
หลังจากที่ดูซีรีส์ชีวิตวัยรุ่นเพื่อย้อนวัยตัวเองมาหลายเรื่องติด ๆ กัน บอกเลยว่ายังไม่เบื่อ เพราะการย้อนวันวานไปนึกถึงช่วงที่เคยมีความสุขในวันก่อน ๆ มันก็อบอุ่นใจดี แต่ชีวิตเราจะมัวแต่หาความสุขจากเรื่องในอดีตไม่ได้สิ มันต้องมองไปข้างหน้าบ้าง วันนี้ก็เลยถึงคิวซีรีส์ที่ไม่วัยรุ่นอีกต่อไปแล้ว แต่เป็นซีรีส์คนวัยผู้ใหญ่ที่หัวใจวัยรุ่นแทน แถมยังเป็นช่วงวัยที่เรายังไปไม่ถึง (อีกหลายปีมาก ๆ ด้วยกว่าจะถึง) แต่มันก็น่าดูนะ เพราะเรื่องราวที่ซีรีส์เล่าไม่ได้จำกัดว่ามันจะเกิดกับคนในช่วงวัยนั้นเสมอไป มันเกิดได้กับทุกคน รับรองเลยว่าจะเต็มไปด้วยเรื่องราวซาบซึ้งเยียวยาใจ
Thirty-Nine ซีรีส์ใหม่จาก Netflix ที่เข้าต่อ Twenty-Five, Twenty-One ใช้ชื่อภาษาไทยตรงตัวเลยว่า สามสิบเก้า (ช่วงนี้เกาหลีเขาขยันตั้งชื่อซีรีส์เป็นตัวเลขซะจริง) การที่เห็นชื่อซีรีส์เป็นตัวเลขบ่อย ๆ แบบนี้ก็ไม่ต้องคิดเยอะเอาไปกลับหน้า-หลังหรือวิ่งบน-ล่าง งวด 1 มีนาคมนี้หรอกนะ เพราะตัวเลขนี้มันก็เป็นแค่ “อายุ” ของตัวละครหลักของเรื่องเท่านั้น แต่เนื้อเรื่องจะบอกเล่าชีวิตของคนวัยนี้อย่างไรบ้างล่ะ นี่คือสิ่งที่น่าสนใจว่าซีรีส์ประเภทนี้มักจะทำให้คนเราอินตามได้ไม่ยาก เพราะเรามีประสบการณ์บางอย่างร่วมกับตัวละคร ไม่ว่าตอนนี้เราจะอายุมากกว่าสามสิบเก้า สามสิบเก้าพอดีเป๊ะจนเป็นเพื่อนกับตัวละคร หรือจะยังไม่ถึงสามสิบเก้าก็ตามที
Thirty-Nine ซีรีส์เรื่องนี้ว่าด้วยเรื่องราวของแก๊งเพื่อนสาววัย 39 ปี 3 คน ทั้งหมดรู้จักกันมาตั้งแต่อายุแค่ 18 นั่นเท่ากับว่าตลอด 21 ปีที่รู้จักกันมา ว่าพวกเธอผ่านวัยเลข 1 วัยเลข 2 วัยเลข 3 มาด้วยกัน และกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยเลข 4 ไปพร้อม ๆ กันด้วย เวลา 20 ปีมันนานพอให้พวกเธอได้หัวเราะมาด้วยกัน ร้องไห้ฟูมฟายมาด้วยกัน ใช้ชีวิตอย่างบ้าคลั่งในวัยที่เพิ่งเริ่มต้นเป็นผู้ใหญ่เต็มตัวเมื่อเข้าเลข 3 เราจะได้เห็นว่าเธอ 3 คน ใช้ชีวิตแบบคนวัย 30 ตอนปลายกันยังไง

เปิดเรื่องมาก็ฟินสบายตัวสุด ๆ กับฉากร้านนวด เพราะพวกเธออยู่ในวัยที่รู้สึกสบายที่สุดเวลามีคนอื่นมาคลายเส้นให้ เป็นวัยที่ดื่มโซจูแทนโคล่า เป็นวัยที่ต้องใช้เครื่องสำอางมีราคาหน่อยถึงจะแต่งหน้าติด เป็นวัยที่ชอบเข้าซาวน่า เป็นวัยที่ควักเงินจ่ายค่าเหล้าเองไม่ต้องขอพ่อแม่ เป็นวัยที่ขยันไปงานศพแต่เลี่ยงงานแต่งและงานวันเกิดลูกชาวบ้านเพราะตัวเองไม่ได้เงินใส่ซองคืน เป็นวัยที่ได้เจอเนื้อคู่แล้วก็ได้เรียนรู้ที่จะคลั่งรัก และเป็นวัยที่ได้พบกับการจากลาเป็นครั้งแรก เพราะเอาเข้าจริงในวัยแค่ 39 ปี คงไม่มีใครนึกฝันว่าจะได้จัดงานศพให้เพื่อนคนใดคนหนึ่งหรอก จริงไหม?
