หลายครั้ง เวลาที่มีใครสักคนลุกขึ้นมาตำหนิพฤติกรรมไร้มารยาทในพื้นที่สาธารณะของใครบางคน ก็มักจะมีเสียงโต้แย้งตามมาเสมอว่า “เขาทำผิดกฎหมายตรงไหน” หรือ “มีสิทธิอะไรไปสั่งสอนเขา” หรือ “จะไปมีเรื่องทำไม แค่อดทนไปก็จบ” ราวกับมองว่าความถูกต้องและความเหมาะสมเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว มนุษย์ไม่ได้ใช้กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์เพียงชุดเดียวในการอยู่ร่วมกัน เพราะหากเป็นเช่นนั้น สังคมก็คงไม่สามารถดำรงอยู่ได้อย่างราบรื่นนัก
การอยู่ร่วมกันของมนุษย์จำนวนมากให้ปกติสุขที่สุด ไม่ได้อาศัยเพียงตัวบทกฎหมาย แต่ยังอาศัยสิ่งที่มองไม่เห็นอีกมากมาย ทั้งขนบธรรมเนียม จารีต ค่านิยม และมารยาททางสังคม สิ่งเหล่านี้อาจไม่มีบทลงโทษเป็นลายลักษณ์อักษร แต่กลับมีอิทธิพลต่อความคิด ความรู้สึก และพฤติกรรมของผู้คนอย่างมหาศาล จนทำให้หลายครั้ง เรื่องเล็กน้อยที่ไม่ผิดกฎหมาย กลายเป็นเรื่องใหญ่ในสายตาของคนทั้งสังคม และก็อาจนำมาซึ่งการลงโทษจากสังคมด้วย
การจัดระเบียบทางสังคม คืออะไร
หลายคนอาจเคยสงสัยว่า “ความไร้มารยาท” ของใครบางคนนั้นไม่ใช่ความผิดร้ายแรง พฤติกรรมส่วนใหญ่ก็แค่สร้างความรำคาญไม่ได้ผิดกฎหมาย แต่แล้วทำไมผู้คนถึงมีปฏิกิริยาทางอารมณ์ต่อคนไม่มีมารยาทมากขนาดนั้น ทั้งโกรธ ไม่พอใจ บางครั้งถึงขั้นลงโทษด้วยการประณามคนที่ทำพฤติกรรมเหล่านั้นอย่างรุนแรงด้วยซ้ำ คำตอบก็คือ “กฎหมายไม่ใช่กฎเกณฑ์เพียงชุดเดียวที่มนุษย์ใช้ในการอยู่ร่วมกัน” แต่มันยังมี “บรรทัดฐานทางสังคม” อื่น ๆ ที่มนุษย์ใช้สำหรับการอยู่ร่วมกันให้เป็นปกติสุข เพื่อให้เข้าใจถึงสิ่งที่เรียกว่า “บรรทัดฐานทางสังคม” ก็จำเป็นต้องพูดถึง “การจัดระเบียบทางสังคม” ควบคู่กันไป นี่คือความรู้พื้นฐานในวิชาสังคมศึกษาที่เรียนกันมาตั้งแต่ชั้นประถมศึกษา แม้ว่าอาจจะยังไม่ได้เรียนตัวทฤษฎีและต้องจำคำศัพท์ยาก ๆ แต่ก็เรียนรู้ผ่านการปฏิบัติจริงในชีวิตประจำวัน
“การจัดระเบียบทางสังคม” เป็นภาพใหญ่ของ “มารยาท” และ “กฎหมาย” ที่ทำให้เห็นภาพชัดเจน ว่าถึงแม้ความไร้มารยาทจะไม่เท่ากับการทำผิดกฎหมาย มันไม่ใช่ความผิดระดับเดียวกัน แต่มันก็มีเส้นขอบเขตความเหมาะสมกำกับอยู่ และเมื่อมีการละเมิดหรือละเลยมารยาททางสังคม ก็จะถูกลงโทษตามกลไก
