You Are My Spring อย่าเชื่อภาพโปสเตอร์ เพราะอาจโดนแกง!

ภาพจาก tvN

สัปดาห์ที่แล้ว ซีรีส์ที่ถูกเลือกมาพูดคุยคือเรื่องของทนายปีศาจ ผู้ที่คนยังดูไม่ออกว่าเขามาดีหรือมาร้าย จริง ๆ แล้วการเลือกดูซีรีส์เมื่ออาทิตย์ก่อนค่อนข้างเป็นปัญหา ลังเลอยู่ว่าจะดูเรื่องไหนก่อนดี ระหว่าง The Devil Judge กับ You Are My Spring เพราะจำนวนตอนยังไม่เยอะและออนไปจำนวนตอนเท่ากัน (พยายามจะดูแต่ซีรีส์ใหม่ที่เพิ่งออนแอร์ ไม่งั้นดูไม่ทัน ฮี่ ๆ) ฉะนั้น สัปดาห์นี้ไม่พลาด ในที่สุดก็ได้ดูซีรีส์ที่ดองไว้ 1 สัปดาห์เสียที

You Are My Spring มีชื่อภาษาไทยสุดอบอุ่นละมุนใจจาก Netflix ว่า เธอคือรักที่ผลิบาน แน่นอนล่ะ ถ้าเห็นแค่ชื่อเรื่อง เห็นภาพโปรโมท และภาพโปสเตอ์หลักของเรื่อง มันก็ดูเป็นซีรีส์ความรักสุดอบอุ่นของคน 2 คน เล่าด้วยพล็อตที่เราคุ้นเคยกันดีคือ พระ-นาง เป็นคนที่มีปมมีแผลในใจ สภาพจิตใจออกแนวเว้า ๆ แหว่ง ๆ พล็อตเดียวกันกับ Mad for Each Other แต่ไม่ค่ะ! ไม่เลย! มันไม่ใช่แค่ตัวละครมีปม แต่พล็อตมันล้ำกว่านั้น เป็นพล็อตที่เห็นไม่บ่อย (เพิ่งเคยเห็น) เพราะมันเชื่อมตัวละครหลัก ๆ ไว้ด้วย “คดีฆาตกรรม” และ “การฆ่าตัวตาย”

จากซีรีส์ความรักสุดอบอุ่นละมุนใจ กลายเป็นอีกฟีลขึ้นมาทันที ต้องยอมรับว่านี่เป็นงานถนัดของเกาหลีเขาจริง ๆ ถึงจะพอรู้จากเรื่องย่อว่ามันมีคดีฆาตกรรมเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ไม่คิดว่าความดาร์กจะสาดทับภาพโปสเตอร์ขนาดนี้ พูดง่าย ๆ ก็คือ พระเอกนางเอกรักกัน เยียวยาและเติมเต็มหัวใจซึ่งกันและกัน โดยเข้าไปพัวพันกับคดีฆาตกรรมเข้า แบบจะโรแมนติก จะดราม่าตอนนี้ก็ยังไปไม่สุด ออกแนวหลอน ๆ ลึกลับมากกว่าด้วยบางซีน ถึงจะไม่ตรงปก แต่ไม่ใช่เรื่องแย่ กลายเป็นว่าติดเรื่องนี้ซะแล้ว ไม่ใช่เพราะฟินกับความรัก ทว่าสงสัยเรื่องคดีฆาตกรรมต่างหาก!

ภาพจาก tvN

เรื่องย่อคร่าว ๆ ก็คือ เป็นเรื่องของคนกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในอาคารที่เพิ่งเกิดคดีฆาตกรรมขึ้นได้ไม่นาน ต่างคนต่างมีแผลในใจ ทำให้ยังยึดติดกับตัวตนในวัยเด็กอยู่แม้ว่าทุกวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว นางเอกเป็นพนักงานโรงแรม พระเอกเป็นจิตแพทย์ จากที่จินตนาการว่าเป็นซีรีส์โรแมนติกธรรมดา ๆ กลับกลายเป็นเรื่องลึกลับฆาตกรรมไปซะได้ จะเรียกว่าแกงกันตั้งแต่ชื่อเรื่องยันโปสเตอร์ก็ได้ คือจะจัดมันไปอยู่ในซีรีส์หมวดสืบสวนสอบสวน จิตวิทยาก็ได้เลยแหละ กลายเป็นซีรีส์แนวสืบสวนสอบสวนที่มูดแอนด์โทนดูแปลกตาไปเท่านั้นเอง

รอโอกาสใหม่ เพื่อเริ่มต้นชีวิตใหม่?