เรื่องผู้ชาย อย่าบอกให้เพื่อนรู้!
หลาย ๆ คนจะเข้าใจดี ว่าแก๊งเพื่อนหญิงเนี่ยจะครึกครื้น เสียงดัง เฮฮาและวุ่นวายเป็นพิเศษ เมื่อมีใครคนใดคนหนึ่งในแก๊งกำลังมีความรัก ยิ่งถ้าทั้งแก๊งยังเป็นสาวโสดกันทุกคน บวกกับอายุที่มากขึ้นทุกวัน พอจับได้ว่าความรักกำลังก่อตัวขึ้นในใจสมาชิกแก๊งคนใดคนหนึ่ง มันก็จะมีความคึกคะนองเป็นพิเศษนั่นเอง เพราะมีเหรอที่เพื่อนจะอยู่เฉย ๆ ถ้ารู้ว่าเรากำลังเล็งผู้ชายคนนั้นอยู่ ไม่มีทางซะหรอก นี่แหละ สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า “เพื่อน”
คืองี้นะ การที่บอกว่าอย่าบอกให้เพื่อนรู้ ไม่ได้หมายความว่าให้ปิดเป็นความลับจริง ๆ เวลามีความรัก เอาเข้าจริงกับเพื่อนที่สนิทกันมาก ๆ ก็ปิดไม่มิดหรอก และที่สำคัญพวกมันคงน้อยใจแย่ที่เราปิดเรื่องสำคัญแบบนี้ไว้ไม่บอกให้พวกมันรู้เป็นคนแรก ๆ คำพูดนี้เลยเหมือนคำเตือนมากกว่า ให้เราเตรียมรับมือกับความวุ่นวายที่จะเกิดขึ้นเวลาที่เพื่อนรู้ความลับเรื่องความรักของเราเข้า เราจะต้องปวดหัวจนต้องร้องหายางมัดผมกันเลยทีเดียวเชียว

นั่นแหละนะ เพื่อนที่ดีคือเพื่อนที่ชงเราไม่หยุดเวลารู้ว่าผู้ชายคนนั้นเป็นใคร ต้องหาโอกาสจับคู่เสมอจนกว่าความรักของเราจะประสบความสำเร็จ สนับสนุนเราทุกอย่างเพื่อให้เรามั่นใจที่จะมีความรัก ในกรณีที่พวกมันดูโหงวเฮ้งผู้ชายคนนั้นแล้วแล้วบอกว่าผ่าน เชื่อใจได้ จนไว้ใจที่จะฝากชีวิตเราไว้ในมือคนนั้น บางทีก็อาจสร้างสถานการณ์ให้เราได้มีโมเมนต์ฟิน ๆ แล้วพวกมันก็หนีกลับก่อน ทิ้งเราไว้ให้อยู่ตามลำพังกับชายหนุ่ม เรื่องราวต่อจากนั้นเป็นยังไงก็ไปอัปเดตให้พวกมันฟังทีหลัง เป็นความสัมพันธ์แบบอยู่ห่าง ๆ อย่างห่วง ๆ ไม่ล้ำเส้นจนอึดอัด แต่มีอะไรต้องบอกให้รู้

เพื่อนที่ดีไม่ได้อยู่ข้างเราเฉพาะตอนที่เรามีความสุข พวกมันจะวนเวียนอยู่ข้าง ๆ เราเพื่อดูว่าเรายังโอเคหรือเปล่า ความรักไปได้ดีหรือมีแต่ความซับซ้อนและไม่น่าพอใจ ต้องการความช่วยเหลือไหม เวลาที่มีปัญหา ลองส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือดูสิ พวกมันจะมาพร้อมกับลังเหล้าเบียร์ แบบกินกันให้เมาหัวราน้ำไปข้าง พูดกับเราตรง ๆ ว่าทำไมถึงถึงเวลาที่ต้องหยุดความสัมพันธ์นั้นแล้ว รวมถึงคอยอยู่ข้าง ๆ เป็นเดือดเป็นร้อนแทนเสมอเวลาที่เราอกหัก ไม่ว่าเราจะเป็นคนเทเขาหรือโดนเขาเทมา ก็มีเพื่อนนี่แหละที่ไม่ทิ้งกันไปไหน

