Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Hunter with a Scalpel ศึกสายเลือดที่คนหนึ่งจะอยู่และอีกคนต้องไป

Hunter with a Scalpel ศึกสายเลือดที่คนหนึ่งจะอยู่และอีกคนต้องไป

ภาพจาก FB: MONOMAX

เมื่อประมาณ 1 เดือนที่แล้ว ช่วงวันที่ 16 มิถุนายน (เป็นวันหวยออก! ไม่ใช่ว้อย!) เป็นวันที่มีซีรีส์เกาหลีเข้าใหม่เรื่องหนึ่งที่เกาหลี ซีรีส์เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เราติดตามข่าวมาตั้งแต่ที่เขาเริ่มคอนเฟิร์มตัวนักแสดงหลักแล้วว่ามีใครบ้าง และในไทยใครจะสอยลิขสิทธิ์มา ตามแล้วตามเล่าก็ยังไม่มีคำตอบว่านี่ฉันจะได้ดูซับไทยถูกลิขสิทธิ์ไหม หรือว่าต้องไปหามุดดูซับอังกฤษตามช่องทางธรรมชาติ จนกระทั่งถึงวันที่ทางเกาหลีปล่อยสตรีมลงแอปฯ U+mobile TV และ Disney+ เฉพาะที่เกาหลีเท่านั้น ดิฉันก็นั่งนอยด์รับประทานไปเป็นวันที่ไม่มีใครซื้อมาฉายในไทยเลย เนื่องจากถูกชะตากับ “พัคจูฮยอน” เป็นทุนเดิม และชอบรอยยิ้มของพ่อหนุ่ม “คังฮุน” มาตั้งแต่ You Are My Spring

แต่จู่ ๆ ก็มีเรื่องที่ทำให้อยากจะร้องเฮดัง ๆ เอาให้ลั่นไปสามบ้านแปดบ้าน เอาให้ป้าข้างบ้านเดินมาถามเลยว่าเป็นบ้าอะไรที่แหกปากกรี๊ด 555 เนื่องจากหลังจากนั้นไม่กี่วัน ทาง Monomax ชีเสิร์ฟจ้า ประกาศเตรียมลงซีรีส์เรื่องนี้ ซับไทยพร้อมพากย์ไทย ให้คอซีรีส์คนไทยได้มีวาสนาได้ดูได้ชมโดยไม่ต้องดำน้ำดูปะการังแปลซับอังกฤษแบบงู ๆ ปลา ๆ แปลทันบ้างไม่ทันบ้าง ในวันที่ 24 กรกฎาคม หรือก็คือประมาณ 1 เดือนหลังจากนี้ (ในเวลานั้น) เอาล่ะ! ถึงจะไม่ได้ดูชนกับทางเกาหลี ที่พอซับไทยมาทางเกาหลีก็น่าจะสตรีมจบไปแล้ว แต่แค่ได้ดูก็ดีถมถืดแล้ว

ภาพจาก FB: MONOMAX

Hunter with a Scalpel คือซีรีส์เรื่องที่ว่า ทาง Monomax ชีแปลชื่อเรื่องเป็นภาษาไทยว่า “เฉือนคมปมอำมหิต” เป็นซีรีส์แนวอาชญากรรมระทึกขวัญ เรื่องราวแพทย์นิติเวชสาวฝีมือดีคนหนึ่งที่มุ่งมั่นอย่างมากกับการใช้ความรู้ความสามารถที่ตัวเองมี ไล่จับบรรดาอาชญากรตัวร้าย ความเก่งกาจของเธอนั้นเลื่องลือมาก ถึงขั้นที่ทำงานนำหน้าตำรวจหนึ่งก้าวเสมอเลยด้วยซ้ำ หากตำรวจจับคนร้ายผิดตัว เธอจะรู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นคนร้ายตัวจริง และช่วยงานตำรวจให้จับคนร้ายถูกตัวในที่สุด เบื้องหลังการเป็นอัจฉริยะและบุคลิกที่ไม่ค่อยชอบเข้าสังคมของเธอ ไม่มีใครรู้ว่าเธอซ่อนอดีดอันดำมืดเอาไว้

