Home Inspiration My Dear มีเดีย My Fair Lady กับศีลธรรมอันซับซ้อนของ “ชนชั้นกลาง”

My Fair Lady กับศีลธรรมอันซับซ้อนของ “ชนชั้นกลาง”

ว่ากันว่า ถ้ามีเรื่องบังเอิญเกิดขึ้นกับคุณ ให้รอถึงครั้งที่สาม เพราะมันจะไม่ใช่ความบังเอิญแต่เป็นสิ่งที่คุณต้องหาคำตอบ และสัปดาห์ที่ผ่านมาผู้เขียนได้รับฟังและพูดคุยกับถึงภาพยนตร์เรื่อง My Fair Lady ที่มาจากบทละคร Pygmalion ถึงสามครั้งในสามกลุ่มที่แตกต่างกัน

My Fair Lady ภาพยนตร์ที่ถ่ายทอดเรื่องราวของหญิงสาวขายดอกไม้ ที่มีปูมหลังครอบครัวมาจากชนชั้นกรรมาชีพ เมื่อเธอได้เจอกับนักภาษาศาสตร์ที่มาจากชนชั้นกลางรายได้สูง จึงกลายเป็นที่มาของการปั้นเด็กสาวจากสลัมให้กลายเป็นดาวเด่นของวงสังคมไฮโซไซตี้

การที่ได้ยินผู้คนในแวดวงของตนเอง พูดถึง My Fair Lady ถึงสามกลุ่ม ทำให้ผู้เขียนเองสนใจว่าช่วงเวลานี้คนชนชั้นกลาง ไม่ว่าจะกลางสูงและกลางต่ำนั้น อาจกำลังมีความปริวิตกสถานะของตนเองกันอยู่ เพราะสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันที่หลายอาชีพต้องต่อสู้และมีความกังวลใจเป็นอย่างมากกับรายได้และความเปลี่ยนแปลงระดับสึนามิ ที่กำลังจะถาโถมเข้าสู่โลกในปี 2022

ภาพยนตร์ My Fair Lady นั้นเรียกได้ว่าเป็นภาพยนตร์ที่พูดถึงชนชั้นและการก้าวข้ามชนชั้นอย่างชัดเจน ถูกฉายอย่างเป็นทางการในปี 1964 ช่วงเวลาที่วงสังคมในยุโรปจำแนกผู้คนเป็นระดับชั้น และภาพยนตร์เพลงเรื่องนี้ก็ยังให้เจ้าหญิงแห่งฮอลีวูด มารับบทหญิงสาวขายดอกไม้ผู้มีสำเนียงอังกฤษผิดเพี้ยน นำแสดงโดย ออร์เดรย์ แฮพเบิร์น ที่รับบทเป็น Eliza หญิงสาวขายดอกไม้จากชนชั้นกรรมาชีพ ที่ถูกขัดสีฉวีวรรณ ให้กลายเป็นสาวไฮไซโดยนักภาษาศาสตร์ที่แสดงโดย เร็กซ์ แฮริสัน

นอกเหนือจากเพลงไพเราะที่อยู่ในภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว การพูดถึงชนชั้นในสังคมและการเหน็บแนม ชนชั้นกลาง อันเป็นชนชั้นที่เรื่องมากที่สุดในสังคมก็แทรกอยู่ในช่วงเนื้อเรื่อง เพราะความที่ชนชั้นกลางที่กลายเป็นชนชั้นที่กลับไม่ได้ไปไม่ถึงและพยายามจะสร้างศีลธรรมประจำชนชั้นตนเองที่ดูจะมากเกินไปสำหรับชนชั้นกรรมาชีพ หากกลายเป็นเรื่องน่าขบขันสำหรับชนชั้นสูง

ช่วงหนึ่งของภาพยนตร์ เมื่อ Mr. Doolittle พ่อของ Eliza ต้องถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องและปรับสถานะจากชนชั้นกรรมาชีพ ให้กลายมาเป็นชนชั้นกลาง เขาพูดกับ Eliza ว่า “เขาไม่อาจทนกับศีลธรรมของชนชั้นกลางได้” นั่นเพราะ Mr. Doolittle ใช้ชีวิตอยู่ในระดับกรรมาชีพ อันเป็นชนชั้นแรงงานที่สนใจเรื่องทำมาหากินของตนเองแบบวันต่อวัน ขณะที่ชนชั้นสูงนั้นไม่สนใจใครอยู่แล้วและจะอยู่แต่ในวงสังคมของตนเอง

