
คำถามหนึ่งที่ค้างคาใจแฟนละครไทยบางคนจนอยากจะตะโกนถามพวกที่หันไปดูซีรีส์เกาหลีกันหลายปีแล้วก็คือ ซีรีส์เกาหลีมันมีดีตรงไหน ทำไมหลายคนถึงได้เสพติดและชอบดูกันเหลือเกิน ถ้าจะให้ตอบเล่น ๆ เน้นกวน ๆ ก็คงจะตอบว่าเพราะนักแสดงงานดี มีแต่คนสวยคนหล่อเต็มไปหมด ไม่ติดว่าจะสวยหล่อเพราะพลาสติกไหม ถ้าทำมาแล้วดีก็ทำไปเถอะ เงินของเขา ตอบเป็นการเป็นงานขึ้นมาหน่อยก็คือดูที่เรื่องเป็นหลัก พล็อตเรื่องมีความแปลกใหม่ เล่าเรื่องดี เดาทางไม่ง่าย มีอะไรที่มันสร้างสรรค์สังคม ดูแล้วได้อะไรมากกว่าความบันเทิง ต่อให้นักแสดงสวยหล่อแค่ไหน แต่ถ้าเอาเรื่องไม่อยู่หรือบทห่วยจัดคนก็เทได้เหมือนกัน
แต่ถ้าจะให้ตอบตามความรู้สึกที่ได้หลังจากได้ดูซีรีส์เรื่อง May I Help You ไป 4 ตอน ก็อยากจะตอบว่าสิ่งที่ประทับใจในซีรีส์เกาหลี (หลายเรื่อง) มากที่สุด คือความสามารถของเกาหลีในการเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ตามพล็อตแบบโลกสวยให้มันไม่สวยแต่ตอนท้ายจบสวย! (งงไหม? 555) ค่อย ๆ คิดตามนะ หลายเรื่องเลยที่มีพล็อตเรื่องแบบโลกสวย แต่มีวิธีเล่าเรื่องแบบโลกไม่สวย เน้นสื่อสารให้คนได้เห็นภาพความเป็นจริงของโลกที่มันเทา ๆ ดำ ๆ แต่ให้คนได้ซึมซับถึงข้อคิดบางอย่างจากความวิบัติหรือหายนะของตัวละคร หลังผ่านวิกฤติก็จบเรื่องแบบสวย ๆ ที่ต่อให้ไม่ได้จบแบบสมหวังคนดู แต่มันก็จบสวยในทางของมันที่ถูกปูไว้ตั้งแต่ต้น
นั่นแหละ! ซีรีส์เกาหลีสามารสื่อสารตรงนี้ได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ยัดเยียดความโลกสวยให้คนดู แต่ทำให้เห็นจากความเรียลแล้วให้คนคิดตามเอง เพราะธรรมชาติของละครมันมักจะจบแบบมุ่งหวังสร้าสรรค์สังคมให้ดีขึ้นอยู่แล้ว ตัวร้ายต้องได้บทเรียน และตัวดี ๆ ก็ได้มีความสุขเสียที

ส่วนซีรีส์เรื่อง May I Help You ก็นับเป็นชื่อซีรีส์เกาหลีอีกเรื่องที่มุ่งหวังเสนอเรื่องไปในด้านบวกแน่นอนอยู่แล้ว แค่ชื่อเรื่องที่ตั้งเป็นประโยคคำถามว่า “ฉันช่วยคุณได้ไหม” ก็น่าจะชัดเจน เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับคนกลุ่มหนึ่งที่มีภารกิจในการช่วยเหลือคนอื่น คนหนึ่งวิ่งวุ่นทำทุกอย่างที่สุจริตบนโลกใบนี้ในการเป็นผู้ให้บริการคนเป็น ได้รับค่าจ้างเป็นสิ่งตอบแทน อีกคนหนึ่งรับหน้าที่เป็นผู้ให้บริการคนที่ “ตายไปแล้ว” ให้กลายเป็นจริง ส่วนเหตุผลที่ต้องทำและสิ่งที่จะได้ตอบแทนยังคงเป็นปริศนาที่เรื่องจะค่อย ๆ เฉลยทีละนิด และในที่สุดพวกเขาก็ต้องทำภารกิจนี้ร่วมกัน ระหว่างทางพวกเขาก็จะเจอเข้ากับอันตราย ความน่าสะพรึงกลัว ความแปลก หายนะต่าง ๆ แต่ก็ได้ความอบอุ่นใจกลับมาด้วย
