให้ผลิตภัณฑ์อาหารมีลักษณะเนื้อสัมผัสคงตัวและเป็นเนื้อเดียวกัน การใช้สารป้องกันการจับตัวเป็นก้อน ช่วยให้อาหารไม่เกาะกันเป็นก้อน เมื่อเปิดบรรจุภัณฑ์ออกมาก็ยังคงสภาพเดิม ดูน่ากิน
  • เพื่อควบคุมความเป็นกรด-ด่างของอาหาร เช่น การเติมกรดลงไปในอาหาร เพื่อให้อาหารมีค่าพีเอชเป็นกรด จะช่วยลดอุณหภูมิและระยะเวลาในการฆ่าเชื้ออาหาร การใช้กรดเพื่อช่วยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในผงฟู เพื่อให้ขนมอบมีลักษณะของผลิตภัณฑ์ตามความต้องการ
  • เพื่อแต่งสีและให้กลิ่นรสอาหารตามความต้องการของผู้บริโภค

ฉะนั้น เมื่อเราซื้ออาหารแปรรูปหรืออาหารสำเร็จรูปจากร้านสะดวกซื้อ ซูเปอร์มาเก็ต หรือห้างสรรพสินค้า มากิน จึงไม่มีทางที่เราจะหลีกเลี่ยง “วัตถุเจือปนอาหาร” ได้เลย ซึ่งในความเป็นจริง สารเหล่านี้สามารถกินได้โดยไม่มีอันตราย เพราะสารส่วนใหญ่ก็สกัดมาจากธรรมชาติ หรือสังเคราะห์ขึ้นได้จากปฏิกิริยาทางเคมี ซึ่งผ่านกระบวนการทดสอบและการประเมินความปลอดภัยมาแล้วว่าจะต้องไม่เกิดพิษ หรือส่งผลกระทบต่อหน้าที่การทำงานของร่างกาย รวมถึงยังมีการกำหนดค่ามาตฐานที่ปลอภัยสำหรับมนุษย์ที่รับได้ต่อวันอีกด้วย

ประเภทและหน้าที่ของวัตถุเจือปนอาหาร

ข้อมูลจากฐานข้อมูลวัตถุเจือปนอาหาร กองอาหาร สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับหน้าที่ของวัตถุเจือปนอาหาร โดยแบ่งตามกลุ่มหน้าที่ด้านเทคโนโลยีการผลิตของวัตถุเจือปนอาหาร พร้อมนิยามความหมายของสารต่าง ๆ ดังนี้ (คัดมาเฉพาะกลุ่มที่มีคำนิยามความหมาย)

