Welcome to Samdalri ถ้าชีวิตในเมืองใหญ่มันหนักหน่วงนัก กลับบ้านก็ได้นี่!

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ถือว่าเป็นวาสนาของแฟนคลับนักแสดง จีชางอุค และ ชินฮเยซอน ที่ในปีนี้ทั้งคู่มีผลงานให้ได้ดูติด ๆ กันถึง 2 เรื่อง เรื่องเก่าจบไปยังไม่ทันหมดกระแสเรื่องใหม่ได้คิวออนแอร์พอดี แล้วกับซีรีส์เรื่องใหม่นี้ ตอนแรกที่รู้ว่า 2 คนนี้จะโคจรมาเจอกันก็แอบว้าวอยู่นะ ยิ่งเห็นชื่อเรื่องและได้อ่านเรื่องย่อด้วยก็ยิ่งว้าวไปใหญ่ Welcome to Samdalri ชื่อเรื่องที่สัมผัสได้ถึงความฟีลกู๊ด ส่วนชื่อเรื่องแปลไทย by Netflix ก็แปลออกมาได้อบอุ่นละมุนใจหมือนกันว่า สู่อ้อมกอดซัมดัลลี มันให้ฟีลเหมือนซีรีส์เรื่อง Hometown Cha-Cha-Cha ไม่มีผิด

ภาพจาก FB: JTBC Drama

Welcome to Samdalri เรื่องนี้อุคจ๋าของใครหลายคนได้กลับมาเล่นบทเบา ๆ ใช้หน้าหล่อ ๆ ที่มียิ้มออกกับเขาบ้างซะที เพราะผลงาน 2 เรื่องก่อนหน้าของเขารับศึกหนักมาก ทั้ง If You Wish Upon Me และ The Worst of Evil โดนอัดด้วยบาทากินเลือดแทบทุกฉาก ส่วนนางเอกที่มีภาพจำจากความฮาหน้าตายจาก Mr. Queen ราชินีที่ร่างเป็นหญิงแต่จิตวิญญาณเป็นชาย เรื่องใหม่บทบาทใหม่นี้ก็เอาอยู่เหมือนเดิม

Welcome to Samdalri มาในแนวโรแมนติก-คอมเมดี้ (การันตีได้จากนางเอกและผองเพื่อน) สอดแทรกด้วยปรัชญาชีวิตและการฮีลใจเกี่ยวกับสัจธรรมของมวลมนุษย์ที่ชีวิตมีขึ้นมีลง อะไร ๆ ก็ไม่แน่นอน อยู่จุดสูงสุดอยู่ดี ๆ ก็โดนกระชากตกลงมากระแทกพื้นแบบไม่ทันตั้งตัว เรื่องราวเลยพ่วงด้วยความฟีลกู๊ดแบบหนีชีวิตพัง ๆ ไปตั้งหลักพักใจที่บ้านเกิดซึ่งเป็นชนบทริมชายทะเล เรื่องราวของชายหนุ่มหญิงสาวที่เกิดวันเดียวกัน บ้านอยู่ตรงข้ามกัน พ่อแม่รู้จักและสนิทกัน พวกเขาจึงเติบโตขึ้นมาแบบเพื่อนแก๊งเดียวกัน และเมื่อเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น ด้วยความใกล้ชิดสนิทสนมทำให้ทั้งคู่ตกหลุมรักกัน คบหาเป็นคนรักกันอยู่ได้ช่วงหนึ่งก็เลิกรากันไปด้วยสาเหตุที่มีเพียงแค่พวกเขาสองคนที่รู้