แนวคิดหลักของการจัดระเบียบทางสังคม มีพื้นฐานมาจากข้อเท็จจริงที่ว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม อยู่ร่วมกันเป็นกลุ่ม ต้องพึ่งพาอาศัยกัน และต้องมีปฏิสัมพันธ์กันไม่ทางใดก็ทางหนึ่งถึงจะอยู่รอด ไม่มีใครที่สามารถใช้ชีวิตอยู่คนเดียวตามลำพังโดยไม่พึ่งพาใครเลยได้ตลอดไป มนุษย์กับสังคมจึงเป็นสิ่งคู่กัน อย่างไรก็ตาม มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่าง มีความต้องการที่ไม่มีที่สิ้นสุด “มนุษย์จึงไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ หากทุกคนทำทุกอย่างตามใจตัวเองทั้งหมด” โดยที่ไม่มีเครื่องมือในการควบคุมพฤติกรรม เพราะนั่นจะนำไปสู่ความขัดแย้ง ความวุ่นวาย และความไร้ระเบียบ
เพื่อป้องกันความขัดแย้งระหว่างมนุษย์และควบคุมพฤติกรรมของคนในสังคมให้เป็นไปตามระเบียบ แบบแผน และกฎเกณฑ์ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการทำให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้ สังคมจึงสร้างกลไกต่าง ๆ ขึ้นมาเพื่อกำหนดว่าสมาชิกในสังคมควรประพฤติปฏิบัติตนอย่างไร เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตของตัวเองได้เต็มสิทธิและเสรีภาพ แต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไม่กระทบสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น การจัดระเบียบทางสังคมจึงเป็นแนวทางในการกำหนดกฎเกณฑ์ หรือข้อบังคับต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกของสังคมยึดถือเป็นแนวทางในการปฏิบัติต่อกัน เข้าใจและยอมรับร่วมกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ สังคมทุกประเภทจึงจำเป็นต้องมีการจัดระเบียบสังคมไม่มากก็น้อย เพื่อให้ระเบียบที่ว่ากลายเป็นเงื่อนไขพื้นฐานในการดำรงชีวิตอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุขและไม่ก่อให้เกิดปัญหา เพราะถ้าหากปล่อยให้มนุษย์แต่ละคนใช้ชีวิตกันตามอำเภอใจโดยปราศจากการควบคุม สังคมจะวุ่นวายและขาดระเบียบแบบแผนจนเละเทะ
ภายใต้กรอบแนวคิดของ “การจัดระเบียบทางสังคม” มีองค์ประกอบที่สำคัญอยู่ 4 ส่วน คือบรรทัดฐานทางสังคม สถานภาพทางสังคม บทบาททางสังคม และการควบคุมทางสังคม ซึ่งประเด็นเรื่องมารยาท กฎหมาย ความผิด และการถูกลงโทษ จะถูกพูดถึงหลัก ๆ อยู่ใน “บรรทัดฐานทางสังคม” และ “การควบคุมทางสังคม”
สำหรับ “บรรทัดฐานทางสังคม” ทางสังคมวิทยา โดยทั่วไปจะแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่