  • สารควบคุมความเป็นกรด (Acidity regulator) คือ สารที่เปลี่ยนหรือควบคุมความเป็นกรด หรือด่างของอาหาร
  • สารป้องกันการจับเป็นก้อน (Anticaking agent) คือ สารลดการจับตัวเป็นก้อนของส่วนผสมของอาหาร
  • สารป้องกันการเกิดฟอง (Antifoaming agent) คือ สารป้องกันหรือลดการเกิดฟอง
  • สารป้องกันการเกิดออกซิเดชั่น (Antioxidant) คือ สารยืดอายุของอาหาร โดยป้องกันการเสื่อมเสียจากการออกซิเดชั่น เช่น การหืนของไขมันและการเปลี่ยนสีของอาหาร
  • สารฟอกสี (Bleaching agent) คือ วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้สำหรับฟอกสีอาหารชนิดอื่นๆยกเว้นแป้ง
  • สารเพิ่มปริมาณ (Bulking agent) คือ สารซึ่งนอกเหนือจากอากาศหรือน้ำ ซึ่งช่วยเพิ่มปริมาณของอาหาร โดยไม่มีผลต่อค่าพลังงานของอาหารอย่างมีนัยสำคัญ
  • สารให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbonating agent) คือ วัตถุเจือปนอาหารที่เติมลงไปเพื่อให้ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์
  • สารช่วยทำละลาย หรือช่วยพา (Carrier) คือ วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้สำหรับช่วยในการทำละลาย เจือจาง การกระจายตัว หรือการปรับสภาพทางกายภาพของวัตถุเจือปนอาหารหรือสารอาหาร เพื่อช่วยส่งเสริมการผลิต การประยุกต์ใช้วัตถุเจือปนอาหารหรือสารอาหาร ทั้งนี้ต้องไม่ส่งผลต่อหน้าที่ของวัตถุเจือปนอาหารหรือสารอาหาร
  • สี (Colour) คือ สารเพิ่มหรือรักษาสีของอาหาร
  • สารคงสภาพของสี (Colour retention agent) คือ สารที่คงสภาพหรือรักษาหรือเพิ่มสีของอาหาร
  • อิมัลซิไฟเออร์ (Emulsifier) คือ สารที่รักษาส่วนผสมของสารที่รวมตัวกัน เช่น น้ำและน้ำมันในอาหาร ให้มีความสม่ำเสมอ
  • เกลืออิมัลซิไฟอิ้งค์ (Emulsifying salt) คือ เพื่อป้องกันการแยกตัวของไขมันโดยจัดโปรตีนในเนยแข็งในการผลิตเนยแข็งเสียใหม่
  • สารทำให้แน่น (Firming agent) คือ สารที่รักษาหรือทำให้เนื้อเยื่อของผลไม้หรือผักแน่นและกรอบ หรือทำปฏิกิริยากับสารให้เจล เพื่อทำให้เกิดเจลหรือให้เจลแข็ง
  • สารเพิ่มรสชาติ (Flavour enhancer) คือ สารเพิ่มรสชาติหรือกลิ่นของอาหาร
  • สารปรับปรุงคุณภาพแป้ง (Flour treatment agent) คือ สารที่เติมไปในแป้งเพื่อเพิ่มคุณสมบัติในการอบและการเกิดสี
  • สารทำให้เกิดฟอง (Foaming agent) คือ สารที่ทำให้เกิดฟองหรือคงการกระจายตัวของอากาศในอาหารที่เป็นของเหลวหรือของแข็ง
  • สารทำให้เกิดเจล (Gelling agent) คือ สารที่ให้เนื้อสัมผัสของอาหารโดยการสร้างเจล
  • สารเคลือบผิว (Glazing agent) คือ สารซึ่งเมื่อใช้กับผิวภายนอกของอาหารแล้ว จะมีลักษณะปรากฏที่เป็นผิวมัน หรือช่วยเคลือบผิวเพื่อป้องกัน
  • สารทำให้เกิดความชุ่มชื้น (Humectant) คือ สารป้องกันการแห้งของอาหาร เนื่องจากบรรยากาศที่มีความชื้นต่ำ
  • ก๊าซที่ช่วยในการเก็บรักษาอาหาร (Packaging gas) คือ วัตถุเจือปนอาหารที่เป็นก๊าซใช้เติมลงไปในภาชนะบรรจุทั้งก่อน ระหว่างการบรรจุ และหลังการบรรจุเพื่อยืดอายุการเก็บรักษาอาหาร โดยลดการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่น
  • สารกันเสีย (Preservative) คือ สารยืดอายุของอาหารโดยการป้องกันการเสื่อมเสียจากจุลินทรีย์
  • ก๊าซที่ใช้ขับดัน (Propellant) คือ ก๊าซที่นอกเหนือจากอากาศ ซึ่งช่วยขับดันอาหารออกจากภาชนะบรรจุ
  • สารช่วยให้ฟู (Raising agent) คือ สารหรือของผสมของอาหารที่ทำให้อากาศแยกตัวเป็นอิสระและเพิ่มปริมาณของแป้งทำขนมปัง
  • สารช่วยจับอนุมูลโลหะ (Sequestrant) คือ วัตถุเจือปนอาหารที่ใช้จับกับสารที่มีประจุบวก เช่น โลหะหนัก เพื่อป้องกันการเกิดปฏิกิริยาของโลหะหนัก
  • สารทำให้คงตัว (Stabilizer) คือ สารที่ทำให้การแขวนลอยของสารตั้งแต่ 2 ชนิด ที่ไม่รวมกันในอาหารมีความสม่ำเสมอ
  • สารให้ความหวาน (Sweetener) คือ สารที่ให้รสหวานอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว (monosaccharide sugar) หรือน้ำตาลโมเลกุลคู่ (disaccharide sugar)
  • สารให้ความข้นเหนียว (Thickener) คือ สารให้ความหนืดแก่อาหารหรือปรับปรุงเนื้อสัมผัสของอาหาร

ดังนั้น วัตถุเจือปนอาหาร ที่ใส่ในผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการผลิตแบบอุตสาหกรรม ไม่ใช่สิ่งที่อันตรายต่อร่างกาย คนปกติทั่วไปสามารถกินได้ เพียงแต่ต้องระวังไม่กินมากเกินไป เพราะโดยปกติผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ผลิตภัณฑ์อาหารสำเร็จรูป หรือผลิตภัณฑ์อาหารกึ่งสำเร็จรูป ก็ไม่ได้ดีต่อสุขภาพในระยะยาวอยู่แล้วเมื่อกินบ่อย ๆ กินนาน ๆ หรือกินเป็นประจำ และคนที่มีปัญหาสุขภาพหรือคนที่แพ้สารบางอย่าง ต้องพิจารณาวัตถุเจือปนเหล่านั้นว่าจะมีปฏิกิริยาต่อร่างกายของตนเองหรือไม่ วัตถุเจือปนอาหาร จึงเป็นข้อมูลที่ช่วยให้คนกลุ่มนี้สามารถหลีกเลี่ยงส่วนประกอบในอาหารที่อาจมีผลต่อร่างกายตนเอง