ภาพจาก FB: JTBC Drama

คนสองคนที่บอกเลิกกันแล้วแยกย้ายกันไปเติบโต หญิงสาวคือคนที่มุ่งหน้าเข้ากรุงโซล ตามความฝันตั้งแต่เด็กของเธอที่ตั้งใจจะประสบความสำเร็จในเมืองใหญ่ให้ได้ เธอฝันอยากจะโบยบินไปจากเกาะเชจูให้เร็วที่สุดมาแต่ไหนแต่ไร ถึงขั้นเคยนั่งนับเครื่องบินที่บินออกไปจากเกาะ แล้วนั่งรำพึงรำพันว่าสักวันจะต้องเป็นตัวเธอบ้างที่ได้อยู่บนเครื่องบินลำที่บินออกไป และเธอจะไม่กลับมาอีก หลังจากหันหลังให้บ้านเกิด เธอเข้ามาทำงานอยู่ในวงการช่างภาพ เปลี่ยนชื่อใหม่ที่ใช้เรียกกันในวงการ เริ่มตั้งต้นจากตำแหน่งผู้ช่วยนานถึง 8 ปี ทำงานอย่างหนักจนเลื่อนขั้นขึ้นมาเป็นช่างภาพที่ประสบความสำเร็จ ได้รับการยอมรับในระดับโลก คนในวงการแฟชั่นและวงการบันเทิงล้วนอยากร่วมงานกับเธอ

ส่วนชายหนุ่มยังคงอยู่เกาะเชจูบ้านเกิด เขารักที่นี่ในฐานะที่เป็นบ้านที่เขาอาศัยอยู่มาตั้งแต่จำความได้ บ้านที่ทุกคนล้วนเป็นญาติผู้ใหญ่ที่ใจดีและน่านับถือ เขาจึงมีแพชชันที่จะปกป้องทั้งเกาะที่เขารักและผู้หลักผู้ใหญ่บนเกาะที่เขารักและเคารพ ปัจจุบันเขาทำงานเป็นเจ้าหน้าที่พยากรณ์อากาศประจำกรมอุตุนิยมวิทยาบนเกาะเชจู เขามีความสามารถและทำงานเก่งมาก แต่เป็นคนหัวขบถ ไม่เชื่อฟังคำสั่งทั้งหัวหน้าและสำนักงาน โดยมักจะรายงานสภาพอากาศสวนทางกับข้อมูลที่ได้รับมาจากทางสำนักงานใหญ่เสมอ เพราะตัวเขาเองยังพยากรณ์แม่นกว่า สำนักงานใหญ่จากโซลจึงพยายามตามจีบเขาเข้าเมืองหลวง แต่เขาก็ปฏิเสธทุกครั้ง เพราะไม่อยากเพิ่มโอกาสบังเอิญในการเจอหน้าใครบางคน

ภาพจาก FB: JTBC Drama

แต่ใครบางคนที่เขาไม่อยากบังเอิญเจอหน้า คนที่ลั่นวาจาว่าจะไม่กลับมาที่เกาะนี้อีก กลับเป็นฝ่ายกลับมาตายรังที่บ้านเกิดเสียเอง เพราะตอนนี้เธอกำลังเผชิญปัญหาใหญ่ทั้งเรื่องความสัมพันธ์และหน้าที่การงานที่มันพังทลายลงด้วยความอิจฉาริษยาที่ผู้ช่วยของเธอ ความวายป่วงที่คุกคามเธออยู่ทำให้ตัวเธอ พี่สาว น้องสาว และหลานสาว ต้องหนีหัวซุกหัวซุนกลับบ้านต่างจังหวัด และกลายเป้ฯจุดเริ่มต้นของการกลับมาเจอกันอีกครั้งของถ่านไฟเก่าที่ยังคงมีความรู้สึกต่อกัน แต่ต่างก็ปกปิดและเก็บงำความรู้สึกนั้นไว้

เคยเหยียบขี้หมาหรือเปล่า พอรู้ว่าเหยียบก็โมโห แต่จะให้มันทำให้เราอารมณ์เสียทั้งวันไม่ได้ เช็ดมันซะแล้วใช้ชีวิตต่อ