Mr. Doolittle นั้นใช้แรงกายแลกเงินเพื่อประทังชีวิตมากกว่าไปขอเงินจากใคร ศีลธรรมของพวกเขาไม่ซับซ้อน เขาอยู่กินกับผู้หญิงได้เลยโดยไม่ต้องแต่งงาน ทุกวันหลังเลิกงานเข้าร้านเหล้า ไม่จำเป็นต้องไปโบสถ์ทุกวันอาทิตย์พวกเขามีชีวิตอยู่เพื่อใช้ชีวิต แต่คนชั้นกลางกลับมองว่าสิ่งที่ Mr. Doolittle ทำนั้นเป็นเรื่องผิดศีลธรรมอย่างร้ายแรง

การเสียดสีชนชั้นในสังคมจากภาพยนตร์เรื่องนี้มีความน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะคำว่า “ศีลธรรมของชนชั้นกลาง” ทำให้เห็นว่าทุกวันนี้ที่ออกมาเรียกร้องกันมากมาย หรือแม้แต่การโชว์ความร่ำรวย หรือ ชีวิตที่ได้ติดอยู่ในเทรนด์ แล้วโชว์กันตามโซเชียลมีเดีย นั้นส่วนใหญ่แล้วคือชนชั้นกลาง ทั้งแบบรายได้สูงและรายได้ต่ำ

เมื่อมองกลับมาที่บ้านชนชั้นกลาง ก็คือสังคมปัจจุบันในเมืองไทย ซึ่งธนาคารโลกเคยเผยตัวเลขออกมาในรายงานเมื่อปี 2020 ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจของไทยนั้นทำให้เกิดคนชั้นกลางขึ้นเป็นกลุ่มใหญ่และเป็นกลุ่มขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และนั่นทำให้เสียงของคนชั้นกลางดังขึ้นเรื่อย ๆ หากแต่ “ศีลธรรมของชนชั้นกลาง” นั้นกลับกลายเป็นความพยายามที่จะ “เปลี่ยนคนข้างล่าง และพร้อมจะรับใช้คนข้างบน”

คนชั้นกลางมักจะมองไปยังคนชั้นกรรมาชีพด้วยความสงสาร คิดว่าพวกเขาลำบากเพราะความจน ไม่สามารถซื้อของฟุ่มเฟือยได้เหมือนตนเอง ขณะเดียวกัน “ศีลธรรมของชนชั้นกลาง” ยังตัดสินวิถีในการดำเนินชีวิตของคนชั้นกรรมาชีพ ว่าเป็นทางที่ผิดต้องทำแบบพวกเขาจึงจะถูก แต่พอเอาเข้าจริง ๆ ในขณะที่คนในระดับดังกล่าวอาจไม่ได้ต้องการความสงสารขนาดนั้น และออกจะมีความสุขดีกับชีวิตในแบบที่พวกเขาเป็น

และในทางกลับกัน คนชั้นกลางก็มีความเครียดมากกว่าคนทุกชนชั้น เพราะต้องมานั่งคิดว่าทำอย่างไรให้รวยขึ้น และทำอย่างไรไม่ให้ตกไปอยู่ในระดับชนชั้นกรรมาชีพ กลายเป็นว่าคนชั้นกลางต่างหากที่มองคนอื่นด้วยสายตาของตนเอง และใช้ศีลธรรมของตนเองในการตัดสินว่าผู้อื่นจะเป็นสุขหรือ ทุกข์ ทำในสิ่งที่ดีหรือไม่ดี ในขณะที่คนข้างบนหรือข้างล่างนั้นไม่ได้สนใจในสิ่งที่คนชั้นกลางพยายามจะบอกเลยแม้แต่น้อย