ในวันหนึ่ง เกิดคดีฆาตกรรมสุดประหลาด คนร้ายนำเอาศพของหญิงสาววัยประมาณ 20 ปีที่ห่อด้วยพลาสติกใสอย่างเนี้ยบมาวางทิ้งไว้กลางทุ่งนาแบบโจ่งแจ้ง คือจงใจให้ประชาชีแถวนั้นได้เห็นกันถนัด ๆ ไปเลยว่ามีคดีฆ่าคนตายเกิดขึ้น และคนร้ายก็ไม่คิดที่จะอำพรางหรือปกปิดอะไรทั้งนั้น หลังจากเปิดพลาสติกออกเพื่อจะชันสูตรศพ พวกเขาพบว่าศพมีร่องรอยถูกชำแหละจากคนร้าย สภาพศพถูกหนอนทำลายจนยากที่จะระบุสาเหตุการตาย นอกจากนั้น อวัยวะภายในของเหยื่อก็หายไปหมด เหลือเพียงกระเพาะอาหารเท่านั้น

ภาพจาก FB: MONOMAX

เมื่อนางเอกชันสูตรพลิกศพ เธอก็ยิ่งเจอร่องรอยแปลก ๆ มากขึ้นไปอีก เช่น มีร่องรอยของเข็มฉีดยาที่แปลได้ว่าคนร้ายไม่ได้มีเจตนาฆ่าเหยื่อ เหยื่อเสียชีวิตจากการถูกหักคอในครั้งเดียว ภายในร่างกายของเหยื่อมีกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อ และที่สำคัญที่สุดคือ “มีเส้นด้าย” ที่ใช้ในครัวเรือนอยู่ในร่างกายของเหยื่อ คดีนี้จึงถูกเรียกว่า “คดีฆาตกรรมช่างตัดเสื้อ” และด้วยเหตุนี้นี่เองที่ทำให้นางเอกฉุกคิดขึ้นมา ว่านี่คือวิธีการลงมือฆาตกรรมเหยื่อที่เป็นเอกลักษณ์ของฆาตกรต่อเนื่องที่เป็น “พ่อแท้ ๆ” ของเธอเอง อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา เธอเชื่อมาโดยตลอดว่าพ่อของเธอเสียชีวิตไปแล้ว เธอจึงถูกเงาของพ่อตามหลอกหลอนอีกครั้ง และต้องรีบตามหาพ่อให้เจอ ก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป

ว่าแต่ น่าจะบอกเขาว่าอย่าเล่นแรงเกินไปนะ กับคนหัวแข็งแบบนั้น ถ้าเกิดปรี๊ดแล้วเอาไปร้องเรียนขึ้นมา…

ภาพจาก FB: MONOMAX

ด้วยความที่นางเอกเป็นแพทย์นิติเวชอัจฉริยะ นั่งอยู่ในตำแหน่งหัวหน้าแผนกนิติเวชตั้งแต่อายุยังน้อย แถมในเวลานี้เธอยังมีชื่อเสียงอยู่ในกระแสสังคมอย่างมาก ในฐานะของแพทย์นิติเวชที่ช่วยตำรวจไขคดีปริศนาได้หลายคดี เธอใช้ความเก่งกาจของตัวเองวิเคราะห์การตายของเหยื่อในคดีนั้น ๆ ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง มีความสามารถในการปะติดปะต่อเรื่องราวจากข้อมูลแวดล้อมและหลักฐานที่มีเพื่ออนุมานแนวทางการสืบสวนสอบสวนอย่างมีตรรกะ นอกจากนั้น เธอยังเชี่ยวชาญเรื่องการใช้เทคนิคทางจิตวิทยาในการอ่านคนอีกต่างหาก ที่จริง โปรไฟล์ของเธอโดดเด่นมาตั้งแต่สมัยเด็กแล้ว เธอสอบติดวิทยาลัยแพทย์ตอนที่อายุเพียง 17 ปี และสอบใบประกอบวิชาชีพเวชกรรมได้ตอนอายุ 21 ปีเท่านั้น

ในตอนต้นเรื่อง เราไม่รู้ว่าเธอมีปมอะไรกับพวกอาชญากร (แต่ก็เดาได้ไม่ยาก) เพราะเธอดูมีความมุ่งมั่นอย่างมากที่จับตัวคนร้ายในทุก ๆ คดีให้ได้ เรียกได้ว่าปริศนาจากศพในคดีไหนก็ตามที่ส่งมาถึงมือเธอ เธอกัดไม่ปล่อย ถ้าเธอเอ่ยปากอะไรเกี่ยวกับคดีออกมา อัตราการจับตัวคนร้ายตัวจริงได้นั้นแทบจะ 100% เลยด้วยซ้ำไป นั่นทำให้ห้องทำงานของเธอไม่ได้อยู่แค่ในห้องชันสูตรเพียงที่เดียว แต่เธอยังชอบวาร์ปลงพื้นที่เอง ไปเสนอหน้าอยู่ในที่เกิดเหตุบ่อย ๆ ด้วย แม้ว่าตัวเองจะไม่ได้มีหน้าที่อะไรตรงส่วนนี้เลยก็ตาม

