
จำได้ว่าเมื่อ 2 อาทิตย์ก่อน ยังบ่นอยู่เลยว่าไม่มีซีรีส์เกาหลีเรื่องใหม่ ๆ มาเปิดตัวให้เลือกดูเท่าไรเลย ก็เลยต้องอยู่ไทยดูซีรีส์-ละครไทยวนไปก่อน แต่พอมาสัปดาห์นี้ซีรีส์มาใหม่รวดเดียว 4-5 เรื่อง เล่นเอาเลือกไม่ถูกเลยว่าจะหยิบเรื่องไหนดี เรื่องหนึ่งก็อยากดูผู้ชายที่ตัวเองเป็นติ่งอยู่เล่นนะ แต่ดันเผลอหลับไปแล้วมาตื่นเอาเช้าเลย ก็เลยดู 4 ตอนนั้นไม่ทัน เลยต้องเลือกเรื่องใหม่ที่ตอนน้อยกว่าครึ่งหนึ่งมาดูแทนก่อน แถมเห็นว่ามีรีวิวว่าคนดูเรื่องนี้เยอะเลยด้วย บางฉากที่ตัดมาก็ยั่วความรู้สึกคนดูได้ดี เลยเลือกเรื่องนี้เลยละกัน
เปิดดูไปได้สักเกือบ 10 นาทีจนมีฉากที่พระเอกโผล่ออกมา จู่ ๆ ก็มาคิด ๆ สรตะได้ว่าตัวเองก็ดูซีรีส์เกาหลีมาพอสมควรนะ ดูจบบ้างเทบ้างก็ปาไปเป็นร้อยสองร้อยเรื่องได้อยู่ แต่แปลกใจมากว่าที่ผ่าน ทำไมถึงไม่เคยดูซีรีส์เรื่องที่ “จองแฮอิน” เล่นเลยสักเรื่อง ทั้งที่ก็รู้จักเขานะ ไปไล่ดูผลงานของเขาก็ตามนั้น ไม่เคยดูเลยสักเรื่องจริง ๆ ผิดกับ “จองโซมิน” ที่คุ้นหน้าคุ้นตาดีมาตั้งแต่สมัยนางเล่นเรื่องแรก ๆ อย่าง “จุ๊บหลอก ๆ อยากบอกว่ารัก” เวอร์ชันเกาหลี ถึงตอนนั้นจะดูเรื่องนี้เพราะ “คิมฮยอนจุง” ก็เถอะ แล้วก็แอบรำคาญคาแรกเตอร์ของนางนิดหน่อยด้วย แต่หลัง ๆ มานี่ยอมรับเลยว่าแต่ละเรื่องนางโดดเด่นขึ้นเยอะ แล้วก็สวยขึ้นมากด้วย แต่อย่าเข้าใจผิด ไม่ได้อคติกับนางหรอกนะ

Love Next Door รักอยู่ประตูถัดไป เป็นซีรีส์แนวโรแมนติก-คอมเมดี้-ครอบครัว เรื่องราวของหนุ่มสาวที่เป็นเพื่อนกันมาตั้งแต่ยังเด็กและเติบโตมาด้วยกัน ด้วยความที่แม่ ๆ ของพวกเขาเป็นเพื่อนกัน ทั้งคู่ก็เลยกลายมาเป็นทั้งเพื่อนสมัยเด็ก เพื่อนข้างบ้าน และเพื่อนร่วมชั้นที่โรงเรียน โดยที่ต่างฝ่ายต่างรู้อดีตที่น่าอับอายของกันและกันเป็นอย่างดี ทั้งคู่เป็นเพื่อนกันมาจนถึงเรียนจบชั้นม.ปลาย จึงแยกย้ายกันไปเติบโตชนิดที่ห่างไกลกันคนละซีกโลก ทั้งคู่เก็บความทรงจำในวัยเด็กเอาไว้ในส่วนลึกของใจ ตั้งใจใช้ชีวิตของตัวเองเป็นอย่างดี และค่อย ๆ ลืมอีกฝ่ายไป