- วิถีประชาหรือวิถีชาวบ้าน คือแนวทางปฏิบัติของสมาชิกในสังคมอย่างไม่เป็นทางการ ส่วนใหญ่พัฒนามาจากความเคยชินร่วมกันของมนุษย์กลุ่มเดียวกันที่ถือปฏิบัติกันมาโดยสมัครใจจนกลายเป็นชีวิตปกติในการดำรงชีวิต ที่ไม่มีการบังคับ เพราะผู้คนจำนวนมากเห็นพ้องต้องกันว่าการปฏิบัติตามทำให้ทุกคนสามารถอยู่ร่วมกันได้เป็นอย่างดี อะไรเหมาะสมก็ทำ อะไรไม่เหมาะสมก็ไม่ทำ เหมือนเป็นมาตรฐานทางพฤติกรรมที่ทุกคนในกลุ่มสังคมจะเรียนรู้และซึมซับได้จากการอยู่ร่วมกัน และถูกคาดหวังให้ปฏิบัติตาม “มารยาททางสังคม” ส่วนมากจะจัดอยู่ในวิถีประชา ส่วนการละเมิดวิถีประชาไม่ได้มีบทลงโทษตายตัว ขณะเดียวกันก็ไม่ได้มีผลดีเท่าไรนัก ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมักจะถูกติฉินนินทาว่าประพฤติปฏิบัติในทางที่ไม่เหมาะสม ไม่สมควร ถูกตำหนิ หรือถูกว่ากล่าวตักเตือน
- จารีตหรือศีลธรรม คือแนวทางปฏิบัติของสมาชิกในสังคมอย่างไม่เป็นทางการเช่นเดียวกับวิถีประชา แต่แบบแผนความประพฤติจะเข้มงวดและรุนแรงกว่าเพื่อป้องกันการฝ่าฝืน เริ่มยกระดับจากเหมาะสมหรือไม่เหมาะสม มาเป็นถูกและผิด รวมถึงดีและชั่ว ตามมาตรฐานศีลธรรม มีข้อควรกระทำและข้อห้ามชัดเจน จารีตมักวิวัฒนาการมาจากศีลธรรม ตามความรู้สึกนึกคิดของมนุษย์แต่ละคนว่าการกระทำอย่างไหนชอบ อย่างไหนไม่ชอบ เกิดจากมโนสำนึกและมโนธรรมของแต่ละคน มีขึ้นเพราะแต่ละคนมีสติปัญญาจะหยั่งรู้ได้ว่าเมื่อกระทำไปแล้ว อีกฝ่ายจะรู้สึกนึกคิดและจะมีปฏิกิริยาอย่างไร การฝ่าฝืนจารีตจะถูกลงโทษรุนแรง เช่น ถูกต่อต้าน ถูกประณาม ถูกปฏิเสธ ถูกกีดกันออกจากสังคมหรือศาสนานั้น ๆ และน่าสนใจว่า “มารยาททางสังคม” บางประเภท อาจยกระดับมาอยู่ในระดับจารีตได้
- กฎหมาย คือข้อบังคับของสมาชิกในสังคมอย่างเป็นทางการ เป็นระบบของกฎและแบบแผนแนวทางปฏิบัติ ซึ่งบังคับใช้ผ่านสถาบันทางสังคมเพื่อควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกในสังคมให้เป็นระเบียบเรียบร้อย มีการบัญญัติเป็นลายลักษณ์อักษรชัดเจน ว่าหากผู้ใดฝ่าฝืนย่อมถูกลงโทษตามที่กฎหมายกำหนด กฎหมายจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสังคมใหญ่
จะเห็นได้ว่า “บรรทัดฐานทางสังคม” คือกลไกในการควบคุมความประพฤติของคนในสังคมให้เป็นไปตามทิศทางหรือเป้าหมายและกฎระเบียบที่สังคมวางไว้
ส่วน “การควบคุมทางสังคม” จะเป็นการดำเนินการทางสังคมโดยวิธีต่าง ๆ เพื่อให้สมาชิกในสังคมยอมรับและปฏิบัติตามบรรทัดฐานของสังคม จุดมุ่งหมายก็เพื่อควบคุมพฤติกรรมของสมาชิกให้ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่สังคมกำหนด การควบคุมทางสังคมจึงเป็นกลไกส่วนหนึ่งของการจัดระเบียบสังคม แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ
- การจูงใจ ใช้วิธีให้รางวัลหรือยกย่องชมเชย เป็นผลให้สมาชิกเกิดกำลังใจที่จะปฏิบัติตามบรรทัดฐานนั้น ๆ
- การลงโทษ ก็จะแบ่งตามระดับตามบรรทัดฐานทางสังคม