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ซีรีส์เรื่องนี้สร้างคาแรกเตอร์ของนางเอกได้แกร่งมาก แบบอย่างของบุคลิกที่ผู้หญิงหลายคนอิจฉาและอยากจะเป็นให้ได้ซักครึ่งหนึ่งก็ยังดี และด้วยเหตุนี้นี่แหละ รุ่นน้องที่ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของนางอยู่ ถึงได้ริษยาจนอารมณ์เดือดแล้วสร้างเรื่องดึงนางลงมาที่จุดต่ำสุดแบบนี้ แม้ว่าเมื่อถึงตอนจบของละคร ก็มั่นใจได้ว่าปมนี้จะค่อย ๆ คลี่คลายไปในที่สุด คนทำไม่ดีย่อมต้องได้รับกรรมที่ตัวเองก่อ แต่พฤติกรรมที่รุ่นน้องทำกับนางเอกนั้นเป็นพวกขี้แพ้ชวนตีแบบไม่ต้องสงสัย แพ้แล้วพาล มั่นหน้ามั่นโหนกแบบผิด ๆ กระหายจะมีตัวตน แต่ไม่เคยประเมินตัวเองเลยว่าความสามารถตัวเองไปถึงแค่ไหน พร้อมจริง ๆ หรือแค่เชื่อว่าตัวเองพร้อม และพอเอาชนะไม่ได้ ก็ใช้วิธีสกปรกจัดการนางเอก

ใครที่ยังไม่ได้ดูเรื่องนี้ก็อยากให้ไปลองดู แล้วจะรู้ว่าสถานกาณ์ที่นางเอกเจอนั้นมันเลือดขึ้นหน้าแค่ไหน คือมันมีรายละเอียดที่จะสปอยล์มากไม่ได้ แต่แค่รู้ไว้ว่านางเอกเนี่ยเป็นพวกที่เก่งของจริง นางพิสูจน์ความสามารถและคุณค่าของตัวเองผ่านฝีมือและผลงานที่เห็นได้อย่างเป็นที่ประจักษ์ ทำอะไรมีเหตุผล มองเรื่องของโอกาสและความเสี่ยงได้แบบเฉียบคม ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะนางสั่งสมทั้งฝีมือและประสบการณ์เหล่านี้มาจากการที่อดทนเป็นผู้ช่วยมานานตั้ง 8 ปี ก่อนที่จะขึ้นมาเฉิดฉายและเป็นที่ยอมรับขนาดนี้ ไม่ใช่แค่นึกอยากจะพิสูจน์ตัวเองก็ดันทุรังทำแบบที่ยัยรุ่นน้องนั่นพยายามจะมีซีนให้ได้ เป็นผู้ช่วยมา 4 ปียังคิดไม่ได้ และนางเอกก็ให้เหตุผลไปแล้วด้วยว่าทำไมถึงปฏิเสธไอเดียนั้น

ภาพจาก FB: JTBC Drama

และนอกจากเรื่องงาน นางเอกก็ยังเด็ดเดี่ยวมากกับการจัดการกับคนที่ทำร้ายเธอก่อน ไม่ใช่คนที่จะยอมถูกกระทำอยู๋ฝ่ายเดียว ฉากที่เข้าไปจัดการแฟนเก่าที่บังอาจนอกใจนั้นจะต้องเป็นตำนาน ชอบความเอาอาวุธใส่ถุงกระดาษชาเนลเดินเข้าตึก (แต่สังเกตถุงกระดาษดี ๆ นะ มีจุดสังเกต 555) ทั้งวิธีจัดการและคำพูดที่ใช้ ทำเอาคนโดนเถียงไม่ออกไปไม่เป็นเลย ที่สำคัญ พอจัดการเสร็จแล้วก็มูฟออนได้อย่างไว เดินหน้าทำงานทำหน้าที่ของตัวเองต่อไม่รอแล้วนะ ยังคงใช้ชีวิตปกติของตัวเองได้เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น นางไม่ปล่อยให้เรื่องพลังลบที่เกิดขึ้นมาทำลายงานที่ตัวเองรัก

