Home Work & Living Living เมื่อระบบและสังคมให้โอกาสนักล่า “เหยื่อ” จึงกลายเป็นเด็กที่ป้องกันตัวเองไม่ได้

เมื่อระบบและสังคมให้โอกาสนักล่า “เหยื่อ” จึงกลายเป็นเด็กที่ป้องกันตัวเองไม่ได้

“ฉันโทษ ลาร์รี่ย์ นาสเซอร์ กับพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศนักกีฬายิมนาสติกที่เขาดูแล และขอกล่าวโทษระบบที่ปล่อยให้ นาสเซอร์ ได้มีโอกาสกระทำกับเด็กที่เป็นนักกีฬา ระบบที่มีหลายคนรู้ถึงการกระทำของนาสเซอร์แต่ยังปล่อยให้เขาอยู่ในทีม นั่นก็เท่ากับว่าพวกคุณไม่ได้ปกป้องเราแต่กลับยืนมองพวกเราที่เป็นเหยื่ออย่างเฉยเมย”

ซิโมเน่ ไบลส์ นักยิมนาสติกทีมชาติสหรัฐฯ เจ้าของเหรียญโอลิมปิกได้กล่าวหลังจากขึ้นให้การกับวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ​ต่อพฤติกรรมล่วงละเมิดทางเพศของแพทย์ประจำทีมยิมนาสติกสหรัฐฯ ลาร์รี่ย์ นาสเซอร์ ซึ่งถูกศาลพิพากษาจำคุก 175 ปี ฐานล่วงละเมิดทางเพศเด็กสาวและหญิงสาวกว่า 160 คน ซึ่งรวมถึงนักยิมนาสติกเหรียญทองโอลิมปิกหลายรายเมื่อปี 2561

คำกล่าวที่น่าคิดต่อมาของ ไบลส์คือ “ถ้าคุณปล่อยให้นักล่าทั้งหลายมีโอกาสที่จะล่วงละเมิดทางเพศเด็ก จากที่ต้องคอยปกป้องเด็ก จะกลายเป็นว่าคุณได้เอาเด็กเป็นเครื่องสังเวยทางเพศให้กับเหล่านักล่าพวกนั้น”

เมื่อคนใกล้ชิดเด็กกลายเป็นผู้คุกคามทางเพศเด็ก

เพราะเด็กไม่สามารถป้องกันตนเองได้ และเด็กในที่นี้ไม่ได้หมายถึงเด็กเล็กอย่างเดียว เด็กในระดับเยาวชนที่อยู่ในช่วงวัยรุ่นก็ยังไม่สามารถป้องกันตนเองได้ด้วยอ่อนด้อยประสบการณ์ และไม่สามารถแยกแยะได้ว่าคนที่เข้าหานั้นจะเข้ามาในทางร้ายหรือทางดี

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับทีมยิมนาสติกสหรัฐฯ ไม่ใช่เหตุการณ์ครั้งแรกที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ หากแต่ไม่อาจนับครั้งได้ และ ไม่ใช่ว่าจะเกิดกับเด็กผู้หญิงอย่างเดียว เด็กผู้ชายก็มีโอกาสที่จะถูกเหล่านักล่าที่มีความวิปริตทางจิตคุกคามทางเพศเช่นกัน

ทั้งนี้คนที่มีโอกาสเข้าถึงตัวเด็กส่วนใหญ่แล้วจะเป็นคนที่ใกล้ชิดกับเด็กหรือคนในครอบครัว โดยลักษณะการเข้าหาจะมีทั้งในรูปแบบข่มขู่เด็กไม่ให้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร หรือมาในรูปแบบของการให้ของตอบแทนเพื่อให้เด็กลืม หรือ ไม่เล่าเรื่องให้กับผู้ปกครองฟั

สอนให้เด็กป้องกันตนเอง และไม่ตกเป็นเหยื่อให้กับนักล่า

คำกล่าวของ ซิโมเน่ ที่ให้การกับวุฒิสมาชิกสหรัฐฯ นั้นแสดงให้เห็นชัดเจนว่าเด็กไม่อาจป้องกันตนเองได้ แม้จะรู้ว่า พฤติกรรมของ ลาร์รี่ย์ นาสเซอร์ เป็นเรื่องที่น่ารังเกียจ เพราะพวกเขาไม่รู้จะพึ่งใครในเวลานั้น เนื่องจากระบบของวงการกีฬาที่ให้ค่ากับ นาสเซอร์ ถึงขนาดเรียกว่า “หมอเทวดา” และคนแบบนี้มีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อยในสังคม เด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ มักถูกขู่ว่า “ถึงไปบอกคนอื่นก็ไม่มีใครเชื่อและพวกเธอจะหมดอนาคต”