นิยามของคำว่า “ใหม่” คือ สิ่งที่เพิ่งมี เพิ่งเคยเกิดขึ้น ก่อนหน้านี้ไม่ใช่แบบนี้ ไม่เคยประสบมาก่อน หรือจะหมายถึงการทำอีกครั้งก็ได้ แต่ความหมายในเชิงจิตใจ “ใหม่” คือความรู้สึกของการเริ่มต้น เช่น เริ่มต้นชีวิตใหม่ด้วยสภาพจิตใจใหม่ อย่างไรก็ดี เรามักจะเอาโอกาสที่คิดว่าเป็นช่วงเวลาใหม่มาเป็นโอกาสเพื่อเริ่มต้นใหม่กันอยู่บ่อย ๆ เช่น ปีใหม่ ย้ายบ้านใหม่ ย้ายที่ทำงานใหม่ อายุใหม่ (วันเกิด) มีแฟนใหม่ แล้วเราก็จะตั้งปณิธานว่าต่อจากนี้ชีวิตฉันจะไม่เหมือนเดิม ฉันจะเริ่มต้นใหม่ เพราะสภาพแวดล้อมใหม่หมด เอื้อต่อการเริ่มต้นใหม่

ภาพจาก tvN

แต่แท้จริงแล้ว หากเราตั้งใจจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ มันจำเป็นมากแค่ไหนที่ต้องรอปีใหม่ รอย้ายบ้านใหม่ รอย้ายที่ทำงานใหม่ หรือรออายุใหม่ที่แก่ขึ้นอีก 1 ปี หรือเราสามารถเริ่มต้นใหม่ได้เสมอตลอดเวลาที่พร้อม หากสภาพจิตใจที่มูฟออน และตั้งใจจะไปต่อ สำคัญแค่ไหนที่ต้องเปลี่ยนสภาพแวดล้อมรอบข้าง หรือรอเวลาเกิดเหตุการณ์ใหม่เพื่อที่จะเริ่มต้น

จริง ๆ แล้ว ถ้าเราอยากมีชีวิตใหม่ เราไม่ต้องรอหรอก ถ้าพร้อมแล้วก็เริ่มเลย ยกตัวอย่างง่าย ๆ ของคนที่รอปีใหม่เพื่อเริ่มชีวิตใหม่ (คือก็ทำได้แหละ ไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์อะไร) ฉันจะเปลี่ยนนู่นเปลี่ยนนี่ จะเป็นคนใหม่ จะเริ่มออกกำลังกาย จะลดความอ้วน จะเลิกเหล้า บลา ๆ ทว่าจะมีสักกี่คนที่ลงมือทำให้ “จะ…” เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง แล้วไม่ “จะ ๆ” ไปเรื่อย ๆ ทุกปี ปีใหม่กับปีเก่ามันห่างกันแค่วินาทีเดียวเท่านั้น หายใจเข้ายังไม่ทันจะเอาออกเลย เวลามันมีค่ามากเกินกว่าจะมาเสียไปเพราะความลังเล โอ้เอ้ ช่วงเวลาที่เรารอ เราอาจจะพลาดอะไรต่ออะไรไปมากมายก็ได้

เราไม่ได้กลัวเพราะไม่มั่นใจ แต่กลัวเพราะไม่รู้ว่ามีอะไรรออยู่

คนเรามักจะกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็น ยังมาไม่ถึงเสมอ ซึ่งก็ไม่แปลก ในเมื่อเราคาดการณ์ไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ ไม่รู้ว่ากำลังจะเจออะไร อุปสรรคเกินความสามารถหรือเปล่า เราก็ตีตนก่อนไข้ต่าง ๆ นานา พอมาคิด ๆ ดูแล้ว ความกลัวที่เกิดขึ้นเพราะไม่มั่นใจในความสามารถตัวเอง ยังไม่น่ากลัวเท่าความกลัวที่เกิดขึ้นด้วยความรู้สึกสุญญากาศ ที่ไม่รู้ว่าต้องเผชิญอะไร ไม่รู้ว่ามันหนักแค่ไหน ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นจากตรงไหน ฉันเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่ ในซีรีส์เปรียบว่าเหมือนเวลาที่เราตกน้ำ เราไม่ได้กลัวที่ว่าเราว่ายน้ำไม่เป็นหรอก แต่เรากลัวเพราะไม่รู้ว่าใต้เท้าเรามันลึกแค่ไหนต่างหาก