ภาพจาก FB: MONOMAX

ใช่! สำหรับคนอื่น สิ่งที่เธอทำมันคือ “การเสนอหน้า” เข้าไปยุ่งวุ่นวายกับอะไรต่อมิอะไรที่มันเกินขอบเขตการทำงานของตัวเอง ในสายตาของตำรวจเกินครึ่ง เพื่อนร่วมงาน และพวกคนใหญ่คนโตในสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ที่เธอทำงานอยู่ เธอก็แค่ผู้หญิงหิวแสงที่พยายามหาแสงให้ตัวเอง “โดดเด่น” เกินหน้าเกินตาคนอื่น และแน่นอนว่าน้อยคนเหลือเกินที่จะชอบคนแบบเธอ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เธอจะถูกเกลียดหรือโดนหมั่นไส้ ซึ่งในเวลานี้ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์ก็จ้องจะเล่นงานเธออยู่เหมือนกัน เพราะเธอกำลังทำให้คดีทำร้ายร่างกายจนตายในผับ พ่วงคดียาเสพติดที่มีพวกลูกหลานผู้มีอำนาจของบ้านเมืองเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มันจะกระทบกับการเลื่อนตำแหน่งของเขา

ตรงนี้แหละที่มันสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมการทำงานที่มีปัญหา ซีรีส์เกาหลีเล่นประเด็นนี้แทบจะทุกเรื่อง และจริง ๆ มันก็น่าจะเป็นเหมือนกันหมดในทุกที่ทั่วโลกนั่นแหละ โครงสร้างแบบอำนาจนิยมที่ความก้าวหน้าของบุคลากรไม่ได้ขึ้นอยู่กับผลงานล้วน ๆ แต่ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์เชิงอำนาจระหว่างคนในองค์กร และผู้มีอิทธิพลคนนอกองค์กรด้วย “ค่าของคนอยู่ที่คนของใคร” คำนี้ยังใช้ได้เสมอและใช้ได้ตลอดไป อิตา ผอ. นี่กลัวว่าลูกน้องจะเด่นเกินหน้าตัวเอง ซึ่งอาจทำให้ตัวเองเดือดร้อนในอนาคต ทั้งถูกด้อยค่า ไม่ได้เลื่อนตำแหน่ง ถูกลดทอนอำนาจบางอย่าง หรืออาจจะถูกแทนที่ในอนาคตก็ได้ เขาเลยพยายามกันซีนลูกน้องทุกทาง เพื่อไม่ให้นางเอกโดดเด่นเกินหน้าเกินตาตัวเอง

ภาพจาก FB: MONOMAX

แต่ในขณะเดียวกัน อิตา ผอ. นี่ก็ยังขี้ขลาดอยู่ดี ไม่ใช่แค่ยืมมือคนอื่นจัดการนางเอกที่เป็นก้างชิ้นใหญ่ ขวางในทุกเส้นทางการเติบโตของเขา แต่เขาก็ยังพยายามคุมเกมไม่ให้เล่นแรงเกินไป เพราะเขารู้ว่าคนหัวแข็งอย่างนางเอกที่ไม่ยอมคน มีความมั่นใจในตัวเองสูง และยึดมั่นเฉพาะอุดมการณ์ของตัวเองเท่านั้น อาจทำให้สถานการณ์บานปลายได้  ถ้าเธอถูกเล่นแรงเกินไปจนหมดความอดทน เธออาจจะลุกขึ้นมาทำเรื่องร้องเรียนใหญ่โต ตัวเขาก็จะได้รับผลกระทบไม่ทางใดก็ทางหนึ่งอยู่ดี ด้วยแนวทางการทำงานของนางเอกนั้นขัดแย้งกับเขา จะไม่เป็นผลดีเลยหากถูกสอบสวนหรือตรวจสอบ เขาจึงต้องการปิดปากให้นางเอกอยู่เงียบ ๆ จะเป็นผลดีที่สุดแก่ตัวเขา

