Home Inspiration ชะนีติดซีรีส์ Tell Me That You Love Me เมื่อความรักเกิดท่ามกลางความเงียบ

Tell Me That You Love Me เมื่อความรักเกิดท่ามกลางความเงียบ

สัปดาห์นรกกำลังเปิดฉากขึ้นอีกครั้ง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ที่แล้วที่มีซีรีส์ออนแอร์ใหม่ชนกันหลายเรื่อง พวกติ่งซีรีส์แบบเราก็ดูจะพลาดไม่ได้ซักเรื่อง ในสัปดาห์นี้ก็มีออนแอร์ใหม่อีกหลายเรื่อง และในเดือนสุดท้ายของปีอย่างเดือนธันวาคมนี้ มีซีรีส์น่าดูที่รอเข้าโปรแกรมออนแอร์อยู่ในทุกสัปดาห์ รอซีรีส์ใหม่กันไปยาว ๆ ทั้งเดือน ขอบตาใครยังไหวก็ไปต่อเลย ส่วนใครไม่ไหวก็ไปหาเวลาพักผ่อนซะบ้างนะ เธอจะมาโทรมต้อนรับปีใหม่ไม่ได้!

ซีรีส์ออนแอร์ใหม่ในสัปดาห์นี้เป็นคืนจันทร์-อังคาร ซับไทยลิขสิทธิ์ Disney+ Hotstar เป็นผู้สอยมาได้ Tell Me That You Love Me ซีรีส์แนวเมโลดราม่า-โรมานซ์ละมุนจิตละมุนใจ ถึงจะดูเป็นซีรีส์เฉพาะกลุ่มไปหน่อย แต่พอเปิดดูแบบไม่ได้คาดหวังอะไรมาก มันก็ดีต่อใจอยู่นะ เป็นเรื่องราวของความรักที่เกิดขึ้นในโลกที่เงียบงัน ของชายจิตรกรผู้บกพร่องทางการได้ยิน เขาใช้ภาษามือ ตัวอักษร และสายตาในการรับรู้เสียงในโลกนี้ แล้วถ่ายทอดมันออกมาเป็นภาพวาด กับว่าที่นักแสดงสาวที่ฟังเสียงของเขาด้วยหัวใจของเธอ ความไม่สมบูรณ์ของคน 2 คนที่ค่อย ๆ เติมเต็มให้กัน ผ่านการแชร์ประสบการณ์ต่าง ๆ ในช่วงเวลาที่พวกเขาได้พูดคุยกัน

ภาพจาก IG: channel.ena.d

Tell Me That You Love Me อ้างอิงมาจากซีรีส์ญี่ปุ่นในชื่อเดียวกัน ซึ่งออกอากาศเมื่อปี ค.ศ.1995 โดยสามารถคว้ารางวัลมาแล้วมากมาย จากเวที Television Drama Academy Awards ใครที่อยากจะฉีกแนวจากซีรีส์เรื่องอื่น ๆ ที่ออนแอร์อยู่ในช่วงนี้ ความเนิบ ๆ ฟีลกู้ดของเรื่องนี้น่าจะไม่ทำให้ผิดหวัง (แต่ไม่การันตีว่าตอนจบตับจะพังไหม) งานภาพก็สวยละมุนตามาก เพราะสนับสนุนโดยองค์กรของกระทรวงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว ที่สำคัญ พระเอกของเรื่อง จองอูซอง ก็ระดับตัวท็อปของวงการ เป็นการคัมแบ็กกลับมารับผลงานซีรีส์เต็มตัวในรอบ 10 ปีของเขา แม้จะดูมีร่องรอยแห่งวัย แต่เค้าโครงความหล่อเหลาก็ยังชัดเจนอยู่มาก ยิ่งงานสายตายิ่งชวนเขิน ชอบนะ ความไม่แคร์อายุที่มากของคนที่จะมาเล่นเป็นพระเอก-นางเอกของซีรีส์เกาหลีเนี่ย มันอยู่ที่คาแรคเตอร์และชั่วโมงบินล้วน ๆ