บอกเลยว่าซีรีส์เรื่องนี้ทำให้เราอินกับชีวิต ความสัมพันธ์ และความงดงามของมิตรภาพมาก ๆ เพราะชะนีแก๊งนี้ก็เหมือนกับแก๊งชะนีที่เจอได้ทั่ว ๆ ไป มันมีความเรียล ความเป็นธรรมชาติ ความมีประสบการณ์บางอย่างร่วมกับตัวละคร แม้ว่าอายุจะยังไม่ถึง 39 ปีก็ตาม เพราะเรื่องความรักมันสามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย และความรักที่มีเพื่อนคอยช่วยสแกน เป็นหูเป็นตา คอยตักเตือน และสร้างโมเมนต์ดี ๆ ให้มันก็เป็นอะไรที่น่าประทับใจ มีระยะห่างที่เว้นให้กันโดยที่ไม่ล้ำเส้น แต่ถ้าต้องการเมื่อไรก็เรียกหาได้ทุกเมื่อ มีเพื่อนดี ๆ แบบนี้จงรักษาไว้ให้ดี
อีกอย่างนะ ซีรีส์เรื่องนี้คือสรรหาทำมาก มันดูเรียลและน่าประทับใจในมิตรภาพของแก๊งเพื่นสาวมากขึ้นไปอีก เนื่องจากการนำนักแสดงที่อายุเท่ากันทั้ง 3 คนมาเล่นเป็นเพื่อนกัน และนักแสดงทั้ง 3 คนก็อยู่ในวัยเดียวกันกับตัวละครด้วย ซนเยจิน ชอนมีโด และคิมจีฮยอน ทั้ง 3 คนเกิดปี 1982 ในปี 2022 นี้ก็จะอายุครบ 40 ปีพอดี (นับสากล) เท่ากับว่าพวกเธอได้ผ่านวัย 39 ปีมาหมาด ๆ รวมถึงซนเยจินออนนี่ก็กำลังจะเข้าสู่ประตูวิวาห์ หน้าตาคนมีความรักนี่ราศีจับมาก เราเลยสัมผัสได้ถึงความงดงามของชีวิตในวัย 39 ปีของตัวละครได้เป็นอย่างดี
แต่ฉันเลิกงานก็เกินสองทุ่มแล้ว
เพราะชีวิตคนเราไม่ได้มีแค่ความรักเท่านั้น ยังมีเรื่องอื่น ๆ ในชีวิตที่ต้องทำ หนึ่งในนั้นก็คือเรื่องการทำงานทำการ มนุษย์ทั่วไปในวัย 39 ปีเนี่ย คือมันไม่ใช่วัยที่เพิ่งจะเรียนจบ ไม่ใช่วัยที่เพิ่งเริ่มต้นทำงานใหม่ ๆ ไม่ใช่วัยที่เพิ่งจะมีงานทำ แต่เป็นวัยที่เริ่มตั้งตัวได้แล้วจากหน้าที่การงานของตัวเอง ชีวิตมีความมั่นคงในระดับหนึ่ง ไม่ได้กระท่อนกระแท่น ล้มลุกคลุกคลาน วุ่นวายกับการตามหาตัวเองเท่ากับวัยยี่สิบปลาย ๆ หรือสามสิบต้น ๆ วัยนี้คือต่อให้ยังหาตัวเองไม่เจอก็ไม่ได้รู้สึกเดือดเนื้อร้อนใจเท่าไร เพราะเรียนรู้วิธีที่จะอยู่กับความเป็นจริงได้แล้ว และหาวิธีอื่นทดแทนให้ตัวเอง

3 สาวในเรื่องมีหน้าที่การงานที่แตกต่างกัน คนหนึ่งเป็นแพทย์ผิวหนัง อดีตเธอเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกรับมาเลี้ยง จนเปิดคลินิกความงามในย่านคังนัมโดยที่ตัวเองนั่งตำแหน่งผู้อำนวยการ ก่อนหน้านี้ใช้ชีวิตแบบหัวหมุนสุด ๆ เพื่อจะมีคลินิกเป็นของตัวเอง ก่อนที่จะอายุเข้าเลข 4 เธอเลยอยากที่จะพักผ่อน ใช้เวลากับสิ่งที่ตัวเองอยากทำสัก 1 ปี เธอเตรียมแผนลาพักร้อนยาว 1 ปี เพื่อไปเรียนต่อด้านการตีกอล์ฟที่อเมริกา แม้ว่าเพื่อนจะพยายามรั้ง โดยมองว่าทำไมต้องไปไกลถึงอเมริกา แต่เธอก็ยังยืนยันที่จะไป เพราะคิดว่ามันต้องไปไกลขนาดนั้นแหละ ถึงจะได้พักผ่อนสมใจอยากจริง ๆ