หญิงสาวสอบได้ทุนเต็มจำนวนไปเรียนต่อที่อเมริกา หลังเรียนจบก็ได้งานทำที่นั่น เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกที่คนเกาหลีก็รู้จัก แถมกำลังจะแต่งงานกับทนายความหนุ่มอนาคตไกล เธอจึงเป็นความภาคภูมิใจของพ่อแม่ ได้ดิบได้ดีชนิดที่ว่าพ่อกับแม่คิดว่าเธอคงจะไม่กลับมาเกาหลีใต้อีกแล้ว จึงรื้อห้องนอนเธอทิ้งทำเป็นห้องเก็บของซะ! ส่วนชายหนุ่ม ยังคงเรียนต่อมหาวิทยาลัยที่เกาหลีใต้ เขาจบสถาปัตยกรรมจากมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศ เป็นอดีตนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติ ปัจจุบันเป็นสถาปนิกชื่อดังที่คว้ารางวัลเกี่ยวกับการออกแบบต่าง ๆ มากมาย ชีวิตที่ดูเหมือนจะสมบูรณ์แบบในทุกด้าน กลับมีจุดด่างพร้อยคือเรื่องราวในวัยเด็กของเขา ซึ่งมันเกี่ยวข้องกับเพื่อนผู้หญิงคนนั้นนั่นเอง
ฉันกลับมาตั้งหลัก คิดว่ายอมโดนแม่ตีก่อนยังจะดีกว่า
ไม่ว่าจะเจอเรื่องย่ำแย่นรกแตกอะไรมา “ก็แค่กลับบ้าน” ชีวิตคนเรามันก็เท่านี้จริง ๆ แหละนะ ตอนที่เห็นนางเอกเรื่องนี้หอบกระเป๋าเดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลจากอเมริกากลับเกาหลีใต้ มันให้ความรู้สึกแบบเดียวกันกับตอนดูซีรีส์เรื่อง Welcome to Samdalri ไม่มีผิดเลย นางเอกเรื่องนั้นก็เจอเรื่องเลวร้ายจนเกินจะรับมือไหว จึงตัดสินใจเก็บเสื้อผ้ากลับไปตั้งหลักที่บ้านเหมือนกัน แล้วก็โดนพ่อแม่สอบสวนอย่างหนักเหมือนกันด้วย 555

ถึงแม้ว่าพวกเธอจะรู้ดีว่าการกลับบ้าน เป็นเรื่องที่สร้างความแตกตื่นให้กับครอบครัว และต้องเผชิญหน้ากับคำถามเดียวกันว่า “เกิดอะไรขึ้น” รู้ว่าการหอบผ้าหอบผ่อนกลับมาอยู่บ้าน มันแปลว่า “ฉันไปไม่รอด” รู้ว่าการตัดสินใจทำเรื่องไม่เข้าท่า อาจโดนคนที่บ้าน “ด่าหรือตี” แต่ในห้วงอารมณ์ที่เจอแต่เรื่องแย่ ๆ รุมเร้าจนเริ่มรับมือกันมันด้วยกำลังของตัวเองไม่ไหว ทุกคนอยากกลับไปตั้งหลักที่ “บ้าน” กันทั้งนั้นแหละ บ้านที่มีพ่อ มีแม่ มีคนที่เรารักเขาและเขาก็รักเรา อาจจะโดนด่าบ้าง โดนตีบ้าง หรือต้องปวดใจกับคำถามเดิมที่ถูกถามซ้ำ ๆ ย้ำ ๆ แต่มันก็ยังเจ็บปวดน้อยกว่าเรื่องราวแย่ ๆ นอกบ้าน จากคนที่สามารถตัดสินเราได้ทั้ง ๆ ที่ไม่รู้จักตัวตนของเราดีพอด้วยซ้ำ ที่สำคัญ มัน “อุ่นใจ” กว่า