ซีรีส์เรื่องนี้ที่โดดเด่นชัดเจนว่าต้องการสื่อสารถึงความลึกซึ้งของ “เสียง” เพราะตัวละครพระเอกนางเอกมีประสบการณ์และความเข้าใจเกี่ยวกับเสียงไม่เหมือนกัน ตัวละครนางเอกนั้นไม่มีปัญหาอะไร เธอเป็นคนปกติที่ปากพูดได้ หูได้ยินเสียง หน้าก็แสดงสีหน้า แววตา และอารมณ์ได้ปกติ แต่เธอกำลังจะอัปเกรดความสามารถปกติของมนุษย์ให้เป็นทักษะด้านการแสดง เธอต้องทำให้การพูด การฟัง การแสดงออกปกติของมนุษย์กลายเป็นการแสดงที่สมจริง ในเรื่องยังไม่ได้บอกว่าทำไมเธอถึงอยากเป็นนักแสดง ถึงขั้นที่ลาออกจากงานประจำรายได้ดีแบบแอร์โฮสเตส มาทำงานพาร์ทไทม์ร้านกาแฟ เข้าเรียนคอร์สสอนการแสดง ย่ำต๊อกไปส่งประวัติและแคสต์งานตามที่ต่าง ๆ ในวัย 33 ปี

แต่ตัวละครพระเอกนี่แหละที่เป็นฝ่ายมีข้อจำกัดในเรื่องเสียง การสื่อสารด้วยเสียงไม่มีผลอะไรกับตัวเขาเลย เพราะหูเขาไม่ได้ยินเสียงอะไร และการที่หูเขาไม่ได้ยินเสียงเขาก็เลยพูดไม่ได้ไปโดยปริยาย ในเมื่อไม่ได้ยินเสียง ก็ไม่มีข้อมูลเสียงให้จดจำ ส่งผลให้เลียนแบบการออกเสียงไม่ได้ เขาจึงเป็นคนที่ใช้เสียงสื่อสารกับใครไม่ได้ มีเพียงภาษามือ ตัวอักษร และการมองเห็นด้วยตาเท่านั้นที่เขาใช้รับรู้และสื่อสารกับคนอื่นได้

ดูฝนแบบไม่มีเสียง ก็ไม่เลวนะเนี่ย

ภาพจาก IG: channel.ena.d

จริง ๆ มันก็เป็นธรรมดาของละครแนวนี้แหละ ที่ตัวละครมักจะมีคำพูดประเภทที่ทำให้เราต้องมานั่งถอดรหัสกันอีกทีว่าความหมายแฝงจากบริบท จากน้ำเสียง จากความรู้สึกของผู้พูด ตัวละครต้องการจะสื่อสารอะไรออกมากันแน่ ตั้งใจจะสื่อสารตรง ๆ ตามศัพท์ที่พูดออกมาหรือมีนัยแฝงที่มากกว่านั้น ก็ดูจะจุกจิก คิดมากเกินไปนั่นแหละ สำหรับคนที่อยากจะตีความเพื่อเข้าถึงความหมายลึก ๆ เชิงนามธรรมที่ละครต้องการจะสื่อ ซึ่งคนประเภทนี้พอได้ยินคำพูดแบบนี้ก็มักจะไม่ฟังแบบผ่านแล้วผ่านเลย แต่ชอบเอามาคิดต่อให้ได้ความหมายที่ลึกซึ้งลงไปอีก อย่างที่บอกว่าซีรีส์เรื่องนี้ต้องการสื่อสารถึงเรื่อง “เสียง” เพราะฉะนั้น ทุกอย่างที่เกี่ยวกับเสียง สามารถเอามาตีความลึก ๆ ได้หมด

กลับมาที่เรื่องของการนั่งดูฝนแบบไม่มีเสียง คร่าว ๆ ก็คือพระเอกนางเอกไปรู้จักกันโดยบังเอิญที่เกาะเชจู เกาะที่ได้ชื่อว่าเป็นสวรรค์สุดโรแมนติกของเกาหลี ทีแรกนางเอกเข้าใจพระเอกผิด คิดว่าเขาเป็นคนแปลก ๆ พูดด้วยก็ไม่ยอมพูดด้วยเอาแต่จ้องหน้า การเจอกันตามสถานที่เที่ยวยอดนิยมบ่อย ๆ ทำให้เธอเริ่มจับสังเกตได้ว่าเขาน่าจะไม่ได้เสียงต่าง ๆ รอบตัว เพราะเขาไม่ตอบสนองต่อเสียงอะไรเลย และในจังหวะที่ร้านอาหารที่ทั้งคู่นั่งอยู่เกิดเหตุไฟไหม้ เธอเลือกที่จะกลับไปช่วยเขาทั้งที่ตัวเองก็หนีออกมาแล้ว เพราะเขาไม่รับรู้ถึงเสียงของความวุ่นวาย เขาอาจหนีไม่ทัน หลังจากหนีเปลวเพลิงออกมาอย่างปลอดภัย เธอไปนั่งกินมาม่าอยู่ที่รถแคมป์ของเขา เพราะร้านอาหารปิดหมดแล้ว