คนต่อมา เด็กจากต่างจังหวัดที่มีอาชีพเป็นครูสอนการแสดง พ่อแม่เธออยู่ที่ต่างจังหวัด เธอเข้ามาอยู่ในโซลคนเดียว เธอเองเคยมีความฝันอยากจะเป็นนักแสดง แต่ด้วยสถานการณ์บางอย่างเลยต้องมาเป็นผู้สอนแทน ในเวลานี้เธอจึงทำงานเป็นครูสอนการแสดงให้นักแสดงดังในบริษัทเอเจนซีดูแลนักแสดงของ (อดีต) คนรัก ที่เริ่มรู้จักกันในฐานะเป็นรุ่นพี่ของเพื่อนสนิท ความสัมพันธ์ของเธอกับคนรักทำให้เพื่อนรู้สึกอึดอัด เพราะมันไม่เข้ารูปเข้ารอย และเหมือนจะเป็นเรื่องผิดบาป เธอเองก็พยายามที่จะจัดการให้ถูกต้อง แต่ไม่ง่ายเลย

คนสุดท้าย เธอเป็นคนที่ดูนุ่มนิ่มนี่สุดในแก๊ง เธอเป็นผู้จัดการเคาน์เตอร์แบรนด์เครื่องสำอางในห้างสรรพสินค้า เวลาเลิกงานคือเวลาที่ห้างปิด เพราะฉะนั้น เวลาส่วนตัวของเธอจึงไม่ค่อยตรงกับเพื่อนอีก 2 คน ทำให้เธอกลายเป็นคนที่รู้เรื่องของเพื่อนช้ากว่าใครในแก๊งเสมอ เธอเคยเป็นลูกค้าประจำของร้านอาหารร้านหนึ่งที่อยู่ในละแวกบ้าน ด้วยร้านปิดดึก เลิกงานมาก็ยังเจอ ที่นั่นเลยกลายเป็นที่นัดพบของเธอกับแก๊งเพื่อนบ่อย ๆ แต่ต่อมาร้านนั้นได้หายไปและมีร้านอาหารจีนเข้ามาแทนที่ กิจวัตรหลังเลิกงานคือสิ่งที่เรา ๆ คุ้นเคย คือการนอนดูซีรีส์และดื่มเบียร์กระป๋องไปพลาง ๆ
นี่แหละ มันคือชีวิตของคนวัยทำงานที่แท้ทรู ชอบการนำเสนอเรื่องในมุมของผู้หญิงกับการทำงานนะ พวกเธอยังโสดและทำงานกันตัวเป็นเกลียวทุกคน แต่ทุกคนก็ยังอยู่ดีกินดี ยืนได้ด้วยลำแข้งตัวเอง ทุกคนมีหน้าที่ที่ต้องทำ มีเรื่องต้องรับผิดชอบ แม้ว่าชีวิตจะมีอะไรให้ทำสารพัด มีเรื่องยุ่งวุ่นวายมากแค่ไหน แต่เพื่อนก็ยังแบ่งเวลาให้กันเสมอ ตอนอายุ 18 เคยเที่ยวเล่นกันยังไง ตอนอายุจวนจะ 40 ก็ยังเที่ยวเล่นกันแบบเดิม
แม้ว่าความสัมพันธ์ของแก๊งนี้จะเริ่มต้นด้วยความเข้าใจผิดช่วงม.ปลาย แต่ใครจะคิดว่าพวกเธอจะรักและคบกันยืนยาวมานาน 21 ปีแบบนี้ เป็นเพื่อนที่เหมือนครอบครัว คำนั้นยังน้อยไปเลยด้วยซ้ำ การแบ่งเวลางานกับเวลาส่วนตัวพวกเธอทำได้ดีมาก ทั้งที่ทุกคนมีงานมีการต้องทำ แต่ยังหาเวลามาเฮฮาสังสรรค์กันได้ตลอด ชวนไปไหนก็ไปแม้ว่าจะอิดออดอยู่บ้าง ทะเลาะกันตีกันเสมอ แต่กระพริบตาทีเดียวก็ดีกัน ไม่สนิทจริงทำไม่ได้นะแบบนี้
ในวัยหนุ่มสาว ความตายคือเรื่องไกลตัว