ขณะเดียวกันเราก็ยังได้เห็นคนชั้นกลางที่พยายามจะปรับตนเองเหมือนกับ Eliza ขึ้นไปอยู่ในสังคมชั้นสูง แต่ดูเหมือนว่าจะทำได้ไม่ดีเท่ากับ Eliza เพราะในสังคมชั้นสูงนั้นไม่ได้แค่มีเงินหรือคอนเนกชันเท่านั้น หากแต่คุณต้องมีปูมหลังที่จะถูกนับให้เป็น “พวกเดียวกัน” เข้าไปด้วย มิเช่นนั้นแล้วแม้ว่าจะได้อัป Status ไปอยู่ตรงนั้นได้ สถานะของคนชั้นกลางในแวดวงของคนเหล่านั้นก็เป็นได้แค่การต่อยอดความสำเร็จ หรือเครื่องมือในการประชาสัมพันธ์ของกลุ่ม ถ้าแย่หน่อย ก็เป็นได้แค่ถุงเงิน ที่คนเหล่านั้นสามารถใช้ให้เป็นนายทุนโดยที่พวกเขาไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียว

ตามรายละเอียดในรายงานของธนาคารโลกที่เผยแพร่เมื่อปี 2020 เกี่ยวกับการพัฒนาเศรษฐกิจในเมืองไทย และทำให้คนในประเทศนั้นมีรายได้ที่ดีขึ้นนั้น นับว่ามีตัวเลขที่ดีสำหรับชนชั้นกลางที่เพิ่มมากขึ้น ทั้งชนชั้นกลางรายได้สูงที่หมายถึงผู้ที่ประกอบธุรกิจของตนเองจนประสบความสำเร็จ หรือเป็นผู้บริหารระดับสูง ชนชั้นกลางต่ำอันหมายถึงคนที่จบในระดับปริญญาตรีและเป็นพนักงานในองค์กรหรือข้าราชการ ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้เป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ และเป็นกลุ่มที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจและเสียภาษี

แต่ดูเหมือนว่า คนชั้นกลางในเมืองไทยจะเป็นผู้ที่ขับเคลื่อนให้เกิดความวุ่นวายในสังคมเวลานี้ด้วย และกลายเป็นว่าพวกหนึ่งก็เอาชนชั้นกรรมาชีพมาเป็นพวก ขณะที่อีกกลุ่มก็คิดว่าคนชั้นสูงหนุนหลัง (ทั้งที่จริง ๆ แล้วแค่ถูกเลี้ยงไว้ใช้) ประกอบกับศีลธรรมอันซับซ้อนที่พยายามจะทำให้ตัวเองแตกต่าง ทุกวันนี้เราจึงได้เห็นดราม่ามากมาย ได้เห็นการต่อสู้ทางความคิดทีไม่รู้ว่าจะไปจบตรงไหน

ในภาพยนตร์ My Fair Lady นั้นจบแบบแฮปปี้ เอนดิ้ง ที่นางเอกได้กลับมาเจอกับพระเอก ขณะที่บทละครดั้งเดิมของ จอร์จ เบอร์นาร์ด ชอว์ (Pygmalion) นั้น Eliza ที่เชื่อในความเป็นมนุษย์และการใช้ชีวิตแบบไม่ต้องปรุงแต่งในเรื่องของชนชั้น ได้เดินออกจากชีวิตพระเอกไปอย่างมาดมั่น ซึ่งการเปลี่ยนตอนจบในภาพยนตร์นั้นก็เพื่อเอาใจชนชั้นกลางที่เป็นลูกค้ากลุ่มใหญ่ของการชมมหรสพ เป็น Eliza ที่ซื่อสัตย์ต่อความรู้สึกและความรักของตนเองอันเป็นความรู้สึกในฝันของเหล่าชนชั้นกลางที่ไม่เคยมีอยู่จริง (ฮา)

เอาเป็นว่าไปลองหา My Fair Lady มาชมกันดูแล้วกันค่ะ แต่ถ้าหาไม่เจอ ชมละครไทยที่มีอยู่ก็ได้เพราะส่วนใหญ่แล้ว พล็อตเรื่องไม่ได้หนีไปจาก My Fair Lady สักเท่าไร ส่วนคนเขียนคอลัมม์ที่เป็นคนชั้นกลาง ขอนั่งงง ๆ ในสังคมแบบนี้ต่อไป เพราะเป็นชนชั้นกลางที่ยังไม่รู้เลยว่าทำตามศีลธรรมอันซับซ้อนของสังคมที่ตนเองอยู่ได้ครบหมดหรือยัง (ฮา)

แล้วพบกันใหม่สัปดาห์หน้าค่ะ