ภาพจาก IG: channel.ena.d

นั่งไปนั่งมาฝนก็ตกลงมา ทั้งคู่นั่งหลบฝนอยู่หลังรถแคมป์ นางเอกที่ได้ยินทั้งเสียงฝนตกห่าใหญ่ เสียงฟ้าร้อง เสียงฟ้าผ่าดังเปรี้ยง มีแต่เสียงหนวกหูที่ชวนให้สะดุ้ง ตกใจ และหวาดกลัว แต่พระเอกกลับไม่ต้องเผชิญกับความรู้สึกไม่มั่นคงจากเสียงแบบที่เธอเจอ เขาแค่เห็นว่ามีแสงฟ้าผ่า แต่เขาไม่สะดุ้งเสียงเปรี้ยงนั้น เขาเห็นว่าฝนกำลังตก มีสายน้ำกระหน่ำเทลงมาจากฟ้า แต่เขาไม่รู้เลยว่าเสียงฝนตกบางทีมันก็ดังมากจนรู้สึกหนวกหูแค่ไหน เสียงฝนตกที่แสนวุ่นวาย เขากลับนั่งมองมันได้แบบเงียบ ๆ จนไม่รู้สึกถึงความวุ่นวาย เธอจึงลองเอามือปิดหูเพื่อลดความดังของเสียงฝนลง แล้วเธอก็ได้คำตอบว่าการดูฝนแบบไม่ได้ยินเสียงฝน จริง ๆ มันก็ไม่เลวเหมือนกัน

เพราะบางครั้ง มันน่าจะดีกว่าถ้าเราไม่ต้องได้ยินเสียงที่เราไม่อยากได้ยิน เสียงที่ไม่อยากฟัง เสียงที่จะทำให้สะดุ้งและหวาดกลัว เสียงที่ทำให้เจ็บปวด เพราะเสียงเหล่านั้นเป็นเสียงที่ทำให้เรารู้สึกไม่มั่นคงในจิตใจ แบบที่นางเอกมักเจอแต่เสียงวิพากษ์วิจารณ์เรื่องทักษะการแสดงของเธอแบบแรง ๆ เรื่องนั้นเธอยังพอรับได้ แต่บางครั้งคนพวกนั้นก็ยังแซะไปถึงอาชีพเก่าของเธอ ด้วยการเหยียดว่าเป็นอาชีพที่แค่ขายสวย ไม่ต้องมาฝึกทักษะขั้นสูงอะไรแบบนี้ หรือบางทีพวกเขาแค่ชอบเครื่องแต่งกายของเธอ บอกให้เธอทิ้งผ้าพันคอไว้ใช้ถ่ายทำ แต่บอกเธอตรง ๆ ว่าไม่เอาเธอเข้าฉาก

ภาพจาก IG: channel.ena.d

รวมถึงการที่ไม่เคยมีใครเรียกเธอว่านักแสดง แต่เรียกว่าตัวประกอบ ตัวรอง พวกหลังฉาก มันเป็นเสียงที่เธอได้ยินอยู่เสมอแต่ต้องแกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน เธอรู้ดีว่าตัวเองยังไม่ดีพอ และการวิพากษ์วิจารณ์ก็นำไปสู่การพัฒนาตัวเอง แต่การที่ต้องได้ยินคำพูดแย่ ๆ บ่อย ๆ จากการพูดที่บางครั้งไม่จำเป็นต้องพูดให้ได้ยินก็ได้ หรือเกรงใจคนฟังหน่อยก็ยังดี การพูดที่ดูหมิ่นดูแคลนความพยายามคนอื่น คำพูดที่ลดทอนคุณค่าของคนฟัง ฟังแล้วมันก็บั่นทอนจิตใจไม่น้อย ฉะนั้น การที่ไม่ได้ยินอะไรเลยมันจึงเป็นเรื่องที่ไม่เลวเหมือนกัน

