Home Trending Story Trend ในประเทศ ผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อเจอกับอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

ผลกระทบต่อสุขภาพ เมื่อเจอกับอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย

นอกจากปัญหาด้านเศรษฐกิจและสังคมที่เราต้องเผชิญในชีวิตประจำวัน การเสพข่าวร้ายต่าง ๆ ที่ไหลผ่านหน้าฟีดในโซเชียลมีเดียแบบเรียลไทม์ ปัญหาโควิด-19 ระบาดโดยที่ไม่รู้ว่าจะไปสิ้นสุดที่ตรงไหน เวลานี้น่าจะมีเพิ่มขึ้นมาอีกปัญหา ที่เราคงต้องตระหนักถึงให้มากและเตรียมตัวรับมือให้ดีอย่างต่อเนื่อง เพราะเราคงมีโอกาสที่จะต้องพบเจออีกบ่อย ๆ นั่นก็คือปัญหาสภาพอากาศแปรปรวน ซึ่งมันจะส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของเราอย่างแน่นอน

อันที่จริงสภาพอากาศแปรปรวนเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นมานานแล้ว และทั่วโลกก็รับรู้ถึงปัญหานี้ดี ทว่ามันเป็นปัญหาจากธรรมชาติที่อยู่เหนือการควบคุม อย่างไรก็ดี สาเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้โลกเป็นเช่นนี้ก็มาจากน้ำมือของพวกเราเอง การร่วมมือกันทำลายโลกทั้งทางตรงและทางอ้อมทำให้เกิดภาวะโลกร้อน ผลกระทบต่อมาคือปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ที่ทำให้สภาพอากาศของโลกเราแปรปรวนขึ้นทุกวันอย่างช้า ๆ

อย่างในช่วง 3-4 สัปดาห์ที่ผ่านมา ประเทศไทยซึ่งเข้าสู่ช่วงฤดูร้อนอย่างเป็นทางการมาตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม (อิงตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา) ทำให้เราได้สัมผัสกับอากาศที่ร้อนถึงร้อนจัด ร้อนจนเราท่านต้องบ่นกันว่า “ร้อนตับแตก” ร้อนแบบที่ทนอยู่นอกห้องแอร์แทบไม่ไหว ต้องขอลี้ภัยเข้าห้องแอร์ด่วน ๆ แต่เมื่อ 3-4 วันที่ผ่านมา กลับเกิดปรากฏการณ์ประหลาดขึ้นในเดือนเมษายน ซึ่งปกติจะเป็นช่วงที่อากาศร้อนสุดขีด นั่นก็คือ ดันมีลมหนาวมาเยือนในเดือนเมษาหน้าร้อน (สุด ๆ) นั่นเอง

แน่นอนว่าเมื่อมีอากาศเย็นมาดับร้อนในช่วงที่กำลังร้อนสุดขีดเป็นเรื่องที่ทำให้หลายคนรู้สึกดี เนื่องจากมันคลายความร้อนลงไปได้มาก อีกทั้งยังได้สัมผัสกับอากาศดี ๆ แบบที่ในช่วงหน้าหนาวที่ผ่านมายังไม่เย็นขนาดนี้ แต่ในทางตรงกันข้าม การที่อากาศเปลี่ยนแปลงกะทันหันมีผลกระทบต่อสุขภาพในทางลบมากกว่า จากที่ร้อนจัดจู่ ๆ ก็เย็นลงแบบฉับพลัน (เย็นกว่าช่วงฤดูหนาวด้วยซ้ำ) ทำให้ร่างกายปรับสภาพตามไม่ทัน ภูมิต้านทานลดต่ำลง มีผลให้เกิดอาการเจ็บป่วยได้ง่าย การที่สภาพอากาศเปลี่ยนแปลงบ่อย ก็ทำให้โรคหลายชนิดแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว ทำให้ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนบ่อย ๆ เราต้องระมัดระวังโรคเหล่านี้เป็นพิเศษ