อธิบายนิดนึงว่าทำไมนางเอกเรื่องนี้ถึงกลัวโดนแม่ตี ทั้งที่เธอโตเป็นผู้ใหญ่ รับผิดชอบชีวิตตัวเองได้แล้ว แถมยังใช้ชีวิตอยู่ต่างประเทศคนเดียวเป็นสิบปี นั่นเพราะตัวเธอในวัยเด็กนั้นชอบก่อเรื่องและสร้างความหงุดหงิดใจให้แม่เป็นประจำ เลยมักจะโดนแม่ด่าแม่ตีอยู่เรื่อย และครั้งนี้เธอก็ก่อเรื่องใหญ่ 2 เรื่องในเวลาเดียวกัน ทั้งล้มงานแต่งงานของตัวเอง และลาออกจากงานบริษัทยักษ์ใหญ่ในต่างประเทศ เดินทางกลับบ้านแบบคนล้มเหลวโดยแท้ ทั้งเรื่องการงานและชีวิตส่วนตัว เมื่อคิดว่าแม่จะรับเรื่องนี้ไม่ได้แน่ เธอก็เลยกลัวโดนแม่ตี แต่สิ่งที่เธอทำย่อมมีสาเหตุแน่นอน และเธอก็มีเหตุผลที่ตัดสินใจทำแบบนี้ เธอรับมือกับปัญหาไม่ไหว ถึงจะกลัวโดนแม่ตี แต่ก็ยอมกลับมาบ้านให้แม่ตียังดีกว่า

นางเอกที่ไต่เต้าพาตัวเองขึ้นไปถึงจุดสูงสุด ได้พบว่าการใช้ชีวิตอยู่บนที่สูงนั้นมันเจ็บปวดแล้วก็โดดเดี่ยว ยิ่งสูงก็ยิ่งหนาว และยิ่งสูงตกลงมาก็ยิ่งเจ็บ เพราะชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ชีวิตนางจึงกำลังเข้าสู่จุดที่เรียกว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” การซมซานกลับมาเป็นคนว่างงานที่บ้าน วางแผนจะนอน นอน แล้วก็นอน เป็นคนว่างงานที่มีความสุข และเป็นแค่ “ลูกสาวของแม่เฉ ๆ” ที่มีตำหนิ มีจุดด่างพร้อย ไม่ใช่กระดาษห่อของขวัญให้กับชีวิตของแม่อีกต่อไป มันคือสิ่งที่นางเลือกแล้วว่าจะยอมปล่อยวางจากการพยายามวิ่งไขว่คว้าความสำเร็จ ที่มันไม่เคยทำให้นางมีความสุขจริง ๆ
สำหรับฉัน ต่อให้ชีวิตฉันมันจะเส็งเคร็งแค่ไหนฉันก็ไม่เสียดายสักนิด เมื่อคิดว่าความโชคดีของฉันจะไปอยู่ที่แกแทน ชีวิตฉันอยู่ในสภาพแบบนี้ก็ไม่เห็นจะเป็นไรเลย ในเมื่อลูกสาวฉันได้มีชีวิตที่เลิศหรู แต่แกมาทรยศฉันได้ยังไง แกแทงข้างหลังฉันได้ยังไง

ยาวมากแม่! นี่เป็นข้อความของคุณแม่ที่ระบายอารมณ์ใส่ลูกสาวที่ยาวมาก หัวข้อที่ผ่านมา เราอาจได้รู้บ้างเล็กน้อยว่าในมุมของลูกสาวที่รู้สึกว่าตัวเองต่อสู้มามากพอแล้ว จนทนไม่ได้อีกต่อไปแล้วในสถานที่ที่ตัวเองไม่คุ้นเคยแต่พยายามฝืนอยู่มานาน จึงต้องแบกหน้ากลับมาตายรังที่บ้าน แบกทั้งความล้มเหลวของตัวเองกลับมา อีกทั้งยังแบกความคาดหวังและความเชื่อใจของพ่อแม่กลับมาคืนพวกเขาด้วย คนเป็นลูกก็คงไม่ได้อยากทำมากนักหรอก แต่ในเมื่อมันถึงจุดที่หมดความอดทนแล้ว ก็ขอกลับมาตั้งหลักที่บ้านดีกว่า จะถูกแม่ด่าแม่ตีก็ยอมหมด แต่ไม่ขออดทนอีกต่อไปแล้ว