อาชีพของนางเอกในเรื่องนี้มีความแปลกประหลาดที่สุดในบรรดาอาชีพในซีรีส์ เธอเป็น “ผู้ประกอบพิธีศพ” หน้าที่ของเธอคือการจัดการงานศพของผู้อื่นและการแต่งหน้าให้กับคนตาย อารมณ์ก็จะคล้ายกับสัปเหร่อนั่นแหละ แต่ด้วยวัฒนธรรมการจัดงานศพของเกาหลีกับของไทยไม่เหมือนกัน ภาพสัปเหร่อเกาหลีเลยดูเป็นผู้จัดการมากกว่า
ดังนั้น งานของเธอคือการส่งลูกค้าไปสู่สุคติ แต่เรื่องดันมีความแฟนตาซีตรงที่นางเอกสามารถติดต่อกับตายได้ เธอมองเห็นผี ผีที่ไม่ใช่ผีทั่วไป แต่เป็นคนตายที่อยู่ตรงหน้าเท่านั้น เมื่อเธอสัมผัสใบหน้าของพวกเขา พวกเขาเสมือนถูกปลุกให้ตื่นมาสื่อสารกับเธอ เธอจึงมักจะรับฟังคำขอครั้งสุดท้ายของคนตายที่ไม่มีใครอื่นได้ยิน และทำให้คำขอเหล่านั้นเป็นจริง เพื่อลดความเจ็บปวดและความค้างคาในใจระหว่างเดินทางไปยังภพภูมิอื่น

ส่วนพระเอก เป็นหลานชายของเจ้าของบริษัทอิลดังแบค เขาพ่วงตำแหน่งพนักงานคนแรกและคนเดียวของบริษัท บริษัทนี้เป็นกิจการที่เปิดขึ้นมาเพื่อให้บริการรับจ้างทำธุระสารพัดบนโลกใบนี้ที่มันไม่ผิดกฎหมาย ไม่ว่าเรื่องอะไรก็พร้อมทำให้ทุกอย่าง โดยคิดค่าจ้างเริ่มต้นที่ 100 วอน (เรตเงินล่าสุด 100 วอนอยู่ที่ 2.67 บาท!) การเจอกันของพระนางมีหลาย ๆ สิ่งที่เรียกว่า “ชะตา” และ “ปาฏิหาริย์” ปรากฎขึ้นด้วย เป็นเหตุให้ทั้งคู่จึงต้องมาทำงานร่วมกันเพื่อช่วยเหลือทุก ๆ คำขอของคนตายให้เกิดขึ้นจริงนั่นเอง
จะว่าไป พล็อตของเรื่องนี้มีความคล้ายคลึงกับเรื่อง If You Wish Upon Me ที่เพิ่งจบไปอยู่ไม่น้อย ต่างกันตรงที่ May I Help You จะเป็นการทำความปรารถนาของคนที่ตายไปแล้วให้เป็นจริง เพราะพวกเขาไม่มีโอกาสได้ทำเอง ส่วน If You Wish Upon Me จะเป็นการช่วยเนรมิตคำขอของคนที่ใกล้จะตายให้เป็นจริงก่อนลมหายใจสุดท้าย นอกจากนี้ยังไปคล้ายกับเรื่อง Sell Your Haunted House ด้วย จัดการเรื่องค้างคาของคนตายเหมือนกัน แต่ Sell Your Haunted House จะมีความเป็นซีรีส์ผีมากกว่า ผีที่ติดอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ ไปไหนไม่ได้เพราะมีความค้างคาใจจากความแค้นหรือสิ่งที่ยังไม่ได้ทำแต่ดันตายก่อน ผูกเป็นพันธะที่ทำให้ไม่หลุดพ้น มีนางเอกเป็นนักไล่ผีอาชีพ