ใช่! วันที่เกิดเรื่องขึ้นจนทุกอย่างพังและต้องหนีกลับไปตั้งหลักที่บ้าน ก็คือวันหลังจากที่นางจับได้ว่าแฟนเก่านอกใจแล้วไปจัดการเขามานั่นแหละ ซึ่งการที่นางดูไม่เป็นอะไรเลยทั่งที่จับได้ว่าถูกแฟนนอกใจ ก็ทำให้ยัยผู้ช่วยนั่นไม่สบอารมณ์เอามาก ๆ (อุ๊ปส์!) แล้วก็พยายามหาเรื่องจะทำลายนางในวันนั้น หลังจากที่เปิดอกคุยจนรู้ว่ายัยผู้ช่วยสร้างเรื่องอะไรไว้ มันก็เลยเกิดเป็นคำพูดที่ว่า “เคยเหยียบขี้หมาหรือเปล่า พอรู้ว่าเหยียบก็โมโห แต่จะให้มันทำให้เราอารมณ์เสียทั้งวันไม่ได้ เช็ดมันซะแล้วใช้ชีวิตต่อ นี่แหละที่พวกเธอเป็นสำหรับฉัน ขี้หมา”

ภาพจาก FB: JTBC Drama

นางพยายามอย่างมากนะที่จะเดินหน้าชีวิตของตัวเองต่อ แม้ว่าจะเจอเรื่องบ้าบออะไรมา นางไม่ยอมให้เรื่องของคนที่คิดไม่ดีกับนางมาทำลายชีวิตนาง คนพวกนั้นที่ทำร้ายนาง ทั้งเรื่องนอกใจ ทั้งการสร้างเรื่องให้ถูกจับได้ว่านอกใจ เพื่อให้นางรู้สึกว่าตัวเองพังจนมีปัญหากับการทำงาน กลับทำอะไรนางไม่ได้เลย นางยังมาทำงานได้อย่างปกติ ยังทำงานออกมาได้ดีน่าชื่นชมเหมือนเดิม โดยไม่มีใครรู้เลยว่านางเพิ่งผ่านเรื่องยากมา ก็อย่างที่นางบอก การเหยียบขี้หมาที่ทั้งเลอะทั้งเหม็นแล้วก็น่าโมโห แต่เราจะอารมณ์เสียกับของเหม็น ๆ แบบนั้นทั้งวันไม่ได้ไหม ชีวิตพังหมดพอดี มันก็ต้องเช็ดต้องล้างแล้วใช้ชีวิตต่อ ถ้าทำตัวเป็นขี้หมาเพื่อทำลายชีวิตคนอื่นอยู่ก็รู้ไว้ซะ ว่าฉันไม่แคร์! เออ! ปังมาค่ะสาว

อย่าโลภมาก อยู่ในน้ำเท่าที่มีลมหายใจพอให้อยู่ได้ มหาสมุทรอาจดูสงบ แต่เต็มไปด้วยอันตราย ดังนั้นอยู่ใต้น้ำเท่าที่กลั้นใจไหว และพอกลั้นหายใจไม่ไหวแล้ว…ก็โผล่ขึ้นมาเหนือผิวน้ำ เพื่อหายใจอีกครั้ง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ข้อความข้างต้น เป็นคำเตือนที่นางเอกนึกขึ้นได้ว่ากลุ่มแฮนยอ (กลุ่มนักประดาน้ำหญิงที่ส่วนใหญ่จะมีอายุมาก ทำอาชีพจับสัตว์ทะเลน้ำตื้นเพื่อนำไปขายเป็นอาหาร ดำน้ำด้วยเทคนิคการกลั้นหายใจ ไม่ใช้ถังอากาศหรืออุปกรณ์ใด ๆ นอกเหนือจากชุดยางและหน้ากากดำน้ำพื้นฐานเท่านั้น) ที่เกาะเชจูบ้านเกิดพยายามเน้นย้ำเตือนใจกันอยู่ตลอดเวลา เพื่อไม่ให้ทำอะไรที่มันฝืนตัวเองจนเกินไป และยิ่งเราฝืนตัวเองมากเท่าไร ก็ตัวเราเองนี่แหละที่จะยิ่งเสี่ยงได้รับอันตรายมากขึ้นเท่านั้น การโลภ ทะเยอทะยานสู่ความสำเร็จแบบไม่ประเมินศัตรูรอบตัว ก็อาจจมดิ่งลงสู่จุดที่ลึกที่สุด