- ผู้ที่ละเมิดวิถีประชา จะถูกตำหนิ ถูกนินทา หรือถูกต่อว่า ตักเตือน
- ผู้ที่ฝ่าฝืนจารีต จะถูกต่อต้านด้วยการไม่คบค้าสมาคมด้วย ถูกขับไล่ออกจากชุมชน ถูกประณาม
- ผู้ที่ทำผิดกฎหมาย จะได้รับโทษตามกฎหมายบ้านเมือง โดยโทษอาญาของไทยมี 5 สถาน (เรียงจากหนักไปเบา) ได้แก่ ประหารชีวิต จำคุก กักขัง ปรับ และริบทรัพย์สิน
การควบคุมทางสังคมนี่เอง ที่ทำให้คนจำนวนมากให้ความสำคัญกับเรื่อง “มารยาท” เพราะแม้ว่ามันจะเป็นกติกาที่มองไม่เห็น ไม่มีบทลงโทษทางกฎหมาย แต่มันทำให้สมาชิกของสังคมได้เรียนรู้ว่าควรปฏิบัติตัวอย่างไรจึงจะได้รับการยอมรับจากคนส่วนใหญ่ และไม่ถูกลงโทษตามบรรทัดฐานประเภทต่าง ๆ ซึ่งผู้คนทั่วไปจะเรียนรู้เรื่องมารยาทผ่านกระบวนการขัดเกลาทางสังคม โดยมีสถาบันทางสังคมต่าง ๆ เป็นผู้ถ่ายทอด ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สถานศึกษา กลุ่มเพื่อน ศาสนา สื่อมวลชน และสถาบันทางการเมือง รวมถึงการอบรมสั่งสอนภายในบ้าน การใช้ชีวิตในโรงเรียน และการเข้าสังคมในชีวิตประจำวัน
“สิทธิและเสรีภาพ” ที่ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบต่อสังคม
เมื่อพูดเรื่อง “การจัดระเบียบทางสังคม” ในทางสังคมวิทยาขึ้นมาแล้ว อีกเรื่องที่จำเป็นต้องหยิบยกขึ้นมาพูดเหมือนกันก็คือ เรื่องของ “สิทธิและเสรีภาพ” ในการใช้ชีวิต เพราะบางครั้ง การละเมิดมารยาททางสังคม ก็จะมาพร้อมกับคำอ้างที่ว่า “ทุกคนมีสิทธิจะทำอะไรก็ได้ภายใต้ขอบเขตของกฎหมาย ในดินแดนที่ทุกคนมีเสรีภาพ สิ่งที่ทำมันผิดตรงไหน ในเมื่อกฎหมายไม่ได้ห้าม!”
“สิทธิ” หมายถึง อำนาจอันชอบธรรม หรือประโยชน์ของบุคคลที่กฎหมาย สังคม หรือจริยศาสตร์ให้การรับรองและคุ้มครอง เพื่อให้สามารถกระทำหรือจัดการสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างอิสระโดยไม่ผิดกฎหมาย ส่วน “เสรีภาพ” หมายถึง การที่บุคคลสามารถแสดงความคิดเห็นหรือการกระทำใด ๆ ได้โดยอิสระโดยปราศจากการบังคับ ขู่เข็ญ หรือถูกแทรกแซงจากผู้อื่น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเสรีภาพต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศีลธรรมอันดี อีกทั้งต้องไม่ละเมิดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่นด้วย
จริงอยู่ที่ว่ามนุษย์ทุกคนล้วนมีสิทธิและเสรีภาพในการใช้ชีวิต แสดงความคิดเห็น ตัดสินใจ หรือเลือกกระทำสิ่งต่าง ๆ ตามที่ตนเองต้องการ ตราบใดที่การกระทำนั้นไม่ละเมิดกฎหมายหรือสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น อย่างไรก็ดี การที่คนเราอยู่ร่วมกันในสังคม นั่นหมายความว่าสิทธิและเสรีภาพของคนคนหนึ่งย่อมเชื่อมโยงกับสิทธิและเสรีภาพของคนอีกหลายคนเสมอ เพราะฉะนั้น แม้เราจะมีสิทธิทำบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถใช้สิทธินั้นโดยไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้อื่น ตัวอย่างเช่น