ถ้าคิดทั้งที่มีคำตอบแล้ว คุณอาจไปไกลจากความจริงได้นะ

ภาพจาก FB: MONOMAX

ในขณะที่คนปกติส่วนใหญ่จะไม่ค่อยชอบบุคลิกของนางเอก ซึ่งจริง ๆ แล้วเธอมีอาการ Antisocial Personality Disorder หรือบุคลิกภาพต่อต้านสังคมอยู่หน่อย ๆ ด้วย เธอไม่ชอบเข้าสังคม พูดจาขวานผ่าซาก ดูเย่อหยิ่ง แถมยังชอบทำอะไรไม่แคร์คนอื่น ทำเฉพาะสิ่งที่ตัวเองอยากทำ และไม่ค่อยรักษามารยาททางสังคม แต่เธอไม่ได้ถึงขั้นที่ไม่เอาใครเลย หรือไม่มีความเห็นอกเห็นใจใคร หรือขาดความรู้สึกผิดชอบชั่วดี ดู ๆ ไปแล้ว มันก็เหมือนว่าเธอกำลังพยายามควบคุมตัวเองอยู่เพื่อไม่ให้มันเลวร้ายไปมากกว่านี้ บางครั้งเหมือนเธอจะหลุดแสดงจิตใต้สำนึกที่ดิบเถื่อนออกมาเวลาที่เผลอ แต่โดยรวมยังควบคุมได้อยู่

ทว่ามันจะมีอยู่คนหนึ่งที่ก็พยายามอดทนอย่างมากเหมือนกันที่จะไม่ถือสาบุคลิกภาพแบบนั้นของนางเอก และยังคงเข้าหาเธออย่างต่อเนื่องด้วยความชื่นชมและนับถือ ทั้งที่โดนเธอช็อตฟีลอยู่บ่อย ๆ แต่เขาก็ยังอยากที่จะทำงานร่วมกันกับเธอ เขามองว่าเธอเป็นคนเก่งชนิดหาตัวจับยาก และบุคลิกแบบนี้มันก็ดูเป็นเรื่องปกติของพวกที่อัจฉริยะมาก ๆ อยู่แล้ว พวกที่เก่งจริงไม่ติงนังแบบนี้ จำนวนไม่น้อยคือเขาไม่ค่อยเอาใคร ทำอะไรก็ฉายเดี่ยวคนเดียวเสมอ แถมมุมหมาบ้าที่ถ้ากัดอะไรแล้วจะไม่ยอมปล่อยง่าย ๆ ของเธอก็คล้าย ๆ กันกับตัวเขา นี่น่าจะเป็นจุดที่เขาประทับใจในตัวเธอ ทั้งที่เธอทำตัวไม่มีมารยาทใส่เขาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอกัน

ภาพจาก FB: MONOMAX

การทำงานร่วมกันของคนคู่นี้น่าจะเป็นแบบนี้ไปจนจบเรื่องนั่นแหละ ตึง ๆ ใส่กัน มีเรื่องคลุมเครือให้ได้สงสัยกัน เพราะคดีที่เขานำมาให้เธอช่วย ทำให้เธอได้พบร่องรอยการฆาตกรรมเหยื่อของฆาตกรที่เธอคุ้นเคยดี พ่อของเธอนั่นเอง! ในอดีต พ่อของเธอเป็นฆาตกรต่อเนื่องโรคจิตที่ก่อคดีมากมาย และมันชวนให้เธอหวนไปหาอดีตอันมืดมิดของตัวเอง ความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างพ่อกับเธอ คือบาดแผลอันเลวร้ายที่เธอพยายามลบมันทิ้งมาตลอดหลายปี แต่สิ่งที่น่าตกใจก็คือ ฆาตกรต่อเนื่องที่เป็นพ่อของเธอนั้นน่าจะตายไปแล้ว นี่จึงเป็นเหตุผลให้เธอยอมร่วมมือกับเขา เพื่อที่จะได้ไล่ล่าหาความจริง ตามหาตัวพ่อของเธอให้เจอก่อนตำรวจ และพยายามปกปิดอดีตของตัวเอง

จากร่องรอยในคดีฆาตกรรมช่างตัดเสื้อ พระเอกเจอเบาะแสหลายอย่างและพยายามนำมาวิเคราะห์หาความน่าจะเป็นของตัวคนร้าย เพื่อที่จะตีวงให้แคบลงว่าคนร้ายคือใคร โดยเขาค่อนข้างเชื่อว่าฆาตกรคือสตอล์กเกอร์คนหนึ่งที่เหยื่อเคยมาแจ้งความ เธอฟังการสันนิษฐานของพระเอกก็รู้ว่าเขาเก่งไม่เบา แต่ก็ยังเตือนเขาเรื่องอคติ การที่เขามิทิศทางในใจอยู่แล้ว การหาหลักฐานของเขาจึงไม่ใช่การหาตัวคนร้าย ทว่าเป็นการหามาเพื่อ “เสริมหรือยืนยัน” ทิศทางที่ตัวเองมีในใจเพื่อที่จะสรุป นั่นอาจทำให้เขาพลาดข้อเท็จจริงอะไรบางอย่างไป มันคือ “อคติเชิงยืนยัน” ซึ่งเป็นแนวโน้มของมนุษย์ที่จะตีความ ค้นหา และจดจำข้อมูลในลักษณะที่สอดคล้องกับความเชื่อหรือสมมติฐานที่เรามีอยู่ก่อนแล้ว