ผู้หญิงอายุ 33 ปีที่ไม่มีคู่มือใช้ชีวิต ชีวิตฉันตอนนี้ยังคงเผชิญกับหลุมอากาศ

จะบอกว่าซีรีส์เรื่องนี้ใช้คำพูดโดยนัยของตัวละครสื่อสารกับคนดูบ่อยมาก บ่อยจนไม่น่าที่จะฟังผ่านไปเฉย ๆ โดยไม่หยิบมาตีความได้ 555 แบบที่นางเอกเปรียบเทียบการผจญภัยในชีวิตของตัวเองเวลานี้ว่าไม่ต่างอะไรกับการตกหลุมอากาศ เพราะเธอเคยเป็นแอร์โฮสเตสที่เคยเจอกับหลุมอากาศไม่เล็กก็ใหญ่เป็นเรื่องปกติ ตลอดการทำงานเป็นแอร์มา 8 ปี เธอเจออุปสรรคการบินแบบหลุมอากาศมานับครั้งไม่ถ้วน แรก ๆ มันก็น่ากลัว แต่ประสบการณ์ทำให้เธอชินจนแทบไม่รู้สึกอะไรแล้ว และกลายเป็นว่าหลุมอากาศที่เธอมาเจอมันเข้าตอนที่เธอยืนอยู่บนพื้นที่มั่นคง ดันกลายเป็นปัญหาที่เธอคาดเดาอะไรไม่ได้อีกต่อไปแล้ว

ภาพจาก IG: channel.ena.d

ไม่รู้ว่าอะไรที่ดลใจให้เธอตัดสินใจลาออกจากหน้าที่การงานที่มั่นคง ให้ออกมามุ่งเดินหน้าตามหาความฝันในการเป็นนักแสดง แถมยังไม่บอกความจริงกับพ่อแม่ด้วยว่ากำลังทำอะไรอยู่ พ่อแม่เลยเข้าใจว่าเธอกำลังเตรียมตัวสอบรับราชการ เดาไว้ได้เลยว่าปมนี้จะต้องย้อนกลับมาตีแสกหน้าเธออีกครั้งในวันที่พ่อแม่รู้ความจริง มันเป็นเรื่องยากนะที่ผู้ใหญ่จะเข้าใจได้ว่าลูกสาวทิ้งหน้าที่การงานที่มั่นคง เงินเดือนสูง ๆ เพื่อมาเป็นนักแสดง อาชีพเต้นกินรำกินในสายตาผู้ใหญ่ ซึ่งในเวลานี้เธอยังไม่เข้าสู่จุดเริ่มต้นการเป็นนักแสดงเลยด้วยซ้ำ จะไปเอาความมั่นคงอะไรมาจากไหน ออกกองก็โดนวิจารณ์การแสดงถึงขั้นที่ถูกตัดออกจากฉาก แคสต์งานก็ไม่ผ่าน กลับบ้านคอตกและนึกท้อแท้ชีวิตอยู่เลย

ภาพจาก IG: channel.ena.d

ชินฮยอนบิน นักแสดงสาวที่เรื่องจริงก็ถูกชาวเน็ตคอซีรีส์ด่ายับจากการแสดงเรื่องก่อนหน้านี้ (เรื่อง Reborn Rich ลองไปหาคอมเมนต์เก่า ๆ อ่านเอาได้ว่าเธอโดนวิจารณ์อะไรบ้าง) มาในเรื่องนี้เธอก็มารับบทเป็นตัวละครคล้าย ๆ กับเหตุการณ์จริงที่เธอเจอ กับการพิสูจน์ตัวเองว่าจะเป็นนักแสดงฝีมือดีได้หรือไม่ แต่การแสดงของเธอในเรื่องนี้ก็ดูเหมาะกับบทบาทมากกว่าเรื่องที่ผ่านมาอยู่นะ ดูเป็นคนที่ยังล้มเหลวในการต่อสู้กับความฝันดี แบบว่าการแสดงเป็นนักแสดงที่ยังไม่ประสบความสำเร็จเนี่ย ดูเคว้งคว้าง ดูหดหู่ รับรู้ถึงแรงกระแทกที่เธอตกหลุมอากาศแบบที่ตัวละครเล่า แต่ยังไม่ยอมแพ้ ยังไม่คิดจะถอย โกรธหรือโมโหแค่ไหนก็รับคำวิจารณ์มาพัฒนาตัวเอง