- มนุษย์มีทั้งสิทธิและเสรีภาพที่จะพูดคุยกับเพื่อนในพื้นที่สาธารณะ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถพูดโหวกเหวกเสียงดังสนั่น มึงมาพาโวยกันอย่างสุขสำราญ หรือลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น โดยไม่คำนึงถึงความรู้สึกของคนอื่นว่าเขาจะรำคาญหรือหนวกหูหรือเปล่า
- มนุษย์มีสิทธิและเสรีภาพที่จะฟังเพลงอะไรก็ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถเปิดลำโพงเสียงดังจนรบกวนผู้คนรอบข้างได้
- มนุษย์มีสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออก แต่ไม่ได้หมายความว่าการแสดงออกนั้นจะไปดูหมิ่นหรือเหยียดหยามผู้อื่นได้
นี่จึงเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมสังคมจึงต้องสร้างบรรทัดฐานเรื่อง “มารยาท” ขึ้นมา เพราะการที่มนุษย์สักคนเป็นคนมี “มารยาท” ไม่ได้แปลว่ามนุษย์คนนั้นถูกพรากสิทธิหรือเสรีภาพไป แต่มันคือการกำหนดขอบเขตว่า มนุษย์ควรจะใช้สิทธิและเสรีภาพของตัวเองอย่างไรเพื่อไม่ให้กระทบต่อคนอื่น ๆ ที่กำลังใช้ชีวิตอยู่ในสังคมเดียวกัน ดังนั้น คนที่มีมารยาททางสังคมจึงไม่ใช่แค่คนที่รู้ว่าอะไร “ทำได้” แต่ยังเป็นคนที่รู้ด้วยว่าอะไร “ควรทำ” และอะไร “ไม่ควรทำ” มารยาททางสังคมจึงเป็นเรื่องพื้นฐานของ “การเคารพซึ่งกันและกัน” เรามีสิทธิมีเสรีภาพที่จะทำอะไรได้อย่างอิสระก็ทำไป แต่ต้องไม่ไปละเมิดสิทธิและเสรีภาพของคนอื่น และยิ่งถ้ามีการคุกคาม ดูหมิ่น หรือเหยียดหยามผู้อื่นด้วย ก็จะยิ่งยกระดับความผิดไปสู่ขั้นกฎหมายได้ชัดเจนขึ้นไปอีก เพราะเรื่องเหล่านี้มีกฎหมายคุ้มครอง
“ไร้มารยาท” ไม่ผิดกฎหมาย แต่คนในสังคมจริงจัง
ทุกวันนี้ หากลองสังเกตสังคมทั่วไปรอบตัว หลายคนอาจเห็นภาพตรงกันว่าผู้คนที่พบเจอในชีวิตประจำวันนั้น “มีมารยาท” น้อยลงเรื่อย ๆ หรือในอีกมุมก็คือ คนไม่มี (หรือไม่สน) มารยาทเพิ่มมากขึ้นนั่นเอง พฤติกรรมแบบมักง่าย สบาย ๆ อะไรก็ได้ บ้างก็เอาความเคยชินส่วนตัวจากที่บ้านมาใช้เมื่ออยู่ร่วมกับสังคมคนหมู่มากโดยไม่สนใจคนอื่น หลายครั้งสังคมก็เลือกที่จะอะลุ่มอล่วย คนจำนวนหนึ่งรู้สึกว่าถ้าทำอะไรหุนหัน มันจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ไม่ค่อยคุ้มค่าเท่าไรที่จะเอาพิมเสนไปแลกเกลือ หรือเอาทองไปรู่กระเบื้อง นั่นทำให้คนที่มีภาวะมารยาททางสังคมบกพร่องก็จะไม่รู้ตัว (หรืออาจรู้ แต่ก็ไม่สนเพราะสะดวกแบบนี้) ก็จะทำพฤติกรรมนี้ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะมีใครสักคนที่เริ่มไม่อดทนต่อการโดนละเมิดสิทธิเสรีภาพ เมื่อนั้นคนเหล่านั้นก็จะถูกสังคมสั่งสอนและลงโทษ มันเป็นไปตามกลไกปกติในทางสังคมวิทยา