แต่…ในความคิดของคนเป็นแม่กลับตรงกันข้าม การไม่เห็นหน้าลูกแต่รู้ว่าลูกมีความสุขดี คือสิ่งที่ทำให้แม่คนนี้มีความสุขที่สุดและรู้สึกภาคภูมิใจที่สุด เพราะเด็กคนนี้มีแม่ที่ไม่ได้แม่ที่วิเศษเหมือนแม่คนอื่น อาจจะเลี้ยงลูกมาได้ไม่ดีนัก แต่เด็กคนนี้กลับเติบโตมาอย่างดีด้วยตนเอง แม้ว่าแม่จะต้องเสียสละใช้ชีวิตแบบเส็งเคร็งไปวัน ๆ แต่แม่ก็ไม่รู้สึกเสียดายสักนิด เพราะโชคดีทั้งหมดไปอยู่ที่แก้วตาดวงใจของแม่แล้ว แค่รู้ว่าลูกได้มีชีวิตที่ดีมีความสุข ถึงฝั่งฝันที่ลูกตั้งใจ ชีวิตแบบอยู่ไปวัน ๆ ของแม่ก็ไม่มีปัญหาอะไรทั้งนั้น ดีเสียอีกที่ลูกไม่ต้องมามีชะตากรรมเหมือนตัวเอง

หลายคนเจอฉากดราม่าของแม่ลูกคู่นี้เข้าไป อาจจะเข้าใจว่าแม่เห็นแก่ตัว เอาชีวิตลูกมาเป็นกระดาษห่อของขวัญให้กับชีวิตตัวเองที่ไม่มีอะไรเลย และเห็นแก่หน้าของตัวเองมากกว่าที่จะพยายามเข้าใจในสิ่งที่ลูกเจอจนต้องหอบผ้าผอบผ่อนกลับบ้าน เพราะตัวเองโดนเพื่อนเก่าสมัยเรียนเหยียดหยามและนินทา ว่ามีลูกสาวที่ล้มเหลว ทั้ง (โดน) ล้มงานแต่ง ทั้ง (โดนไล่) ออกจากงาน ทว่าลองสังเกตดี ๆ สิ ว่าคำที่ทำให้แม่เจ็บปวดมากที่สุดไม่ใช่เรื่องที่ตัวเองโดนเหน็บแนมว่ามีลูกล้มเหลวหรอกนะ แต่เป็นการที่ลูกสาวตัวเองถูกพูดถึงในทางเสีย ๆ หาย ๆ ต่างหาก โดยเฉพาะคำพูดที่ว่า “ชะตากรรมลูกสาวไม่หนีไปจากแม่” มันคือปมที่ทำให้แม่จุกจนไปไม่เป็น
เธอรู้ตัวเองดีว่าตัวเองไม่ใช่แม่ที่ดีนัก ไม่ใช่แม่ที่มีปัญญาเลี้ยงลูกให้ได้ดี แค่ชีวิตตัวเองยังลุ่ม ๆ ดอน ๆ มาตลอดเลย และที่ลูกได้ดีอย่างที่ผ่านมา เธอก็ไม่ได้มีโอกาสสนับสนุนลูกเท่าไรนักด้วย ทุกอย่างลูกเพียรพยายามด้วยตัวเอง เพราะเด็กมันรักดีและมีแรงฮึดในตัวเอง เธอถึงได้ภาคภูมิใจในตัวลูกมากที่สามารถประสบความสำเร็จได้ และอวดกับใครต่อใครไปทั่วที่เธอมีลูกสาวที่ “หนีชะตากรรมแบบแม่พ้น” ด้วยแม่อาจเข้าใจว่าที่ที่ลูกอยู่ตอนนี้มันคือที่ที่ดีแล้ว อย่างน้อยก็ดีกว่าอยู่กับแม่ที่บ้าน รวมถึงแม่รับรู้มาตลอด (ก็เพราะลูกทำให้เข้าใจแบบนั้น) ว่าลูกอยู่ในจุดที่มีความสุขดีมีคนดูแลลูกแทนแม่ได้ แม่ก็ยิ่งเชื่อใจและมั่นใจว่าลูกคนนี้จะเติบโตไปได้อีกไกลโดยไม่มีปัญหาแน่นอน

