“ไบโพลาร์” โรคอารมณ์สองขั้วที่ไม่น่ากลัว แต่ต้องเข้าใจ

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเรื่อง “โรคไบโพลาร์” และอาจคิดว่าโรคนี้เป็นหนึ่งในอาการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แต่แท้จริงแล้วไบโพลาร์และซึมเศร้าเป็นคนละโรคกัน โดยโรคนี้เป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติทางด้านอารมณ์อย่างสุดขั้ว การแสดงออกทางอารมณ์ของผู้ป่วยจะแสดงออกในทางอารมณ์ที่ดีมากและมีบางช่วงแสดงอารมณ์ซึมเศร้าอย่างหนัก โดยอาการแต่ละช่วงจะอยู่นานเป็นสัปดาห์ หรือนานเป็นเดือนเลยทีเดียว ซึ่งแน่นอนว่าเมื่อผู้ป่วยมีอารมณ์ที่เป็นปกติมักทำให้เกิดปัญหาการดำเนินชีวิต

โรคไบโพลาร์ (Bipolar) หรือโรคอารมณ์สองขั้ว เป็นความผิดปกติทางอารมณ์อาจอยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด และไม่ควรมองข้าม ในช่วงที่ทุกคนถูกขอความร่วมมือให้กักตัวเองในสถานการณ์โควิด-19 ต้องเว้นระยะห่างทางสังคม ส่งผลให้วิถีการดำเนินชีวิตและสุขภาพจิตของหลายคนได้รับผลกระทบ จึงเป็นธรรมดาที่ทำให้คน ๆ หนึ่ง ต้องเจอกับความเครียด วิตกกังวล หรืออาจรวมถึงสภาพจิตใจที่ขึ้น ๆ ลง ๆ จนไม่สามารถควบคุมการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ของตนเองได้

ในประเทศไทยพบผู้ป่วยโรคไบโพลาร์มากเป็นอันดับ 3 ของโรคทางจิตเวช จากข้อมูลองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานว่าประมาณ 5 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนประชากรโลกเป็นไบโพลาร์ ซึ่งอายุเฉลี่ยในการเกิดโรคไบโพลาร์คืออายุ 20 ปี เกิดขึ้นในผู้หญิง 3.3 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าในผู้ชาย 2.6 เปอร์เซ็นต์ นับว่าเป็นตัวเลขที่ไม่น้อยเลย

เดี๋ยวดี เดี๋ยวร้ายอาการสองขั้วของโรคไบโพลาร์ ขั้วแรกคือกลุ่มอาการแมเนีย (Mania) คืออารมณ์ดี คึกคัก สนุกสนาน และอีกขั้วหนึ่งคือกลุ่มอาการซึมเศร้า (Depress) หดหู่ คิดลบ อยากฆ่าตัวตาย อารมณ์ของผู้ป่วยไบโพลาร์จะมีการเปลี่ยนแปลงเป็นช่วง ๆ บางคนอาจมีอารมณ์คึกคักก่อน แล้วจึงมีอาการแบบซึมเศร้าขึ้นมา หรืออาจสลับกับอาการปกติต่อเนื่องกันไป สาเหตุสำคัญเกิดจากสารเคมีในสมองทำงานผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันของผู้ป่วยในด้านต่าง ๆ ไปจนถึงสถานการณ์เลวร้ายที่สุด ที่มีผู้ป่วยถึง 1 ใน 5 ฆ่าตัวตายสำเร็จ เป็นบทสรุปของความรุนแรงที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

“ไบโพลาร์” โรคที่คนรอบข้างต้องเข้าใจ

เรื่องราวความสูญเสียที่เรารับรู้ผ่านสื่อต่าง ๆ ของผู้เป็นโรคไบโพลาร์ แทบทุกเหตุการณ์ไม่ได้เกิดขึ้นจากความตั้งใจ ส่วนใหญ่ล้วนเกิดขึ้นจากสภาวะทางอารมณ์ที่แปรปรวนอยู่ตลอดเวลา ควบคุมไม่ได้จนนำมาซึ่งการทำร้ายตนเองและผู้อื่น และในปี 2564 พบว่ามีผู้ป่วยจำนวน 38,681 คนที่เข้าถึงการรักษา ซึ่งลดลงจากปี 2563 ถึง 3 เปอร์เซ็นต์ สะท้อนให้เห็นว่าผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้สืบเนื่องมาจากสถานการณ์โควิด-19 ซึ่งโรคไบโพลาร์เป็นหนึ่งในโรคทางอารมณ์ที่หากไม่ได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลต่อการใช้ชีวิตของผู้ป่วยมากขึ้น

ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่คนรอบข้างต้องเข้ามามีบทบาท ให้ความเข้าใจเพราะบ่อยครั้งสาเหตุของอาการกำเริบมักมีสาเหตุเกิดจากคนรอบข้าง เป็นแรงกระตุ้นให้เกิดความขัดแย้ง และนำมาซึ่งอารมณ์ที่รุนแรง ดังนั้นจึงมีความจำเป็นอย่างมากที่คนรอบข้าง ต้องทำความเข้าใจกับธรรมชาติของโรคนี้ให้ดี

โรคไบโพลาร์ รักษาถูกทางก็หายได้ นอกจากการรักษาด้วยการให้ยาเพื่อปรับสารสื่อประสาทในสมองของผู้ป่วยกลับสู่สภาวะปกติแล้ว ต้องรับการปรึกษาและการทำจิตบำบัดคู่กันไปด้วย และหากสังคมเข้าใจถึงพฤติกรรมของผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ เกิดทัศนคติที่ดี ไม่แบ่งแยกผู้ป่วยออกจากสังคม และสนับสนุนให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาอย่างต่อเนื่อง โดยกุญแจสำคัญคือคนใกล้ชิดและคนในครอบครัว ที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

ขอบคุณข้อมูล : กรมสุขภาพจิต