ภาพจาก IG: channel.ena.d

ที่สำคัญ เธอมีพลังบวกแบบที่ทำให้คนรอบข้างอยู่ด้วยแล้วสบายใจ แถมยังจิตใจดีซึ่งน่าจะถูกปลูกฝังมาจากการเป็นแอร์ว่ามีหน้าที่ดูแลผู้โดยสารให้ปลอดภัย ขนาดว่าไม่เคยรู้จักพระเอกมาก่อน เธอก็ยังเสี่ยงชีวิตตัวเองไปช่วยเขาเพราะรู้ว่าเขาอาจหนีไม่ทัน และเวลานี้เธอก็ทำให้พระเอกรู้สึกปลอดภัยเวลาอยู่กับเธอ ในขณะที่เธอก็ได้รับแรงบันดาลใจบางอย่างมาจากพระเอกเหมือนกัน เมื่อความแตกต่างคือการได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์กัน และความไม่สมบูรณ์แบบก็ทำให้พวกเขาค่อย ๆ เติมเต็มให้กัน นำไปสู่ความฟีลกู้ดเยียวยาใจให้กันและกัน จากนี้ก็รอดูตอนที่นางเอกจะฮึดสู้กับความฝันของตัวเองอีกครั้งได้เลย ครั้งนี้เธอพลังใจเต็มเปี่ยม และเธอจะประสบความสำเร็จในการเป็นนักแสดงในที่สุด

ผมสัมผัสเสียงได้ด้วยดวงตา นั่นแปลว่าทุกครั้งที่ผมกะพริบตาชั่วเวลาครู่หนึ่ง ผมจะตัดขาดจากโลกไปโดยสิ้นเชิง

ความที่เป็นเรื่องแนวเมโลดราม่า นอกเหนือจากคำพูดของตัวละครที่มักจะมีนัยแฝงชวนให้ตีความมากกว่าให้แปลตามตัวตรง ๆ แล้ว ก็ยังโดดเด่นในเรื่องของการขยี้อารมณ์คนดูอย่างจัดจ้าน (ส่วนหนึ่งก็ด้วยคำพูดแฝงนัยชวนตีความนั่นแหละ) อย่างการที่พระเอกมีความบกพร่องทางการได้ยิน เรื่องนี้ก็เลือกที่จะนำเสนอในมุมที่พระเอกไม่ได้ยินเสียงผ่านหู แต่สามารถสัมผัสเสียงได้ด้วยดวงตา ทำให้เขาได้ยินเสียงมากมายนับไม่ถ้วนผ่านทางสีหน้าของผู้คน ซึ่งบ่อยครั้งที่มันเต็มไปด้วยความมุ่งร้าย แต่ในทางกลับกัน เขากลับโต้แย้งความเข้าใจผิดของคนอื่นไม่ได้ในทันที ไม่มีใครฟังเขา น้อยคนที่จะอ่านภาษามือออก และน้อยคนมาก ๆ ที่จะเปิดใจคุยกับเขา หลังจากรู้ว่าเขาเป็นคนพิการ

เพราะฉะนั้น การอยู่เงียบ ๆ อย่างโดดเดี่ยวในโลกที่ไม่ได้ยินอะไรเลยจึงเป็นเรื่องที่สบายใจกว่ามาก ไม่ต้องคาดหวังอะไรจากใครแต่แรกเพื่อที่จะรับความผิดหวังกลับมา แค่ปฏิกิริยาที่หยาบคายของผู้คนหลังจากรู้ว่าเขาพูดไม่ได้ฟังไม่ได้ยิน แค่นั้นก็หน่ายใจจะแย่ บางทีที่พอรู้ว่าเขาไม่ได้ยินเสียง ต่อให้ตะโกนด่าก็ไม่ได้ยิน คนพวกนั้นก็นินทาเขาสนุกปากอย่างไร้มารยาทและความเกรงใจ การที่เขายังเห็นปฏิกิริยาแบบนั้นและอ่านปากคนออก ก็ทำให้เขาได้ยินเสียงพวกนั้นทั้งหมดอยู๋ดี การหันหน้าหนีคือวิธีที่จะไม่ได้ยินมัน แต่บ่อยครั้งที่เขาต้องพยายามฟังสิ่งที่คนอื่น ๆ พูดโดยไม่หันหนี เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่จะทำให้คนอื่นพยายามตั้งใจฟังในสิ่งที่เขาพูดเหมือนกัน