ใครที่คิดว่ากำลังจะดูเรื่องนี้ ขอเตือนว่าให้เตรียมน้ำตา เตรียมทิชชู่ เตรียมตับพังให้พร้อม เพราะมันจะมีซีนดราม่าโผล่มาอยู่ตลอด โดยเฉพาะความสัมพันธ์ของ 3 สาวเพื่อนรัก พวกเธออยู่ด้วยกันมานาน จนไม่เคยคิดว่าอาจมีวันใดวันหนึ่งที่ต้องแยกจากกันไปก่อนวัยอันควร เรื่องหนึ่งที่เราคงไม่คิดในวัยที่ยังหนุ่มยังสาวคือความตาย จากเรื่องตลกในวงเหล้าที่นั่งเถียงกันว่าเวลาที่ตัวเองตายใครจะทำศพให้ ในเมื่อยังไม่ได้แต่งงานมีลูกมีสามี ถ้ายังอยู่กันแบบนี้จนถึงวัยที่ต้องแก่ตาย ถึงตอนนั้นพ่อแม่ก็คงไม่อยู่แล้ว พี่น้องก็คงเอาแน่เอานอนไม่ได้ นั่นสิ แล้วใครจะจัดงานศพให้เราล่ะ?

3 สาวเป่ายิ้งฉุบกันเพื่อหาคนที่จะมีชีวิตอยู่นานที่สุด หาคนที่ต้องอยู่จัดงานศพให้เพื่อนก่อนแล้วตัวเองค่อยตาย มันอาจเป็นเรื่องขำ ๆ ที่คุยเล่นกัน เป็นเรื่องที่เครียดที่สุดเมื่อพูดถึงความตายในวัยที่ยังไม่ถึงเวลาที่ต้องตาย แต่จริง ๆ แล้วมันก็น่าเศร้านะสำหรับคนที่อายุยืนที่สุดนะ ต้องมาเห็นเพื่อนแก่ตายหายไปทีละคน ต้องเข้มแข็งและโดดเดี่ยวขนาดไหนที่ต้องจัดงานศพให้เพื่อนสนิทตัวเอง คนที่เคยร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมาตั้งหลายปี สำหรับคนที่ยังอยู่ ไม่มีใครอยากสูญเสียคนที่รักไป และที่สำคัญ ใครจะจัดงานศพให้เพื่อนที่อายุยืนที่สุดล่ะ ในเมื่อเพื่อนคนอื่นตายไปหมดแล้ว
เรื่องที่ไม่เคยคิดเคยฝันเลยสักครั้งเดียวอาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ และจะเกิดขึ้นมาเมื่อไรก็ได้ ความน่ากังวลก็อยู่ตรงที่เพราะเราไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะเจอกับตัวเอง หากวันใดวันหนึ่งเราเกิดรู้ว่าเพื่อนรักที่คบหากันมาตั้งหลายปีกำลังเหลือเวลาอีกไม่มากบนโลกใบนี้ หรือเรากำลังรู้ตัวว่าต้องบอกข่าวร้ายกับเพื่อน ๆ ให้ได้รู้ล่วงหน้าไม่นานนักว่าเรากำลังจะตาย ไม่ว่าจะกรณีไหนก็เจ็บปวดและบีบหัวใจไม่แพ้กัน เวลาเพียงเสี้ยววินาทีก็มีความหมายมาก เพียงแค่จะช่วยยืดเวลาให้เราได้ใช้ชีวิตอยู่กับคนที่เรารักและรักเรามากขึ้นอีกสักนิด
ชีวิตมักจะเล่นตลกกับเราด้วยการโยนแบบทดสอบอันหนักหน่วงมาให้เราเสมอ หลาย ๆ คนน่าจะได้เห็นมุกตลกที่เป็นมีมกระจายอยู่ทั่วทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียผ่านตากันมาบ้าง มุกที่ว่า “ฉันเป็นคนสู้ชีวิต แต่ชีวิตก็สู้ฉันกลับ” มันเป็นเรื่องที่โคตรจะจริง เหมือนชีวิตไม่ค่อยอยากเห็นใครมีความสุขนาน ๆ จนต้องปาเรื่องเลวร้ายใส่ให้ได้ลิ้มรสความทุกข์ทรมานดูบ้าง ขณะเดียวกันเราก็เคยคิดเลยสักครั้งเดียวว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดกับตัวเราหรือคนใกล้ตัวเรา