ดังนั้น สิ่งที่แม่บอกว่าลูกทรยศหรือแทงข้างหลัง มันไม่ใช่คำพูดของแม่ที่เกลียดลูกและอับอายว่าลูกทำลายหน้าตาทางสังคมของตัวเองหรอก แม่รู้ทุกอย่างว่าลูกพยายามมามากแค่ไหน แต่แม่แค่ไม่เข้าใจว่าทำไมลูกสาวถึงยอมทิ้งขว้างความสำเร็จที่ตัวเองได้มาอย่างยากเย็นนั่นแล้วกลับมาอยู่บ้าน (ซึ่งลูกก็ยังไม่พร้อมที่จะอธิบายอะไรด้วย) กลับมาแล้วมีชีวิตที่ย่ำอยู่กับที่เหมือนอย่างที่แม่เป็น แค่นั้นเลย เพราะลูกสาวคือสิ่งที่มีค่าในชีวิตของเธอและเป็นสิ่งที่เธอภาคภูมิใจ โดยลืมไปว่าชีวิตของลูกเป็นลูกที่เขามีสิทธิ์เลือกเองว่าจะเติบโตต่อไปอย่างไร้ความสุข หรือจะกลับมาเป็นคนธรรมดา ได้อยู่บ้าน ได้ทำอะไรที่อยากทำ เป็นแค่ลูกของแม่ที่ไม่ต้องมีอะไรพิเศษกว่าคนทั่วไป
ถ้าไม่ได้รักตั้งแต่แรกก็คงไม่เกลียดหรอก
ถึงแม่ลูกคู่นี้จะสาดดราม่าใส่กันจนคนดูน้ำตาร่วงเพราะเข้าใจในเหตุผลของทั้งคู่ ถึงนางเอกจะเข้าใจว่าแม่เกลียดตัวเอง และตัวเองก็เกลียดแม่ด้วยที่แม่ไม่เคยจะเข้าใจอะไรเลย แต่จากพฤติกรรมที่แม่ลูกคู่นี้ทำ คำพูดที่พูดถึงกันกับบุคคลที่ 3 มันชัดเจนมากนะว่าเขารักกันมากแหละ ถึงได้พยายามเสียสละตัวเองกันทั้งคู่แบบนี้ เพื่อให้อีกฝ่ายไม่คิดมาก และสบายใจ ไม่ต้องมาหนักใจกับเรื่องของตัวเอง

คนเป็นแม่ที่หวังดีกับลูกมาก ๆ เคยเห็นว่าลูกประสบความสำเร็จไปแล้วก็เบาใจ ตัวเองอาจเป็นแม่ที่ไม่ดีเท่าไร แต่ก็ภาคภูมิใจมากที่เลี้ยงลูกให้ไปได้ดีได้ขนาดนั้น แต่พอเห็นลูกกลับมาแบบทิ้งขว้างความสำเร็จที่ตัวเองเพียรพยายามมาอย่างยากลำบากทิ้งไป ทิ้งชีวิตที่ประสบความสำเร็จอย่างไม่ไยดีแล้วกลับมานั่ง ๆ นอน ๆ แบบคนไม่เอาถ่านอยู่บ้าน แถมลูกก็ไม่ยอมอธิบายอะไรให้ฟังอีก ก็เลยของขึ้นนิดหน่อย กลายร่างเป็นแม่ใจยักษ์ที่ยังวิ่งไล่ตีลูกที่อายุสามสิบกว่าเข้าไปแล้ว เพื่อให้ลูกยอมบอกเหตุผลที่แท้จริงมาดี ๆ เธอไม่ได้อายที่คนอื่นเข้าใจว่าลูกเธอล้มเหลวหรอก แค่ไม่อยากให้คนอื่นมองลูกไม่ดี เพราะตัวเองเคยอวดลูกไปเยอะ