ผมขอกลับบ้านแป๊บนึงได้ไหมครับ ผมยังซักผ้าไม่เสร็จเลย
ข้อความหัวข้อย่อยข้างต้น เป็นคำของ่าย ๆ ง่อย ๆ ของชายผู้หนึ่งที่จู่ ๆ ก็ตายด้วยอุบัติเหตุที่ไม่คาดคิด และนับเป็นเคสช่วยเหลือคนตายเคสแรกของนางเอกที่เริ่มมีการนับถอยหลังให้เห็นว่าจะเป็น 15 เคสสุดท้าย หลังจากที่นางเอกยื่นคำขอร้องต่อพระเจ้าว่าถ้าเธอเต็มใจที่จะช่วยเหลือวิญญาณเหล่านี้โดยไม่คิดที่จะวิ่งหนี ขอให้ในท้ายที่สุดเธอสามารถหลุดพ้นจากความสามารถพิเศษที่เธอไม่ต้องการนี้ไปได้เสียที

มันเป็นคำขอร้องที่ชายคนนั้นพยายามที่จะต่อรองกับนางเอกว่าตัวเองยังมีเรื่องอะไรที่ต้องทำอีกตั้งเยอะแยะมากมายเลยนะ ขอให้เธอปล่อยเขาไปกลับไปทำนู่นทำนี่เถอะ แบบว่ายังไม่ยอมรับความจริงว่าตัวเองตายแล้ว ซึ่งเวลาที่มีฉากคนตายขอร้องนางเอกแต่ละเคส ก็ทำเอานางเอกของเราลำบากใจอยู่ไม่น้อย (คนดูก็อึดอัดตามไปด้วย) เพราะมันไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากปล่อยพวกเขาให้กลับบ้านไปทำอะไรที่อยากทำ แต่พวกเขาล้วนตายไปแล้ว ถึงจะอยากทำอะไรแค่ไหนก็ทำไม่ได้หรอก สุดท้ายคือต้องปล่อยให้วิญญาณเหล่านั้นโวยวายในสิ่งที่ต้องการอย่างเต็มที่ จนกว่าพวกเขาจะเลือกได้ว่าเรื่องใดเป็นเรื่องที่ตัวเองต้องการทำก่อนจากไปมากที่สุด เพื่อที่นางเอกของเราจะได้ช่วยเหลือถูก
ส่วนใหญ่แล้วคำขอสุดท้ายก่อนจากไปอย่างไม่มีวันกลับของคนตายแต่ละเคสที่นางเอกต้องช่วย เป็นคำขอที่พวกเขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเองเป็นหลัก แต่มันคือการทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อคนที่ยังมีชีวิตอยู่ต่างหาก สำหรับซีรีส์เรื่องนี้ ตามที่เข้าใจนะ เรื่องพยายามจะสื่อว่าสิ่งที่ทำให้คนเรารู้สึกค้างคาได้มากที่สุดไม่ใช่ความปรารถนาของตัวเองที่ยังไม่เป็นจริง อันนั้นมันพอจะปล่อยวางได้ แต่มันคือพันธะระหว่างเรากับคนอื่นมากกว่า คนที่มีความผูกพันกันไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง การที่จู่ ๆ เราออกจากบ้านมาแล้วไม่มีโอกาสกลับเข้าไปอีก มันทำให้คนที่ยังมีชีวิตอยู่เจ็บปวดทรมานไม่ต่างจากคนตาย เพราะต่างคนต่างก็ไม่ได้ร่ำลากันเป็นครั้งสุดท้าย และก่อนที่ครั้งสุดท้ายจะมาเยือน มันมักจะไม่มีสัญญาณเตือน