ไม่ได้จะบอกว่าคนเราอย่ากลัวนั่นกลัวนี่ ความกลัวนั่นแหละคือสิ่งที่ยืนยันว่าเราก็แค่คนธรรมดา ๆ คนหนึ่งบนโลก ความกลัวล้วนแทรกซึมอยู่ในจิตใต้สำนึกที่ลึกที่สุดได้เสมอ ดังนั้น ไม่สำคัญว่าเรากลัวหรือไม่กลัวอะไร ประเด็นมันอยู่ที่เราจะเอาชนะความกลัว แล้วก้าวข้ามมันไปอย่างไรมากกว่า คือจะอยู่กับความกลัวนี้ไปตลอดชีวิตก็ไม่มีใครว่า แต่แน่ใจไหมว่าไม่ทรมานตัวเองจนเกินไป

ภาพจาก tvN

ถ้ามองข้ามความลึกลับของคดีฆาตกรรมไปก่อน จะเห็นว่าซีรีส์เรื่องนี้มีคำพูดเด็ด ๆ ทัชใจมากมาย โดยเฉพาะแนวคิดเรื่องการใช้ชีวิตและความรัก ด้วยตัวพระเอกเป็นจิตแพทย์ ที่ช่วยเยียวยารักษาคนที่คิดสั้นฆ่าจะตัวตาย ให้อยากกลับมามีชีวิตที่สดใสอีกครั้ง เขาฉลาด อบอุ่น มองลึกลงไปเห็นบาดแผลในใจของผู้คนได้ แต่เขาเองก็มีบาดแผลในหัวใจที่ยังไม่ได้รับการรักษา นั่นทำให้เขาเองก็กลัวบางสิ่งบางอย่าง และไม่รู้สึกสบายใจกับเลยใครสักคน จิตแพทย์ที่รักษาคนอื่นได้ กลับรักษาตัวเองไม่ได้ เพราะกลัวเกินกว่าจะรักษาตัวเอง

แผลในใจที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันเป็นแผลจริง ๆ

ข้ามเรื่องปริศนาฆาตกรรมต่าง ๆ ไปก่อน พูดถึงแผลในใจ แล้วรับชมแค่ความอบอุ่นของคนสองคนที่ต่างรักษาเยียวยาแผลในใจซึ่งกันและกัน ขอบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้ฟีลกู๊ดเกินคาด ดูแล้วอิ่มเอมใจอย่างบอกไม่ถูก บทพูดเอย บุคลิกจิตแพทย์เอย ความขายขำเอย การมองโลกของตัวละครเอย มันทำให้คนดูได้อะไรมากกว่าการหาตัวฆาตกรจริง ๆ

ภาพจาก tvN

สารพัดคำพูดที่ฟังแล้วเหมือนโดนปลายมีดสะกิดแผลในใจ ที่ถึงมันจะมองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่เราทุกคนล้วนสัมผัสได้ว่ามันมีแผลจริง ๆ ตอนนี้มันอาจจกำลังเลือดไหลอยู่ มันเจ็บ มันเศร้า ทำให้น้ำตาไหลได้ทุกเมื่อ หรือตอนนี้มันกำลังค่อย ๆ รักษาตัวเองอยู่ มันยังหน่วง ๆ หนึบ ๆ เจ็บจี๊ด ๆ เวลานึกถึง แต่มันก็ไม่ได้เจ็บเท่าเดิม

เพราะฉะนั้น อยากลองยกคำพูดที่ฟังแล้วประทับใจมาลองให้อ่านกันดู ถ้าอ่านแล้วรู้สึกได้ว่าหัวใจกระเพื่อมแรงขึ้น แปลว่าเราเองก็มีแผลในใจไม่ต่างกัน