ภาพจาก IG: channel.ena.d

ดูจากการพยายามขยี้ปมพระเอกว่าเขาต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างไรในโลกที่ปราศจากเสียง พอเดาได้ว่าปมของพระเอกก็น่าจะหนักหน่วงอยู่เหมือนกัน เหมือนว่าเขาเพิ่งจะมาไม่ได้ยินเสียงเอาตอนโต (ที่ยังเด็กอยู่) ไม่ใช่การหูหนวกแต่กำเนิด ก็ต้องดูต่อไปว่าเขาไปเจอกับเหตุการณ์อะไรมา เสียงที่เคยได้ยินถึงไม่ได้ยินอีก และหลังจากที่เขาไม่ได้ยินเสียงอะไร เขาเคยเป็นฝ่ายที่ต้องพยายามใช้ชีวิตเข้ากับคนอื่นให้ได้มาตลอด เพราะโลกใบนี้คนส่วนใหญ่คือคนที่ได้ยินเสียง มีคนได้ยินมากกว่าคนที่ไม่ได้ยินมาก แต่การเจอนางเอกเป็นเรื่องที่แตกต่างออกไป แรก ๆ เขาไม่คุ้นเคยกับสิ่งที่เธอทำกับเขา เพราะจากคนมากมายนั้น เธอเป็นคนเดียวที่เข้ามาหาเขาและทักทายเขาก่อนด้วยภาษาที่เขาได้ยิน

ภาพจาก IG: channel.ena.d

เธอเป็นคนปกติที่ไปฝึกภาษามือมาเพื่อรอที่จะได้เจอเขา บอกว่าดีใจที่ได้เจอเขาอีกครั้งและยิ้มกว้างให้กับเขา และโลกที่ยังมีเสียงแต่เขาไม่ได้ยิน เธอร้องเพลงให้เขาฟังผ่านนิ้วของเขาที่สัมผัสการสั่นที่คอของเธอ ฉะนั้น สำหรับพระเอก ตอนนี้นางเอกคงเป็นคนที่พิเศษที่เขาสามารถหลับตาลงได้ตอนอยู่กับเธอโดยไม่ต้องกังวลใจว่าจะไม่ได้รับสารอะไร เขาไม่ต้องหวังพึ่งการได้ยินเสียงผ่านสายตาจนกว่าเพลงที่เธอร้องจะจบลง ทั้งที่เขาเคยกังวลใจมาตลอดว่าในทุก ๆ สองสามวินาทีจะมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เขาถูกตัดขาดจากโลกเพราะกะพริบตา ก่อนจะกลับมาเชื่อมต่ออีกครั้ง แต่เธอทำลายช่วงเวลาของการตัดขาดจากโลกของเขาได้ด้วยมือของเธอ

จริง ๆ แล้ว ซีรีส์เรื่องนี้ก็เหมือนกับเอาชีวิตพัง ๆ ของคน 2 คนมาเจอกัน ความไม่สมบูรณ์แบบขงทั้งคู่ค่อย ๆ เติมเต็มส่วนที่เว้าแหว่งในใจของกันและกันอย่างไม่รู้ตัว โลกเงียบ ๆ ของพระเอกทำให้นางเอกเห็นมุมมองของการสู้ชีวิตต่อไป ไม่ว่าชีวิตมันจะสู้กลับอีกกี่ครั้งก็ตาม และเรียนรู้ที่จะปิดหูตัวเองบ้างเพื่อที่จะไม่ต้องได้ยินเสียงที่เอาแต่บั่นทอนกำลังใจ ส่วนความอบอุ่น สดใส และจิตใจดีของนางเอก ก็เป็นเหมือนแดดอุ่น ๆ ที่ส่องเข้าไปในโลกที่ไม่มีเสียงของพระเอก เขาต้องพึ่งสายตาในการได้ยินเสียงอยู่แล้ว แสงจากนางเอกคงทำให้เขาเห็นอะไรชัดขึ้น โดยเฉพาะความรักและความปรารถนาดี ที่เขาเคยขยับห่างจากมัน เพราะไม่ต้องการให้ใครมาเดือดร้อนกับคนที่ไม่ได้ยินเสียงแบบเขา🎭