ด้วยสถานการณ์ในลักษณะนี้ ผู้ปกครองต้องเป็นฝ่ายสร้างเกราะป้องกันให้ลูกของตนเอง ด้วยการสอนให้เด็กรู้ว่า พฤติกรรมแบบไหนบ้างที่ไม่ควรเกิดขึ้นกับเนื้อตัวพวกเขา และบอกเด็กทุกครั้งว่าเมื่อมีใครมีพฤติกรรมแปลก ๆ ในการมาถูกเนื้อตัวพวกเขาให้บอกพ่อแม่ทันที ไม่ว่าคนนั้นจะเป็นใครก็ตาม สนิทสนมกับพ่อแม่มากแค่ไหนก็ไม่มีข้อยกเว้น รวมไปถึงการไม่รับของจากคนแปลกหน้า หรือแม้แต่คนที่ครอบครัวสนิทสนมด้วยถ้าไม่ได้รับอนุญาต หรืออยู่ในสายตาของพ่อแม่

การปลูกฝังให้เด็กรู้จักป้องกันตนเองด้วยวิธีข้างต้นนั้น จะช่วยป้องกันเด็กได้ระดับหนึ่ง แต่ผู้ปกครองเองก็ต้องคอยสังเกตอาการของบุตรหลานด้วยเช่นกัน

ข้อปฏิบัติจากมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก เมื่อต้องให้ความช่วยเหลือเด็กที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ

  • เมื่อเด็กแสดงท่าทีว่าต้องการบอกเล่าเรื่องราวที่เขารู้สึกว่าเป็นปัญหาหรืออยากขอความช่วยเหลือให้รับฟังทันที
  • แม้ว่าเรื่องราวที่เด็กเล่าจะเป็นเรื่องร้ายแรงจนเหลือเชื่อ ก็ขอให้ตั้งสติรับฟังเรื่องราวอย่างสงบเพื่อให้เด็กมั่นใจว่าช่วยเหลือได้
  • กรณีที่เด็กไม่สามารถบอกเล่าได้อย่างต่อเนื่องเพราะปัญหาด้านจิตใจหรืออารมณ์ คอยปลอบโยน ให้กำลังใจเด็ก อย่าขัดหรือโต้แย้งเด็ก เพราะจะทำให้เด็กเข้าใจว่าเราไม่เชื่อ ไม่รับฟังเรื่องที่เกิดขึ้น ปล่อยให้เด็กพูดทั้งหมดที่เขาต้องการบอกเล่าก่อน แล้วจึงค่อยซักถามในรายละเอียดที่เรารู้สึกว่ายังไม่ชัดเจน
  • แม้เด็กจะไม่เล่าว่าผู้กระทำคือใคร ก็ไม่ต้องไปคาดคั้น แต่สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับเหตุการณ์ก่อนหน้าที่เด็กจะถูกกระทำ เพื่อกำหนดวงผู้ต้องสงสัย
  • วิเคราะห์ข้อมูล พิจารณาว่าเป็นความจริงหรือไม่ หากเป็นเรื่องที่ไม่จริง รายละเอียดในการเล่าแต่ละครั้งจะไม่ตรงกัน ไม่ปะติดปะต่อ หากเป็นเรื่องจริง ให้แจ้งหน่วยงานเกี่ยวข้องให้ช่วยเหลือหรือแจ้งตำรวจทันทีหากทราบรายละเอียดแล้ว
  • ระหว่างนี้พาเด็กไว้ในที่ปลอดภัย และมีหลักประกันให้เด็กว่าจะสามารถใช้ชีวิตตามปกติได้อย่างปลอดภัย รวมถึงเก็บรวบรวมหลักฐานจากสถานที่และร่องรอยจากตัวเด็ก
  • พาเด็กไปตรวจรักษา (อาจร่วมกับหน่วยงานที่เข้ามาให้การช่วยเหลือ หรือพาเด็กไปตรวจเองก่อนเพื่อความรวดเร็ว) เพื่อรวบรวมหลักฐาน ห้าม!!! ชำระร่างกายเด็กก่อนตรวจรักษาเป็นอันขาด เพราะจะทำให้ไม่พบร่องรอยที่จะเป็นหลักฐานในการเอาผิดผู้กระทำ หากถูกกระทำผ่านมาหลายวันแล้วก็ควรที่จะตรวจรักษาเพื่อป้องกันโรคติดต่อและตรวจสอบการตั้งครรภ์ด้วย

พบเห็นปัญหาแจ้งเหตุได้ที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็ก 0-2412-1196 (ในเวลาราชการ) หรือศูนย์ช่วยเหลือสังคม 1300 (ตลอด 24 ชั่วโมง)

ข้อมูลประกอบและเรียบเรียง

https://www.bbc.com/news/world-us-canada-58573887
https://www.thaichildrights.org/