  • บนโลกนี้ไม่มีของที่ได้มาฟรี ๆ หรอก ถ้าเราได้ขา ก็อาจต้องเอาลิ้นไปแลก
  • คนไข้คลินิกจิตเวชไม่ใช่คนบ้า แต่เป็นคนป่วย
  • คำว่าแผลในใจไม่ใช่คำเปรียบเทียบ แผลนั้นแค่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า แต่มันเป็นแผลจริง ๆ ปัญหาคือตัวคนไข้เองก็ไม่รับรู้ถึงสิ่งนั้น เพราะเลือดไม่ออก ถ้าเปรียบกับแผลที่ร่างกาย แขน ขา ซี่โครงของคนคนนี้ได้หักหมดทุกส่วน เพราะฉะนั้น แค่อดทนผ่านพ้นแต่ละวันก็นับว่าทำได้ดีมากแล้ว
  • จิตใจอาจเปราะบางเหมือนกระจก แต่ไม่ต้องฝืนเข้มแข็งเพื่อประคองไม่ให้มันแตก ถ้าแตก มาโรงพยาบาลก็จบ เพราะหมอก็มีหน้าที่รักษา
  • หยุดยกความผิดขึ้นพลาดมาพูดบั่นทอนจิตใจ แล้วให้กำลังใจกันดีกว่า
  • ถ้าฉันเริ่มไม่ชอบตัวเอง คนบ้าที่ซ่อนอยู่ในตัวฉันก็จะคืบคลานออกมา แล้วฉันก็จะไม่มั่นคง โซเซ เหมือนเก้าอี้ที่มี สามขา
  • คำพูดที่ว่าจู่ ๆ ก็ไม่สบายใจเมื่อมีใครบางคนขยับเข้ามาใกล้ มันอาจแปลว่าเราหวาดกลัว ว่าตัวเองจะชอบคนคนนั้นมากจนเกินไป
  • เข้าใจอารมณ์ที่อยากดื่มเหล้ากับคนแปลกหน้าไหม เพราะไม่มีอะไรให้เขินอาย เพราะไม่จำเป็นต้องเจอกันอีก วันถัดไปก็จะไม่โดนแซวด้วยว่าไปพัฒนาความสัมพันธ์กับโถส้วม
  • ถ้าเธอได้เห็นฉันใกล้ ๆ และรู้จักตัวตนที่แท้จริงของฉัน เธอคงจะผิดหวังและจากไปแน่ ๆ เดี๋ยวนี้พอเริ่มชอบใครก็จะไม่รู้สึกใจเต้นแรงหรือสุขใจแล้ว แต่เป็น “เฮ้อ จบเห่” “เฮ้อ เป็นเรื่องแล้วสิฉัน” แทน
  • การที่ฉันไม่สามารถเชื่อใจใครได้อีกทำให้ฉันรู้สึกเจ็บปวด ยิ่งกว่าการถูกทรยศจากคนที่ฉันไว้ใจมากที่สุดเสียอีก
  • ถ้าเป็นแบบนั้น คุณคบกับผมได้นะครับ คบกับผมเถอะครับ (ชอบมากกก แต่งค่าาา!!! ยื่นนิ้วนางมือซ้าย) คนพูดคือคนนี้เลย
ภาพจาก tvN

นี่เป็นแค่ตัวอย่างคำพูดจากในซีรีส์ ดูแล้วแคปภาพตามแทบไม่ทัน ต้องย้อนกลับไปแคปใหม่ก็มี บางอันฟังแล้วรู้สึกดี แต่บางอันก็ทำให้น้ำตาคลอ เพราะมันตรงเกินไป เหมือนเห็นตัวเองยืนอยู่ตรงนั้น

ถ้าใครคิดจะข้ามซีรีส์เรื่องนี้ไปเพราะคิดว่าเป็นซีรีส์แนวโรแมนติก เยียวยาจิตใจ ละมุน ใส ๆ ดูแล้วฉันไม่อินซีรีส์แนวนี้ คุณกำลังจะโดนซีรีส์เรื่องนี้แกง จากชื่อเรื่อง โปสเตอร์ ตัวอย่าง และสื่อที่ใช้โปรโมท ซีรีส์โรแมนติกอบอุ่นละมุนใจ เยียวยากันไปด้วยความรักอะไรแบบที่เห็น กลายเป็นซีรีส์สืบสวน เต็มไปด้วยปริศนาน่าสงสัย ฆาตกรรม และแอบหลอนในบางซีน ฉะนั้น อย่าโดนเขาหลอกเพียงเพราะชื่อเรื่อง โปสเตอร์ และตัวอย่าง ผายมือเชิญชวนไปดู รับรองได้ติดงอมแงม เพราะสืบหาฆาตกร และไขปริศนาว่าเรื่องนี้มีอะไรทิพย์ ๆ ให้ดูไหม 💕