ยิ่งเคสของคุณลุงผู้เป็นเจ้าของคำขอโง่ ๆ ที่สรรหาขึ้นมาต่อรองว่าตัวเองยังซักผ้าไม่เสร็จก็เลยยังตายไม่ได้ เป็นเคสที่พอเฉลยเรื่องราวทั้งหมดแล้วน่าเศร้ามาก (อยากให้ไปลองดูกันเองว่าเพราะอะไร) เบื้องหลังความต้องการของคุณลุงคนนั้นมันยาวนานถึง 25 ปี และทุกอย่างล้วนเกิดขึ้นมาโดยมีเหตุผลแต่คนอีกคนหนึ่งกลับไม่เข้าใจ มันเป็นความเข้าใจผิดจากการไม่สื่อสารกัน แล้วเลือกที่จะเอาความคับแค้นใจของตัวเองเป็นใหญ่ โดยที่ไม่พยายามเก็บเกี่ยวทุกโอกาสที่มีให้ได้มากที่สุด ด้วยไม่รู้ว่าความบังเอิญนั่นคือโอกาสแรก โอกาสเดียว และโอกาสสุดท้าย
คือซีรีส์ทำออกมาได้ดีมากจริง ๆ มันทำให้เห็นถึงความเจ็บปวด ความจุกในอกที่สุดท้ายลุงเขาก็ต้องยอมรับความจริงให้ได้ว่าตัวเองตายไปแล้ว ทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีโอกาสได้บางสิ่งบางอย่างด้วยตัวเอง เพื่อเจือจางความเสียใจจากการเสียโอกาส ลุงเลยจำเป็นต้องให้นางเอกทำสิ่งนั้นแทน ซีรีส์ชี้ชัดเลยว่าชีวิตคนเรามันก็สั้นแค่นี้แหละ ตอนนี้ที่เรายังหายใจอยู่ เราต่างก็ไม่รู้เหมือน ๆ กันว่าตัวเราจะตายเมื่อไร เพราะฉะนั้นอย่ามัว “เดี๋ยวก่อน” ประวิงเวลาไปเรื่อย ๆ แบบหนุ่มสาวที่คิดว่าตัวเองยังเหลือเวลาอีกเยอะแยะตอนนี้อายุแค่นี้เอง นี่เป็นความคิดที่ประมาทมาก อายุจะมากจะน้อยก็สามารถตายวันตายพรุ่งได้ทั้งนั้น อะไรที่พอจะทำได้โดยไม่ต้องรอก็รีบทำเลย ให้คิดเสียว่าตายไปก็ไม่ได้ทำ
เพราะหนู… แม่ถึงต้องตาย… หนูขอโทษ
จะว่าไปความสามารถพิเศษที่นางเอกสามารถสื่อสารกับคนตายได้แล้วมีภารกิจที่ต้องช่วยเหลือลูกค้าที่ไม่มีลมหายใจให้จากไปได้อย่างสงบสุขที่สุดโดยไม่มีอะไรให้ห่วงนั้น มันน่าจะมีความเกี่ยวข้องกับการที่นางเอกเข้าใจว่าตัวเองเป็นคนไม่มีดวง ไม่มีเรื่องดี ๆ เกิดขึ้นกับตัวเองบ้างเลย คือนางมักจะรู้สึกอยู่บ่อย ๆ ว่าเหมือนทุกความซวยในมันโลกถาโถมเข้าหาตัวเอง พร้อมตั้งคำถามว่า “ทำไมต้องเป็นฉันล่ะ?” ที่ต้องรับความซวยหรือคำสาปต่าง ๆ มาตลอด และหลังจากที่เรื่องเฉลยปมบางอย่างในวัยเด็กของนางมา ตอนนี้ก็แอบคิดว่าที่นางเผชิญอยู่น่าจะเกี่ยวข้องกับเรื่องในอดีต