ดังนั้น การไร้มารยาท ไม่ผิดกฎหมายก็จริง แต่ก็ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษไปได้! โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความไร้มารยาทในเรื่องที่คนส่วนใหญ่ของสังคมมองว่ามันเป็นเรื่องที่มองข้ามไม่ได้และไม่น่าให้อภัย แต่เพราะอะไร ทำไมคนส่วนมากถึงจริงจังกับเรื่องของมารยาทมาก ทั้งที่การไม่มีมารยาท หรือแม้แต่คนผู้นั้นจะทำตามกฎเกณฑ์หรือไม่ ก็ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมายด้วยซ้ำ
- กฎหมายกับมารยาท ขอบเขตต่างกัน
เพราะกฎหมายออกแบบมาเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยขั้นพื้นฐานในสังคม มีหน้าที่กำหนดว่าอะไรคือสิ่งที่รัฐยอมรับไม่ได้และอะไรคือสิ่งที่ต้องถูกลงโทษ เช่น การทำร้ายร่างกาย การลักทรัพย์ หรือการหมิ่นประมาท ในขณะที่มารยาท เป็นกติกามาตรฐานที่มนุษย์ในสังคมหนึ่ง ๆ สร้างขึ้นเพื่อให้สมาชิก “อยู่ร่วมกันอย่างราบรื่นและมีความสุข” ดังนั้น พฤติกรรมไร้มารยาทหลายอย่างแม้จะไม่ได้ละเมิดสิทธิทางกฎหมายโดยตรง แต่มันเป็นการเบียดเบียนความรู้สึกและคุกคามความสบายใจ สร้างความอึดอัดให้กับผู้คนรอบข้าง ซึ่งก็ตรงกับในชีวิตจริงที่ยังมีพฤติกรรมอีกมากมายที่สร้างความเดือดร้อนให้ผู้อื่น ทว่าไม่ร้ายแรงถึงขั้นต้องใช้กฎหมายเข้ามาจัดการ พฤติกรรมเหล่านั้นแม้จะไม่ผิดกฎหมาย ไม่มีการระบุบทลงโทษไว้อย่างชัดเจน แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเป็นสิ่งที่สังคมทั่วไปยอมรับ กฎหมายจึงมีหน้าที่ให้สังคมดำรงอยู่ได้แบบมีมาตรฐานและลายลักษณ์อักษรชัดเจน แต่มารยาทจะช่วยให้สังคมน่าอยู่มากขึ้น
- มารยาทเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้ผู้คนอยู่ร่วมกันได้
เพราะในทางสังคมวิทยา การอยู่ร่วมกันในสังคม มนุษย์จะค่อย ๆ สร้างสิ่งที่เรียกว่า “บรรทัดฐานทางสังคม” ขึ้นมา เพื่อกำหนดว่าคนเราควรปฏิบัติต่อกันอย่างไร แม้จะไม่มีบทลงโทษทางกฎหมายรองรับก็ตาม เมื่อถูกรุกรานความสงบสุขด้วยพฤติกรรมไร้มารยาทจากใครบางคน สมองมนุษย์จะเริ่มตีความว่ามันเป็นสัญญาณอันตรายหรือภัยคุกคามความสงบเรียบร้อย ซึ่งบางเรื่องมันเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก ๆ ในทางกฎหมาย แต่ในทางความรู้สึกของคนที่อยู่ในสถานการณ์นั้น มันเป็นเรื่องที่ต้องหมดพลังไปกับการอดทนและความรู้สึกเครียด “ก็แค่อดทนไป” จึงใช้ไม่ได้กับทุกคน หลายคนทนไม่ได้ที่จะเห็นความไม่ยุติธรรม เวลาที่เห็นคนทำตัวไร้มารยาทแล้วลอยนวล ยังทำเนียนเอาเปรียบคนอื่นโดยที่ไม่มีใครทำอะไรได้ เมื่อคนดี ๆ คนอื่นไม่เพียงแค่เหนื่อยรักษากฎเกณฑ์ของสังคม แต่ยังต้องมานั่งหงุดหงิดหายใจร่วมกับคนไร้มารยาทที่ใช้ชีวิตได้ตามอำเภอใจ ก็เลือกที่จะลุกขึ้นมาปกป้องและรักษาสิทธิ เสรีภาพ และความสุขสงบส่วนตัวที่ควรมี หากทุกเรื่องต้องรอให้กฎหมายเข้ามาจัดการ สังคมก็คงวุ่นวายไม่น้อย
- ความไร้มารยาททำให้ผู้คนรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้รับความเคารพ
ต้องบอกว่าความต้องการขั้นพื้นฐานของมนุษย์ไม่ได้ต้องการแค่ปัจจัยสี่อย่างอาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม และยารักษาโรค ที่ตอบสนองในทางกายภาพเท่านั้น แต่มนุษย์ยังมีความต้องการตอบสนองทางจิตใจด้วย ทั้งความมั่นคงปลอดภัย การยอมรับ และการให้เกียรติจากผู้อื่น มาตรฐานการดำรงชีวิตปกติที่ทุกคนต่างรู้ว่าขอบเขตของมารยาทคืออะไร ต่างคนต่างใช้ชีวิตกันไป มันก็ทำให้สมาชิกทุกคนเป็นสุขสงบได้ดีทั้งร่างกายและจิตใจ แต่ถ้าเมื่อไรที่โดนคุกคามด้วยพฤติกรรมไร้มารยาทจากคนบางคน ก็จะทำให้รู้ว่าตนเองถูกล้ำเส้นและไม่ได้รับความเคารพขั้นพื้นฐานในการอยู่ร่วมกัน สิ่งที่ทำให้คนเราโกรธจึงไม่ใช่แค่การกระทำไร้มารยาทจนรู้สึกหงุดหงิดรำคาญใจ แต่เป็นความรู้สึกว่าตัวเองถูกมองข้ามในฐานะมนุษย์หรือกำลังถูกเอาเปรียบ ความรู้สึกด้านลบนี้มีต้นทุนทางอารมณ์ที่สูงมาก สร้างความเครียดแบบสะสม สร้างความรู้สึกหงุดหงิดรำคาญ พลังงานดี ๆ ในแต่ละวันถูกสูบไปใช้สำหรับการอดทนหรือทำเป็นไม่สนใจให้กับพฤติกรรมไร้ความเกรงใจที่คนอื่นโยนใส่มาให้
- ความไว้ใจเป็นรากฐานสำคัญของสังคม
อย่างที่บอกว่ามนุษย์เป็นสัตว์สังคม และการอยู่ร่วมกันแบบปกติสุขมันจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทุกคนเคารพความเป็นมนุษย์ของกันและกัน และเคารพขอบเขตที่มองไม่เห็น คนทั่วไปจึงรู้ได้ด้วยสามัญสำนึกว่าพฤติกรรมไหนไม่ควรทำเวลาอยู่ต่อหน้าคนหมู่มาก เพราะต้องเอาใจเขามาใส่ใจเรา คำนึงถึงความรู้สึกของผู้อื่นด้วย การทำตัวไร้มารยาทในพื้นที่สาธารณะโดยไม่เกรงใจใครเลย จึงเหมือนกับการทำลายสัญญาใจที่บอกว่าเราจะเคารพพื้นที่ของกันและกัน