โรคไข้หวัด

ไข้หวัดเป็นโรคที่สามารถพบได้ในทุกฤดูกาล และเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย เมื่ออากาศเปลี่ยนอย่างกะทันหัน ทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวเหมือนจะไม่สบายได้ อาการทั่วไปของไข้หวัด คือ มีอาการไอจาม คันคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล หนาวสั่น ปวดศีรษะ และปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ โดยไข้หวัดมักจะหายได้เองในเวลาไม่กี่วันและไม่จำเป็นต้องหาหมอ เพียงแต่ต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีในช่วงที่ป่วย และหากอาการไม่ดีขึ้นภายใน 2-7 วัน รวมถึงมีไข้สูงกว่าเดิม แบบนี้ต้องรีบไปหาหมอทันที

โรคแพ้อากาศ

คนบางกลุ่มที่อ่อนไหวสูงเมื่ออากาศเปลี่ยนแปลง เกิดเป็นอาการแพ้อากาศ เนื่องจากคนกลุ่มนี้จะมีปัญหาเรื่องการปรับตัวของเยื่อบุจมูก โดยจมูกจะไวต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศ ไม่ว่าจะเป็นอากาศร้อนหรือเย็น ความชื้น รวมไปถึงกลิ่นฉุนหรือสิ่งระคายเคืองต่าง ๆ และร่างกายปรับตัวไม่ค่อยทัน อาการเบื้องต้น คือ มีอาการจาม คัดจมูก น้ำมูกไหล คันจมูก มีเสมหะในคอ เลือดกำเดาไหลบ่อย และอาจพบอาการคันตา แสบตา น้ำมูกไหล คันหู อาจหูอื้อ อาการดังกล่าวมักเกิดขึ้นเมื่อไปสัมผัสกับสารก่อภูมิแพ้ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ และความชื้นในอากาศ

โรคไข้หวัดใหญ่

เป็นโรคที่มีอาการคล้ายกับโรคไข้หวัดธรรมดา แต่อาการจะรุนแรงกว่ามากจนถึงขั้นทีี่ทำให้เสียชีวิตได้ โดยไข้หวัดใหญ่เกิดจากการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจอย่างเฉียบพลัน ทำให้ผู้ป่วยมีอาการหนาวสั่น ไข้ขึ้นสูง เจ็บคอ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะอย่างรุนแรง อ่อนเพลียมาก เบื่ออาหาร คัดจมูก มีน้ำมูกใสๆ  ไอแห้ง ๆ และผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ท้องร่วงได้ หากอาการไม่รุนแรงจะหายป่วยได้เองภายใน 5-7 วัน แต่หากมีภาวะแทรกซ้อน ก็อาจทำให้อาการรุนแรงขึ้นได้ หากพบว่าอาการรุนแรงหรือไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ให้รีบพบแพทย์ทันที

โรคปอดอักเสบ

ปอดอักเสบอาจเกิดขึ้นเป็นภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัดใหญ่ เกิดจากการอักเสบของเนื้อปอดซึ่งติดเชื้อไวรัส เชื้อแบคทีเรีย เชื้อรา หรือได้รับสารเคมีต่าง ๆ ผ่านระบบทางเดินหายใจ ผลให้ร่างกายผู้ป่วยไม่สามารถรับออกซิเจนได้เป็นปกติ หากเนื้อปอดถูกเสียหายมาก อาจทำให้ร่างกายขาดออกซิเจน และอาการที่ว่าอาจทำให้เสียชีวิตได้ อาการโดยทั่วไป คือ ไอ มีเสมหะมาก เจ็บหน้าอก มีไข้สูง หรือหายใจหอบ ส่วนความรุนแรงนั้นขึ้นอยู่กับช่วงอายุ สภาพแวดล้อม และความรุนแรงของเชื้อโรคที่ได้รับ สิ่งที่ต้องระวังคืออาการจะค่อนข้างใกล้เคียงกับโควิด-19