ปมในอดีตของนางเอกเริ่มต้นตั้งแต่วันที่นางลืมตาดูโลกเลยล่ะ เพราะวันเกิดของนางคือวันเดียวกันกับวันตายของแม่นาง ดูเหมือนว่าสาเหตุที่ทำให้แม่นางตายก็คือการคลอดนางเอกด้วย มันจะมีฉากหนึ่งในเรื่องที่พยาบาลยื่นกระดาษให้พ่อนางเอก 2 แผ่น แผ่นแรกเป็นรอยประทับเท้าน้อย ๆ ของเด็กแรกเกิด ส่วนอีกแผ่นเป็นใบมรณบัตรของผู้เป็นแม่ โอ้โห! น้ำตาแตกไปเลยสิคะ มันมีคำบรรยายภาษาไทยเกี่ยวกับตัวหนังสือในแผ่นกระดาษด้วยนะ ระบุว่านางเอกเกิดก่อนที่แม่จะตายแค่ 40 นาทีเท่านั้นเอง นั่นแปลว่าชีวิตนี้นางไม่เคยได้เรียก “แม่” เลยแม้แต่ครั้งเดียว
ด้วยเหตุผลนี้แหละถึงได้แอบเห็นด้วยกับคนกลุ่มหนึ่งที่ออกมารณรงค์ว่าให้เลิกจัดงานวันพ่อวันแม่ในโรงเรียนได้แล้ว โดยเฉพาะกิจกรรมที่เด็กต้องพาพ่อพาแม่ไปโรงเรียนเพื่อให้โรงเรียนได้ทำคอนเทนต์เด็ก ๆ กำลังก้มกราบเท้าพ่อแม่น่ะ หรืออย่างน้อยที่สุดก็คือเลิกบังคับให้เด็ก ๆ ทุกคนต้องร่วมกิจกรรม แต่เป็นเข้าร่วมตามความสะดวกเอาดีกว่า เด็กคนไหนใคร่จะเข้าร่วม พ่อแม่เขาพร้อมไปจะเลือกเด็กกลุ่มนี้ไปก็ไม่มีใครว่า แต่เด็กที่ไม่ได้มีครอบครัวที่อบอุ่น ไม่มีพ่อไม่มีแม่ หรือเด็กที่ครอบครัวไม่ใช่ที่ปลอดภัย พ่อแม่ก็แค่คนที่ทำให้เกิดแต่ไม่เคยทำหน้าที่ คิดถึงใจเด็กกลุ่มนี้บ้าง

เชื่อได้เลยว่าในโรงเรียนน่ะต้องมีเด็กสักคนหนึ่งที่ต้องทนทุกข์ทรมานใจจากบาดแผลในวันเกิดแบบที่นางเอกเรื่องนี้เป็นอยู่ก็ได้ ที่ทุก ๆ วันเกิดของตัวเองเป็นวันที่หดหู่ที่สุด ทั้งที่สำหรับเด็กคนอื่นวันเกิดคือวันดี ๆ ที่ควรจะได้มีความสุข แต่นางเอกเรื่องนี้กลับสุขไม่ลงเพราะมันดันเป็นวันเดียวกันกับที่แม่ตาย นางได้แต่เอ่ยเรียกแม่อยู่หน้ากระจกและโทษตัวเองทุกปีว่าตัวเองคือคนที่ทำให้แม่ตาย เกิดมาไม่มีโอกาสแม้แต่ครั้งเดียวที่จะได้เรียกผู้หญิงคนหนึ่งว่าแม่ และได้อ้อมกอดจากผู้หญิงคนนั้น จากนั้นก็ถูกใครบางคนพยายามจะย้ำซ้ำ ๆ เกี่ยวกับการมีแม่ในทุก ๆ วันแม่ มันไม่ใจร้ายกับเด็กคนหนึ่งไปหน่อยเหรอ
เรียกได้ว่าทุก ๆ วันเกิดของนางเอก เป็นอะไรที่ชวนอึดอัดที่สุดในรอบปีเลยล่ะ โชคดีที่นางมีพ่อที่รักนางมาก และเป็นให้ได้ทั้งพ่อและแม่ แถมไม่เคยจะนึกโทษลูกสักครั้งว่าเป็นเพราะนางเอก เมียถึงได้ตาย ในทางกลับกัน เขาพยายามที่จะทำเพื่อลูกสาวคนนี้ทุกอย่างเท่าที่ตัวเองจะทำได้ เกิดเป็นโมเมนต์ขำ ๆ ที่สองพ่อลูกต้องโกหกกันเรื่องที่ตอนนี้ตัวเองกำลังแอบทำงานหาเงินอยู่ การทะเลาะกันเล็ก ๆ น้อย ๆ ด้วยความที่รักกันมาก จึงพอจะที่จะลดความหดหู่ของสองพ่อลูกในทุก ๆ วันเกิดของนางเอกได้บ้าง