แต่จริง ๆ แล้ว มันไม่ผิดเลยที่นางเอกจะมีความใฝ่ฝัน หรือทะเยอทะยานที่จะกอบโกยความสำเร็จ ชื่อเสียง เงินทอง หรือการมีคุณภาพชีวิตที่ดีตามมาตรฐานของยุคสมัยด้วย “ความสามารถ” ที่นางมี และด้วย “คุณค่า” ที่นางพิสูจน์ต่อคนอื่นแล้ว แต่นางกลับต้องมาพังด้วยความงี่เง่าของยัยผู้ช่วยที่ตีความความหวังดีของคนอื่นไปในแง่ร้าย เข้าใจว่าเขาแค่จะเก็บตัวเองไว้ใช้งานไม่ยอมให้เฉิดฉาย ทำอะไรไม่เข้าท่า พอโดนดุก็หาว่าเขาใช้อำนาจในทางที่ผิด ไม่ยอมรับไอเดียที่ตัวเสนอเพราะตัวไม่มีอำนาจเท่า ความอิจฉาริษยาเลยบังตา แล้วทำเรื่องทำลายชีวิตคนอื่นแบบนี้ มันมีทุกสังคมแหละ คนที่ขี้อิจฉาเอง ทนเห็นคนอื่นได้ดีไม่ได้เลยต้องทำลาย มันถึงมีคำสอนที่ว่า “ทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย”

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ส่วนหนึ่งก็เพราะค่านิยมและความคาดหวังจากสังคมด้วยที่บีบให้เราต้องประสบความสำเร็จ บีบให้เราต้องมีนั่นมีนี่ในโลกทุนนิยม บีบให้เราเข้าใจว่าการล้มเหลวเป็นเรื่องเลวร้ายที่ยอมรับไม่ได้ เพราะโลกนี้ไม่มีที่สำหรับคนแพ้ ล้มเหลวเมื่อไรจะโดนซ้ำเติม การใช้ชีวิตในสังคมยุคใหม่นี้แค่การเอาตัวรอดธรรมดา ๆ ดูจะไม่พออีกต่อไป คนธรรมดาจำนวนมากเจอคำถามกดดันอยู่เสมอว่าเมื่อไรจะอย่างนั้นเมื่อไรจะอย่างนี้ คนล้มเหลว คนไม่ประสบความสำเร็จมักจะโดนแซะ โดนค่อนขอดตลอด คนประสบความสำเร็จก็ต้องรักษาความสำเร็จนั้นไว้แล้วไต่เต้าให้สูงขึ้นไปเรื่อย ๆ ไม่งั้นก็โดนเหมือนกัน มีแต่คนแกร่งเท่านั้นที่โดนทุกวันแล้วจะไม่เป็นอะไร แต่ถ้าคนหวั่นไหวง่าย ก็จะเข้าตำราอ่อนแอก็แพ้ไป

ยิ่งตัวนางเอกเรื่องนี้ที่เป็นเด็กต่างจังหวัด ต้องใช้ความพยายามมากขึ้นเพื่อพิสูจน์ตัวเอง ต้องตะเกียกตะกายไขว่คว้าไปหาโอกาสของความสำเร็จแบบคนหนุ่มสาวในเมืองหลวง ถ้ายังมัวแต่ทำงานอยู่ต่างจังหวัดก็ดูไม่ประสบความสำเร็จ หรือคิดจะกลับบ้านก็ถูกชงว่าตกอับ ไปไม่รอดแน่นอนถึงกลับมา การมีไฟ มีพลัง บวกกับพลังฮึดสู้เพราะถูกทิ้งแบบไร้หัวใจอีก (?) ทำให้นางไต่เต้าพาตัวเองมาถึงจุดสูงสุดได้ แต่ก็นะ ชีวิตมันไม่ได้ง่ายขนาดนั้น ชีวิตนางกำลังจะเข้าตำราปรัชญา สัจธรรมของชีวิตที่ว่า “สูงสุดคืนสู่สามัญ” นางเอกที่เปรียบตัวเองเป็นมังกรที่กำเนิดจากลำธาร ทำทุกอย่างเพื่อไม่กลับไปลำธารอีก แต่ก็ผงาดขึ้นฟ้าได้ไม่นาน สุดท้ายก็ต้องกลับคืนสู่ลำธาร ถิ่นกำเนิดของตัวเองอยู่ดี