ภาพจาก FB: MONOMAX

มันเป็นอันตรายของการที่คนเรา “มีคำตอบในใจอยู่แล้ว” เพราะเรามักจะปิดใจไม่รับข้อมูลใหม่ ๆ ที่อาจขัดแย้งกับสิ่งที่เราคิด รวมถึงจำกัดขอบเขตการพิจารณา ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นมุมมองอื่น หรือความเป็นไปได้ใหม่ ๆ ที่อาจนำไปสู่ความเข้าใจที่ถูกต้องกว่าได้ มันเป็นการพยายามสร้างความจริงในแบบของเราขึ้น นั่นเท่ากับว่าเราได้ออกห่างจากข้อเท็จจริงไปไกลเรื่อย ๆ ในขณะที่นางเอกทำงานกับข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่ไม่โกหกมาตลอด บทบาทของแพทย์นิติเวชเหมือนกับพยานของศพ เธอจึงเตือนเขาเรื่องนั้น และหลักฐานจากศพที่เธอเจอพอจะอนุมานได้ว่าคนร้ายพยายามที่จะสื่อสารอะไรบางอย่าง ด้วยการส่งข้อความผ่านศพเหยื่อไปให้ใครบางคน แต่ยิ่งชันสูตรลงไปลึกเท่าไร เธอก็ยิ่งแน่ใจว่าคนร้ายส่งข้อความมาหาเธอนั่นแหละ

ส่วนตัวไม่แน่ใจเลยว่าพระเอกกับนางเอกของซีรีส์ลักษณะแบบนี้ ตอนจบความสัมพันธ์ของพวกเขาจะเป็นยังไง มันเป็นไปได้หลายทาง พระเอก-นางเอก อาจจะหมายถึงแค่การเป็นตัวละครหลัก ตัวละครเด่นฝ่ายชาย-ฝ่ายหญิงก็ได้ หรืออาจจะพอมีอะไรให้ชวนลุ้นในความสัมพันธ์ แต่ไม่มีเลิฟไลน์หรือซีนโรแมนติกให้เห็นมากนัก หรือมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันแต่ไม่ใช่ในเชิงชู้สาว หรืออาจจะหักมุมในตอนจบ มีเรื่องให้ต้องแตกหักกันไปเลยก็ได้เหมือนกัน แต่ ณ เวลานี้ที่ดูจบ ep.2 ชอบการทำงานด้วยกันของคู่นี้นะ คนหนึ่งดูไม่มีมารยาทใส่ก็จริง แต่ก็ไม่ได้สร้างระยะห่างแบบคนแปลกหน้า และอีกคนที่เข้าหาอย่างอดทน ก็อยากที่จะร่วมงานกับเขา ใช้ข้อดีที่เราทั้งคู่มีปิดจบจ็อบคดีปริศนาไปด้วยกัน

ภาพจาก FB: MONOMAX

นานแล้วเหมือนกันนะที่ไม่ได้เจอซีรีส์แนวอาชญากรรมระทึกขวัญที่ถูกจริตแบบนี้ เรื่องล่าสุดที่ดูแล้วชอบมาก ๆ ก็น่าจะผ่านไปปีหนึ่งได้ละมั้ง สำหรับเรา ซีรีส์เรื่อง Hunter with a Scalpel คืองานคุณภาพที่สมฐานะการได้ไปฉายในงาน The Cannes International Series Festival ครั้งที่ 8 ที่ฝรั่งเศสเลยจริง ๆ ชอบที่ซีรีส์เดินเรื่องกระชับ รวดเร็ว คือปล่อยปมอะไรออกมาเยอะ แต่ก็รีบเฉลยปมเล็ก ๆ ให้กระจ่างโดยเร็ว แล้วเดินหน้าเล่นปมใหญ่ในอดีตต่อ ถึงซีรีส์มันจะมี 16 ตอน แต่มันมีความยาวแค่ตอนละประมาณ 30 นาทีเท่านั้นเอง นี่รอดูปมความสัมพันธ์ของนางเอกตอนเด็ก ๆ กับพ่อเลยว่ามันเกิดเหตุการณ์อะไรขึ้น ทำไมถึงมาถึงจุดนี้ 🪡