กว่าจะได้เงินจากกระเป๋าคนอื่น มันยากเย็นจริง ๆ
I couldn’t agree more. จ้า ไม่มีอะไรที่ฉันจะเห็นด้วยไปมากกว่านี้ได้อีกแล้ว!!! เอาจริง ๆ นะ ซีรีส์เรื่องนี้มีคำพูดทำนองนี้บ่อยอยู่ นี่ก็เลยชอบเวลาที่ได้ดูตัวละครสนทนากัน มันมักจะมีคำพูดง่าย ๆ แต่ฟังแล้วเด็ดดวงโดนใจให้ได้แคปหน้าจอเก็บไว้ มันช่วยเตือนใจและสะกิดใจเยอะดี ทั้งที่มันเป็นคำพูดง่าย ๆ ที่เราอาจได้ยินที่ไหนก็ได้ แต่พอไปได้ยินในละคร ในเรื่องแต่ง มันก็ทำให้รู้สึกได้ว่าหลายสิ่งหลายอย่างมันก็เป็นสิ่งที่มนุษย์ทั่วไปเขาเจอกันปกติแหละ ในละครยังเอาไปพูดเลย

จากข้อความข้างต้น คนวัยทำงานคงจะเข้าใจดีว่ามันยากเย็นยังไง อันที่จริงมันสื่อได้ตั้งแต่คนทำงานชั้นรากหญ้าขึ้นไปจนถึงระดับผู้บริหารองค์กรใหญ่ ๆ เลยแหละ ว่ากว่าจะได้เงินจากกระเป๋าคนอื่นเนี่ยไม่ใช่เรื่องง่าย และไม่ใช่แค่ยาก แต่มันยังลำบากมาก ๆ ด้วยในหลายกรณี ไม่ว่าจะชนชั้นแรงงานรากหญ้าหรือเจ้าของธุรกิจก็ตาม พวกเขาต้องลงทุนลงแรงทำอะไรบางอย่างเพื่อให้ได้เงินในกระเป๋าคนอื่นทั้งนั้น คนรากหญ้าอาจใช้แรงงานอย่างหนักและความสามารถเพื่อให้ได้เงินจากคนอื่น รับจ้างทำนู่นนี่ทุกอย่างเพื่อแลกกับเงินไม่กี่บาท ส่วนเจ้าของธุรกิจต้องทำใช้สมอง ใช้ความสามารถ ใช้กลยุทธ์ และอาจต้องพึ่งเล่ห์เหลี่ยมเพทุบายด้วยเพื่อให้ได้เงินมหาศาลจากกระเป๋าคนอื่น
น้าของพระเอกที่เปิดบริษัทรับจ้างทำทุกอย่าง โดยคิดค่าจ้างเริ่มต้นน้อยที่สุดแค่ 100 วอนเท่านั้น เขาเป็นอีกคนหนึ่งที่รู้ซึ้งอย่างดีเลยล่ะว่ากว่าจะได้เงินมาแต่ละวอนมันยากเย็นแค่ไหน ตัวเขาเองก็เหมือนจะเป็นคนที่ไม่ค่อยจะมีดวงเหมือนกัน เห็นบอกว่าก่อนหน้านี้ทำธุรกิจอะไรก็เจ๊งมาหมดทุกอย่าง โดนแม่บ่นด่าบ่อยมากแต่ก็ยังไม่หยุด เรื่องที่ลากหลานชายมาช่วยงานให้เป็นพนักงานคนแรกและคนเดียว (ปัจจุบันให้ตำแหน่งผอ.) ก็เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่เห็นด้วย แต่คงห้ามอะไรไม่ได้เพราะตัวพระเอกเองก็เต็มใจช่วยน้าชายเป็นอย่างดี