ภาพจาก FB: JTBC Drama

เพราะสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ก็คือ สังคมเมืองใหญ่ยุคนี้ ยิ่งสูงยิ่งหนาว และยิ่งสูงตกลงมาก็ยิ่งเจ็บ ยิ่งเก่งยิ่งโดดเด่นโด่งดัง ยิ่งมีคนอิจฉา แล้วแถมบุคลิกที่ไม่ประนีประนอม ดูพร้อมพุ่งดับเครื่องชนกับทุกสิ่งอย่างของนางเอกก็ยิ่งสร้างศัตรู คนที่อิจฉาแล้วเป็นแบบนั้นไม่ได้ ทนเห็นไม่ได้ ก็ทำลายมันซะเลย แล้วเวลานี้นางเอกก็เป็นที่รู้จักในฐานะบุคคลสาธารณะด้วย พอมีเรื่องที่พลาดท่าปุ๊บคนก็รุมขย้ำปั๊บ กรณีเดียวกันกับดาราคนดังที่พอมีข่าวอะไรฉาวหน่อยก็จะโดนรุมด่าก่อนเลย ไม่ทันถามหรอกว่าเรื่องจริงหรือเปล่า ความผิดพลาดก็โดนบิดเบือนด้วยความเป็นคนดัง ซึ่งอาจถูกเอาไปใส่สีตีไข่จนเกินจริง และผลลัพธ์ก็รุนแรงเกินคาด จนต้องซมซานกลับบ้านเกิดไปตั้งหลัก รักษาแผลใจ และหาคำตอบชีวิตใหม่

ลูกบอกคุณว่าไง คนไหนไปก่อเรื่องถึงได้กลับมา

ภาพจาก FB: JTBC Drama

ฟังเผิน ๆ เหมือนแม่จะไม่ค่อยสบอารมณ์เท่าไรที่ลูกสาว 3 คนกับหลานสาวอีก 1 คน แห่กลับมาอยู่บ้านโดยหอบสัมภาระกองโตกลับมาด้วยใช่ไหม แต่จริง ๆ แล้วในใจของคนเป็นแม่มีอะไรที่มากกว่านั้น มันคือความกังวลใจว่าเกิดปัญหาอะไรขึ้นถึงได้ซมซานกลับมา มากกว่าความไม่พอใจว่าลูกจะนำพาความเดือดร้อนมาให้ เพราะ 2 ครั้งที่ลูกสาวคนโตกับลูกสาวคนเล็กแบกหน้ากลับมาบ้าน ลูกทั้ง 2 ก็หอบหิ้วความทุกข์ใจกลับมาด้วย คนเป็นแม่ยอมเหงาที่ลูกไม่กลับบ้าน ลูกไม่ติดต่อหา แปลว่าลูกมันยังมีความสุขดี ถึงจะน่าน้อยใจ ทว่ามันก็ดีกว่าการเห็นลูกเผชิญปัญหาจนไม่มีทางออก ไม่มีความสุข จนต้องแบกความพังกลับบ้านเพราะไม่รู้จะไปที่ไหนอีกแล้ว

ที่แม่ถามว่าคนไหนไปก่อเรื่องถึงได้กลับมาบ้าน ก็เพราะตอนนี้ความกังวลใจของแม่พุ่งปรี๊ดเป็น 3 เท่า จากการที่พี่น้องแห่กลับบ้านมาพร้อมกันทั้ง 3 คน แถมครั้งนี้ยังมีลูกสาวคนกลางที่แกคิดว่าปกติที่สุดใน 3 พี่น้องกลับมาด้วย ในใจเลยหวั่น ๆ ว่าตัวต้นเรื่องก็คือลูกคนกลางนั่นแหละ แล้วเจ้าพวกลูก ๆ ที่โกหกว่าแค่กลับมาเยี่ยมพ่อแม่เฉย ๆ ก็โกหกไม่เนียน เห็นกระเป๋าเดินทางทีไร แกเลยรู้สึกเหมือนเป็นเดจาวู เป็นลางร้ายที่จะทำให้แกเป็นลมล้มพับ หรือไม่ก็ใส่ลองจอนออกไปวิ่งมาราธอนอีก แต่เรื่องที่แกเข้าใจว่าทำให้ลูกสาวกลับมาบ้านกลายเป็นเรื่องเล็กไปเลย เมื่อรู้ความจริงว่าลูก ๆ หนีอะไรมา