โรคไข้เลือดออก

ปกติไข้เลือดออกจะระบาดหนักในช่วงฤดูฝน แต่ตั้งแต่ต้นปี 2565 กรมควบคุมโรคได้เตือนให้ประชาชนเฝ้าระวังการระบาดของโรคไข้เลือดออกร่วมกับโควิด-19 เนื่องจากเมื่อเดือนมกราคม พบผู้เสียชีวิตจากไข้เลือดออกแล้วจำนวน 2 ราย อีกทั้งยังพบผู้ป่วยไข้เลือดออกแล้วเกือบ 200 ราย ลักษณะอาการ คือ มีไข้สูงอย่างเฉียบพลันประมาณ 2-7 วัน ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว อาจมีจุดแดงเล็ก ๆ ขึ้นตามตัว ไม่ไอ ไม่มีน้ำมูก มักมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องและเบื่ออาหาร ช่วงที่ไข้ลดต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะอาจเกิดอาการรุนแรง มีภาวะช็อกและเสียชีวิตได้

โรคอุจจาระร่วงเฉียบพลัน

อีกโรคที่มักเกิดขึ้นในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะในช่วงที่อากาศร้อนจัด ความร้อนจะเป็นตัวเร่งให้อาหารเน่าเสียเร็วขึ้น อีกทั้งผู้ค้าอาหารสดบางรายอาจใส่สารเคมีลงในอาหารเพื่อช่วยถนอมอาหาร เมื่อเราไปกินอาหารที่เน่าเสียหรืออาหารที่มีสารเคมีตกค้างเข้า ทำให้เกิดโรคท้องร่วงหรืออาหารเป็นพิษได้ ในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง ควรระมัดระวังเรื่องการกินอาหารเป็นพิเศษ อย่าลืมเช็กพวกวันหมดอายุ สังเกตความเปลี่ยนแปลงของอาหารก่อนกิน กินอาหารปรุงสุกใหม่ ดื่มน้ำสะอาดที่ต้มสุก ล้างวัตถุดิบประกอบอาหารให้สะอาดก่อนทำอาหาร เป็นต้น

การดูแลสุขภาพ

แม้ว่าเรื่องสภาพอากาศที่แปรปรวนนั้นจะเป็นเรื่องยากที่เราจะควบคุม และมันเป็นปัญหาใหญ่ที่ต้องไปแก้ที่ต้นเหตุจากภาวะโลกร้อน แต่อาการป่วยเหล่านี้สามารถป้องกันได้ หากใส่ใจสุขภาพ ดูแลร่างกายให้แข็งแรง ก็จะช่วยให้มีภูมิคุ้นกันโรคภัยไข้เจ็บได้ ซึ่งเป็นวิธีง่าย ๆ ในการดูแลสุขภาพที่ทุกคนสามารถปฏิบัติตามได้ ดังนี้

1. กินอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะผักผลไม้ เนื่องจากในผักผลไม้มีวิตามินและแร่ธาตุสูง ช่วยป้องกันไข้หวัดได้เป็นอย่างดี

2. ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ นอกจากเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกายแล้ว ยังช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายด้วย

3. กินอาหารปรุงสุกใหม่ กินร้อน ใช้ช้อนกลาง

4. หมั่นล้างมือบ่อย ๆ เพื่อขจัดเชื้อโรคที่ติดมากับมือ

5. รักษาอุณหภูมิของร่างกายให้เหมาะสม สวมเสื้อผ้าให้เหมาะกับสภาพอากาศ

6. หลีกเลี่ยงสถานที่มีคนแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า โรงภาพยนตร์ สวนสนุก

7. หมั่นทำความสะอาดอุปกรณ์เครื่องใช้ต่าง ๆ และเปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเท

8. พักผ่อนให้เพียงพอ การพักผ่อนน้อยจะทำให้ภูมิต้านทานต่ำ