เพราะเราต่างคาดหวังว่าคนส่วนใหญ่จะสามารถเคารพกติกาที่ไม่ได้เขียนเอาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรได้ด้วยสามัญสำนึกและจิตสำนึกสาธารณะ เช่น คาดหวังว่าเห็นคนอื่นเข้าแถวก็จะไปต่อแถวเหมือนคนอื่น คาดหวังว่าเห็นคนอื่นเขาทิ้งขยะกันตรงไหนหรืออีกไม่ไกลก็มีถังขยะก็จะไปทิ้งขยะให้ลงถัง คาดหวังว่าจะรู้ว่าเวลามันมีค่าก็จะรักษาเวลาของกันและกัน คาดหวังว่าจะรักษาความสงบในพื้นที่ที่ไม่มีใครลุกขึ้นมาส่งเสียงดังโวยวาย ซึ่งเมื่อใครบางคนละเมิดกติกาเหล่านี้ ผลกระทบอาจไม่ได้เกิดกับคนคนเดียว แต่อาจรวมถึงความรู้สึกไว้วางใจที่ผู้คนมีต่อกันด้วย
- สังคมมีวิธีลงโทษที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งกฎหมาย
นี่คือจุดสำคัญที่ย้ำว่านี่เป็นไปตามกลไกของระบบสังคม การที่ใครบางคนละเมิดมารยาททางสังคม เรื่องมันไม่ได้ร้ายแรงขนาดที่รัฐต้องเข้ามาจัดการ ต้องใช้กฎหมายลงโทษ แต่ผู้คนในสังคมก็ยังมีวิธีลงโทษ หรือสามารถแสดงปฏิกิริยาต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมได้เสมอ การถูกตำหนิ การถูกตักเตือน การถูกวิพากษ์วิจารณ์ การถูกเมินเฉย หรือการถูกทำให้สูญเสียความน่าเชื่อถือ ล้วนเป็นรูปแบบหนึ่งของการลงโทษทางสังคม พูดอย่างตรงไปตรงมาคือ คนที่ละเมิดกติกาของสังคมอาจไม่ต้องจ่ายค่าปรับหรือถูกจำคุก แต่อาจต้องสูญเสียความสัมพันธ์ ความน่าเชื่อถือ หรือชื่อเสียงแทน ทุกการกระทำล้วนมีราคาที่ต้องจ่าย ยิ่งในยุคปัจจุบัน พื้นที่ส่วนตัวกับพื้นที่สาธารณะทับซ้อนกันง่ายขึ้น พฤติกรรมไร้มารยาทจึงถูกบันทึกและประณามได้ง่ายขึ้นเช่นกัน ดังนั้น หากที่บ้านไม่เคร่งเรื่องมารยาท และเจ้าตัวไม่เรียนรู้ที่จะทำตามมารยาทของสังคมแบบที่คนอื่น ๆ เขาทำกัน สุดท้ายก็จะโดนสังคมช่วยสั่งสอนและขัดเกลาอยู่ดี ตามกลไกการควบคุมพฤติกรรมของระบบสังคม
ท้ายที่สุดแล้ว มารยาทอาจไม่ใช่เรื่องของการวางตัวให้ดูดี หรือการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ที่ล้าสมัยอย่างที่หลายคนเข้าใจ เพราะมันเป็นเพียงเครื่องมือสำหรับควบคุมพฤติกรรม ที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องคอยหวาดระแวง ไม่ต้องคอยหงุดหงิดรำคาญใจ และไม่ต้องคอยปกป้องพื้นที่ของตัวเองอยู่ตลอดเวลา
ดังนั้น เวลาที่ใครสักคนพูดว่า “ฉันมีสิทธิที่จะทำแบบนี้” คำถามสำคัญจึงอาจไม่ใช่ว่า “ทำได้หรือไม่ได้” แต่เป็น “แม้จะทำได้ แล้วสมควรจะทำหรือไม่” เพราะบางครั้ง สิ่งที่ทำให้สังคมวุ่นวายที่สุด ก็ไม่ใช่การที่ผู้คนไม่รู้จักกฎหมาย แต่เป็นการที่ผู้คนเลิกสนใจความรู้สึกของคนรอบข้างและทำอะไรตามอำเภอใจของตัวเองต่างหาก





