ภาพจาก FB: JTBC Drama

พ่อแม่ที่ลูกไปทำงานไกลบ้าน อยากให้ลูก ๆ กลับบ้านมาหาเสมอแหละ ไม่ว่าลูกจะโตแค่ไหนก็ยังเป็นเด็กในสายตาพ่อแม่ ยังอยากให้ลูกอยู่ใกล้ ๆ ตัว แต่ควรจะมาในสภาพปกติที่กลับมาเยี่ยมเยียนธรรมดา ไม่ใช่ในสภาพที่พังกลับมา ไม่ใช่เพราะพ่อแม่จะโกรธที่ลูกอวดดี จะไปแต่ไปไม่รอดเลยซมซานกลับมา แต่ไม่อยากเห็นลูกต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและความทุกข์ใจ ส่วนตัวลูกที่เจ็บปวดอยู่กับชีวิตในเมืองใหญ่ ใจจริงก็ไม่อยากกลับไปบ้านในสภาพพัง ๆ เพราะรู้ดีว่าจะทำให้พ่อแม่เป็นห่วง แล้วก็ไม่อยากรบกวนพ่อแม่ด้วย แค่ส่งข่าวหากันและกันว่าสบายดีก็เพียงพอแล้ว

แต่ในท้ายที่สุด เมื่อคนเราเผชิญหน้ากับความพังจนไม่เหลือชิ้นดี ที่สุดท้ายที่เราจะมุ่งหน้าจะกลับไปก็คือบ้านนั่นแหละ (ในกรณีที่บ้านเป็นครอบครัวปกติธรรมดานะ ไม่ใช่บ้านประเภทที่ครอบครัวไม่ใช่เซฟโซน) มันคือสถานที่ที่อบอุ่นใจ สถานที่ที่มีพลังเยียวยาใจ และเป็นสถานที่ที่มั่นใจได้แน่ ๆ ว่าจะมีคนปกป้องเราโดยไม่ตั้งคำถาม ปกป้องโดยไม่มีเงื่อนไข และอยู่ข้างเราไม่ว่าเราจะผิดหรือถูก ถ้าผิดก็อาจจะมีดุด่าบ้าง ไม่เข้าข้างบ้าง แต่ก็ไม่ทิ้งเราให้โดดเดี่ยวแน่นอน แต่ถ้าถูก พ่อแม่จะปลอบประโลมเราเต็มที่ เพื่อให้แผลที่ปีกเราหายและมีแรงกลับไปบินอีกครั้ง

ภาพจาก FB: JTBC Drama

Welcome to Samdalri เป็นซีรีส์อีกเรื่องที่มีกลิ่นอายของความอบอุ่นฟีลกู๊ดมาตั้งแต่เห็นชื่อเรื่องแล้ว ไม่ว่าจะชื่อเรื่องภาษาอังกฤษที่ใช้คำว่า “Welcome” หรือชื่อแปลภาษาไทยที่ใช้คำว่า “สู่อ้อมกอด” มันก็สัมผัสได้ถึงความละมุนละไมของ “บ้านเกิด” ได้ทั้งคู่ ไม่ว่าโลกภายนอกจะใจร้ายกับเราแค่ไหน ไม่ว่าเราจะเจอเรื่องย่ำแย่บ้าบอแค่ไหนมา แต่ถ้าไม่มีที่จะไป และหัวใจยังต่อสู้ไม่ไหว ก็แค่กลับมาที่ “บ้านเกิด” ก็พอ มันยังฟูกที่ช่วยลดแรงกระแทกได้ดีเสมอ ยิ่งถ้าเป็นบ้านเกิดที่พ่อแม่ดี สังคมในชุมชนดี มันคือพลังแห่งการเยียวยาใจที่ดีที่สุดเลยล่ะ ใครที่ใจพังอยู่ ก็เตรียมกลับบ้านได้เลย🧳