ส่วนคนเป็นลูกที่หนีร้อนมาพึ่งเย็น หนีจากนรกที่อดทนอยู่ได้มาตั้งนานกลับบ้าน เพราะบ้านคือหลุมหลบภัยชั้นดีที่จะช่วยรักษาสภาพจิตใจที่แตกสลาย กลับมาเพราะคิดถึงแม่ อยากเห็นหน้าแม่ อยากกอดแม่ให้ตัวเองหายเหนื่อย แต่กลับพบว่าแม่ไม่ได้ยินดีที่จะเห็นหน้าตัวเองในสภาพที่ชีวิตพังแบบนี้ เลือกที่จะไม่อธิบายให้แม่ฟังว่าตัวเองต้องอดทนกับเรื่องบ้าบออะไรมาบ้างเพราะไม่อยากเห็นแม่เสียใจ แล้วอดทนเก็บไว้คนเดียว ดันเป็นการยั่วโมโหแม่เข้าไปอีก จริง ๆ แล้วเธอแค่อยากให้แม่เข้าใจ เข้าข้าง และพูดปลอบโยนบ้าง ว่าที่ผ่านมาทำได้ดีแล้ว ถึงเวลาพักผ่อนบ้างแล้ว ก็แค่นั้น เธอไม่ได้อยากเป็นกระดาษห่อของขวัญที่ทำให้ชีวิตแม่สวยงาม เธอแค่อยากเป็นลูกของแม่เฉย ๆ เท่านั้นเอง

หลังจากที่สาดดราม่าใส่กัน แล้วคนเป็นแม่ยอมลดทิฐิของตัวเองลง ก็เป็นอันว่าแม่ลูกคู่นี้เข้าใจกันแล้ว ถึงจะยังไม่เข้าใจว่าทำไมลูกถึงทำแบบนั้น แต่ก็พยายามจะเข้าใจในสิ่งที่ลูกเลือก บ้านที่ไม่อยากให้ลูกกลับมา ไม่ใช่ว่าแม่ไม่รัก แต่แค่ไม่ต้องการให้ลูกที่ได้ดีไปแล้วกลับมายังที่ที่ไม่เจริญนี่อีก แต่ในเมื่อเชื่อใจว่าลูกมีเหตุผลที่ทำ และต้องการ “บ้าน” ที่ช่วยเยียวยาจิตใจในช่วงที่กำลังสับสนชีวิต แม่ก็คืนห้องนอนของลูกสาวที่เคยยึดทำเป็นห้องเก็บของและกล่องกิมจิกลับมาให้ในที่สุด เพราะว่า “ยัยนั่นไม่ใช่ผักกาดสักหน่อย จะให้นอนระหว่างกล่องกิมจิไปตลอดก็เกินไป จะอยู่สักกี่วันหรือกี่เดือนก็ช่าง ให้มันได้มีที่อยู่หน่อยแล้วกัน”
ดู ๆ ไปแล้ว Love Next Door ไม่ใช่แค่ซีรีส์รอมคอมชวนฟินของคู่พระนาง “จอง-จอง” (จองแฮอิน-จองโซมิน) เท่านั้น แต่มันยังเป็นซีรีส์แนวครอบครัวชวนฮีลใจด้วย คนเราน่ะไม่ว่าชีวิตจะเจอเรื่องอะไรมา ต่อให้คนทั้งโลกจะไม่เข้าใจเรา คนทั้งโลกจะหันหลังให้กับเรา แต่เราก็ยังอยากให้ “ครอบครัว” เป็นข้อยกเว้น ใครจะทำอะไรกับเราก็ได้แต่ต้องไม่ใช่ครอบครัว บ้านจึงเป็นสถานที่ที่ทำให้อุ่นใจได้ทุกครั้งที่กลับไป และคนที่บ้านคือคนที่ทำให้เราได้รู้ว่าเราไม่ได้โดดเดี่ยวอยู่คนเดียวบนโลก🏡






