แม้เราจะไม่ใช้ชีวิตอย่างประมาท และพร่ำบอกกับตัวเองเสมอว่าจงใช้ชีวิตให้เต็มที่ในทุกวัน ใช้ชีวิตราวกับไม่มีพรุ่งนี้ ราวกับไม่มีความเศร้า เพื่อที่ว่าเกิดตายไปกะทันหันจะได้ไม่เสียใจ แต่เราก็ไม่รู้เลยว่าช่วงชีวิตที่เราจะได้ใช้ชีวิตของเราเนี่ยมันคือช่วงไหนกันแน่ เพราะช่วงเวลาของแต่ละคนไม่เท่ากัน บางคนอาจได้เริ่มใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองชอบในวัยยี่สิบต้น ๆ แต่หลายคนล่วงเลยมาจนจะสี่สิบแล้วก็ยังไม่ได้โอกาสนั้นเลยด้วยซ้ำไป ในขณะเดียวกันเราจะตายเมื่อไรก็ไม่รู้ด้วย
ในเมื่อเราเองก็ไม่รู้เหมือน ๆ กันว่าจะจากโลกนี้ไปเมื่อไร จงตัดสินใจที่จะอยู่กับปัจจุบันซะเถิด แม้ว่าจะยังไม่ได้ใช้ชีวิตในแบบที่ชอบ แต่จงทำมันให้มีความสุข เพราะเราไม่รู้ว่าจะได้มีโอกาสมีความสุขอีกนานแค่ไหน ในวันนี้ “อย่ามองย้อนกลับไป เรื่องที่น่าเสียดาย เรื่องที่ไม่ได้ทำ เรื่องที่เราอยากทำ มาทำและสนุกกับทุกอย่างกันดีกว่า” นี่เข้าใจมาก ๆ ว่าทำไมคนป่วยหลาย ๆ คนถึงเลือกที่จะปฏิเสธการรักษาเมื่อตัวเองป่วยเป็นโรคร้าย เพราะประเมินแล้วว่าโอกาสรอดมามันมีอยู่น้อย สู้ใช้เวลาที่เหลืออยู่อย่างน้อยนิดอย่างสนุกสุดเหวี่ยงกับคนที่เรารักและรักเราอย่างเต็มที่ดีกว่า

“ฉันไม่อยากนอนอยู่ในห้องคนป่วยจนวันตาย” “ต่อให้อยู่ได้แค่อีกวัน ฉันก็อยากใช้ชีวิตอย่างคนทั่วไป” นี่คือเหตุผลของคนที่เลือกที่จะปฏิเสธการรักษา แค่อยากใช้ชีวิตแบบธรรมดาจนลมหายสุดท้าย ชีวิตที่แม้จะเหลืออยู่อย่างจำกัด แต่คนป่วยระยะสุดท้ายก็สามารถร่าเริงและมีความสุขที่สุดได้ หากคนรอบข้างพร้อมที่จะอยู่ข้าง ๆ และมีความสุขไปด้วยกัน เราจะได้เห็นมิตรภาพอันลึกซึ้งของเพื่อน ที่พร้อมจะทิ้งทุกอย่างเพื่อจะมายืนอยู่ข้าง ๆ และใช้ชีวิตที่เหลือไปด้วยกันให้สุดเหวี่ยงกันไปข้าง ก่อนที่เพื่อนคนหนึ่งต้องจากไป
โชคใหญ่ที่ได้มาครั้งแรกในชีวิต ถ้ามันจะทำให้เราได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่เรารักนานขึ้นอีกนิด เราก็พร้อมจะยกโชคนั้นให้เขาไป เพราะการมีเขาอยู่ในชีวิตก็คือโชคใหญ่ที่เราไม่เคยนึกฝันมาก่อน นี่แหละคือมิตรภาพอันอบอุ่นที่หาได้จากซีรีส์เรื่องนี้ ระวังซีรีส์เรื่องนี้จะทำให้คุณน้ำตานองหน้า ด้วยเจ็บปวดและอบอุ่นกับการได้เห็นชีวิตของเพื่อนรัก 3 คนที่กำลังอยู่ในวัย 39 ปี ❸❾






























