
แนวคิดในการทำงานสัปดาห์ละ 4 วัน ดูจะเป็นความใฝ่ฝันของเหล่าพนักงานกินเงินเดือนทั้งหลาย เพราะนั่นหมายความว่าจะได้มีวันหยุดพักผ่อนเพิ่มขึ้นมาอีก 1 วัน ซึ่งที่ผ่านมาก็มีหลายประเทศที่ลองทำตามแนวคิดนี้กันแล้ว
โดยฟิลิปปินส์เป็นประเทศล่าสุดที่เพิ่งผ่านร่างกฎหมายอนุญาตให้ลูกจ้างบริษัททำงาน 4 วันต่อสัปดาห์ได้ แต่ต้องเพิ่มชั่วโมงในการทำงานเป็นวันละ 12 ชั่วโมง ซึ่งไม่เกินตามที่กฎหมายแรงงานกำหนดไว้ คือ 40- 48 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ แต่หากใครทำเกินกว่านั้น จะต้องได้รับค่าล่วงเวลาหรือโอทีตามที่กฎหมายกำหนด
อย่างไรก็ตาม ยังคงมีการถกเถียงกันว่า การลดวันทำงาน แต่เพิ่มชั่วโมงทำงานในแต่ละวันให้มากขึ้นนั้นดีจริงหรือ
เรื่องนี้ ศาสตราจารย์อัลลาร์ด เดมเบ้ ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุข แห่งมหาวิทยาลัย Ohio State University ของสหรัฐอเมริกา ระบุว่า การทำงานที่ยาวนานขึ้นในแต่ละวันมีแนวโน้มทำให้สุขภาพย่ำแย่ลงได้มากกว่า หลังพบว่าคนที่ต้องทำงานติดต่อกันนานๆ หลายชั่วโมงจะมีความรู้สึกเหนื่อยล้าและมีความเครียดมากกว่าการทำงาน 5 วัน แต่ชั่วโมงทำงานน้อยกว่า
ทั้งนี้ เป็นเพราะว่าแม้จะลดจำนวนวันทำงานลง แต่ชั่วโมงทำงานรวมยังต้องเท่ากับหรือมากกว่าการทำงาน 5 วันต่อสัปดาห์ ซึ่งในแต่ละวันก็ยังคงมี 24 ชั่วโมงเท่าเดิม!
ขณะที่งานวิจัยที่เผยแพร่ใน Harvard Business Review ชี้ว่า การทำงานที่หนักเกินไปจะส่งผลให้เกิดความเครียด ซึ่งนำไปสู่ปัญหาสุขภาพที่ตามมาได้ ทั้งนอนไม่หลับ, ซึมเศร้า, เบาหวาน, ความจำแย่ลง รวมถึงเป็นโรคหัวใจด้วย
และแม้ว่าบางคนจะมีความสุขกับการทำงานที่ยาวนานขึ้นหลายชั่วโมง เพื่อแลกกับการได้มีวันหยุดเพิ่มขึ้น แต่ก็มีแนวโน้มที่จะส่งผลต่อการตัดสินใจต่างๆ และทำงานผิดพลาดได้อันเนื่องมาจากร่างกายที่เหนื่อยล้าจากการทำงาน
นอกจากนี้ การเพิ่มชั่วโมงทำงานยังไปลดทอนเวลานอนให้น้อยลง จนทำให้บางคนนอนได้ไม่เต็มอิ่ม จึงขาดความสดชื่นและกระตือรือร้นในการทำงาน
และที่สำคัญ การเพิ่มชั่วโมงทำงานให้ยาวนานขึ้น ยังส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ในครอบครัวด้วย เมื่อเวลาที่ได้อยู่กันพร้อมหน้าลดน้อยลงโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก เพราะแทนที่จะได้กลับไปกินข้าวหรือเล่นกับลูกก็มาไม่ทันได้ทำกิจกรรมร่วมกัน เผลอๆ บางคนเลิกงานช้าจนกลับมาไม่ทันได้ส่งลูกเข้านอนเสียด้วยซ้ำ!






