เงิน 100 วอนเนี่ย มันเป็นเงินที่น้อยมาก ๆ เลยนะสำหรับสังคมเกาหลีใต้ (เทียบเป็นเงินไทยก็น้อยมาก ๆ เช่นกัน ไม่ถึง 3 บาทด้วยซ้ำ) อย่างเวลาที่ดูซีรีส์แต่ละเรื่องของเกาหลี เราแทบไม่เคยได้ยินตัวละครพูดถึงเงินหลักร้อยเท่าไรนัก หลักพันวอนก็มีน้อยมาก ๆ หลักหมื่นวอนเคยได้ยินบ้างเวลาตัวละครซื้อของในร้านสะดวกซื้อ ราคาจะอยู่ในช่วงหลักหมื่น ดังนั้น หลักเริ่มต้นที่ได้ยินบ่อยที่สุดในซีรีส์เกาหลีคือหลักแสนวอนขึ้นไป เอาเข้าจริงเงินมันก็ไม่ได้เยอะด้วยซ้ำถ้าเทียบเป็นเงินไทยให้เห็นภาพ เพราะเงินเดือนหลักหมื่นต้น ๆ ที่ไทย ที่เกาหลีนี่เป็นเงินหลักแสนวอนเลยแหละ

การทำงานทุกอย่างบนโลกใบนี้ เป้าหมายหลัก ๆ ก็คือการทำเพื่อให้มีเงินทั้งนั้นแหละ ไม่อย่างนั้นจะต้องเสียสละความอยู่สบาย ๆ ของตัวเองไปทำเพื่ออะไร คนทำงานเพื่อให้ได้ความสุขก็คงจะมีอยู่บ้างหรอก แต่ถึงขั้นทำแล้วไม่รับเงินเลยสักแดงไหม ก็ย่อมไม่อยู๋แล้ว ในเมื่อเราต่างก็ทำงานเพื่อที่จะได้เงินในกระเป๋าคนอื่นมาเป็นของตัวเองโดยชอบธรรม คนเราจึงพยายามที่จะใส่ใจและทุ่มเทอย่างเต็มที่เพื่อทุกบาททุกสตางค์ เพราะขนาดเงินแค่ 100 วอนเป็นที่ค่าจ้างเอาขยะไปทิ้ง ก็ยังมีคนที่ไม่ยอมจ่ายง่าย ๆ ให้เหมือนกัน
ก็ทำไมจะต้องจ่ายล่ะ ในเมื่อสามารถเอาขยะไปทิ้งเองได้ไง คนที่รู้ว่าเงินไม่ได้งอกออกมาเองโดยไม่ทำอะไร และรู้ว่ากว่าจะหาเงินมาได้นั้นมันยากลำบาก ใครจะเสียเงินจ้างคนไปทิ้งขยะกัน เงินไม่ได้เยอะและก็ไม่ได้เสียดาย แต่ 1 บาทมันก็เงินเหมือนกัน ที่ต้องใช้มันให้คุ้มค่าที่สุด เป็นเราก็คงไม่จ่ายเงิน 3 บาทให้ใครง่าย ๆ เพียงเพื่อจ้างพวกเขาทำในสิ่งที่เราก็ทำได้เองมาตลอดโดยไม่ลำบากหรอก เงินแค่ 3 บาท แต่เก็บร้อยครั้งก็ 300 แล้วเด้อ!
May I Help You อาจไม่ใช่ซีรีส์ที่มีพล็อตแปลกอะไรเท่าไรนัก กับการช่วยทำให้ความปรารถนาของคนตายเป็นจริง อย่างที่บอกว่ามีซีรีส์หลายเรื่องที่ใช้พล็อตใกล้เคียงกัน แต่ความแปลกมันคือการดำเนินเนื้อเรื่องให้มีความแฟนตาซีมากกว่า ตรงที่มันไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นได้จริง ๆ กับชีวิตเรา เพราะอย่างเราน่ะถ้าตายแล้วก็ตายเลย อะไรที่อยากทำแต่ไม่ได้ทำมันก็สิ้นสุดอยู่แค่นั้น กับการเดินเรื่องแบบคู่ขนานที่ว่านางเอกเน้นช่วยเหลือคนที่ตายไปแล้ว แต่พระเอกทำงานช่วยเหลือคนเป็นเป็นหลัก ความน่าสนใจคือแล้วมันจะเป็นยังไงต่อล่ะ วันที่พวกเขาต้องมาร่วมมือกัน📌






























