ป้ายประกาศรับสมัครงานของร้านอาหารและโรงแรมขนาดกลางบนเส้นทางเลียบด่วนเอกมัย-รามอินทรา อาจเป็นสัญญาณเริ่มต้นของความผันผวนในตลาดแรงงานไทยที่น่าจะเกิดขึ้นในระยะเวลา 2 ปีต่อจากนี้ จากผลการระบาดของ โควิด-19
การระบาดในเมืองไทยนั้นมาหนักหนาเอาในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมาและสืบเนื่องอย่างยาวนานมจนถึงเดือนสุดท้ายของไตรมาสที่สาม อันส่งผลให้สถานประกอบการที่อยู่ในเกณฑ์ที่ต้องหยุดให้บริการ มีการเลิกจ้างพนักงานเป็นจำนวนมาก ทั้งพนักงานร้านอาหาร พนักงานโรงแรม ช่างผม เทรนเนอร์ฟิตเนส พนักงานร้านนวดแผนไทยและสปา รวมไปถึงงานบริการต่าง ๆ ที่ต้องสัมผัสใกล้ชิดกับลูกค้า
หลังจากการระบาดระลอกสาม มีการอพยพแรงงานกลับถิ่นฐานบ้านเกิดจำนวนมาก ระยะเวลาเกือบ 6 เดือน ทำให้แรงงานเหล่านี้ต้องหาทางเอาตัวรอดให้ได้ ส่วนหนึ่งกลับไปเป็นเกษตรกรตามบรรพบุรุษ อีกส่วนหันไปหาอาชีพใหม่ หรือเริ่มกิจการใหม่ในบ้านเกิดไปเลย ดังนั้น ภาพของแรงงานหลังจากโควิด-19 เริ่มซาลงซึ่งน่าจะเป็นช่วงปลายปี (ตามการประเมินของกรมควบคุมโรค) จะเกิดภาพอย่างไรบ้างกับตลาดแรงงานในกทม.
แรงงานภาคบริการจะขาดแคลนอย่างหนัก
ในช่วงที่มีการระบาดระลอกสามนั้น แรงงานทั้งไทยและต่างด้าวต่างพากันบ่ายหน้ากลับบ้านเกิด เพราะไม่มีงานให้ทำแล้วในพื้นที่เมืองหลวง หรือเมืองที่มีโรงงาน รวมไปถึงจังหวัดที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวขนาดใหญ่
หากสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลายในช่วงไตรมาสที่สี่จริง ธุรกิจบริการ อาทิ ร้านอาหาร ร้านตัดผม สปา ร้านนวด ฟิตเนส รวมไปถึงโรงแรม จะคลาดแคลนแรงงานเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเจ้าของกิจการมีทุนไม่เพียงพอต่อการจ้างแรงงานจำนวนมากเหมือนในอดีต อีกส่วนคือไม่รู้จะไปหาคนงานจากที่ไหน เพราะส่วนใหญ่กลับไปบ้านเกิดและหันไปทำงานอื่นกันหมดแล้ว
เมื่อแรงงานในภาคบริการขาดแคลน ส่งผลกระทบต่อเจ้าของกิจการ สิ่งที่ตามมาคือการให้บริการกับลูกค้าที่คาดว่าจะเป็นคนไทยเกือบ 70 เปอร์เซ็นต์นั้น ไม่เป็นไปตามที่ต้องการและอาจมีการนำเข้าแรงงานเถื่อนจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาขัดตาทัพ ซึ่งอาจไม่ส่งผลดีนักต่อภาคธุรกิจโดยรวม
การฟื้นตัวของเจ้าของกิจการเป็นไปได้ช้า
ธุรกิจขนาดกลาง เล็ก หรือ SMEs ในไทยนั้นไม่สามารถประกอบกิจการด้วยการมีเพียงเจ้าของกิจการเพียงคนเดียวได้ เพราะแรงซื้อนั้นสูงขึ้นทุกปี ขณะที่โควิด-19 ส่งผลกระทบต่อลูกจ้างที่หายไป นายจ้างเองก็ได้รับผลกระทบจากรายได้ที่หายไปเช่นกัน มีการคาดการณ์ว่าผู้ประกอบการ SMEs ไทยจะล้มหายไปจากธุรกิจบริการมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์
ซึ่งเท่ากับว่าความต้องการของผู้บริโภคจะไม่ได้รับการตอบรับเหมือนเดิม เพราะผู้ประกอบการบางรายก็ไม่สามารถรับงานจำนวนมากได้เช่นในอดีตด้วยทุนที่ต้องกลับมาสะสมกันใหม่ รวมไปถึงการฝึกหัดลูกจ้างรุ่นใหม่ให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพได้เท่ากับลูกจ้างในยุคก่อนโควิด-19
มีผู้ประกอบการขนาดเล็กหน้าใหม่เพิ่มขึ้น
ข้อดีที่พอจะเกิดขึ้นได้หลังจากมรสุมโควิด-19 อ่อนแรงลง คือผู้ประกอบการขนาดเล็กหน้าใหม่จะเกิดขึ้นเป็นดอกเห็ด เพราะประสบการณ์ของคนที่เป็นลูกจ้างหลายคนสามารถพัฒนาขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการได้ ขณะเดียวกันลูกจ้างเหล่านี้มีประสบการณ์ในการเอาตัวรอดช่วงโรคระบาดด้วยการใช้ความสามารถหรือความชำนาญเฉพาะตัวรับงานกับลูกค้าโดยตรง และไม่จำเป็นต้องมีออฟฟิศหรือหน้าร้านก็สามารถประกอบธุรกิจของตนเองได้
เมื่อสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย คนเหล่านี้จะมีประสบการณ์เบื้องต้น ในฐานะผู้ประกอบการอย่างน้อยคนละสองปี ขณะเดียวกันยังรู้จักวิธีเอาตัวรอดมากกว่าผู้ประกอบธุรกิจรุ่นเก่าเพราะปรับตัวได้เก่ง และผู้ประกอบการเหล่านี้จะรู้ดีว่าการทำธุรกิจโดยไม่ต้องใช้คนจำนวนมากนั้นสามารถทำได้ ซึ่งเท่ากับว่าจากนี้ แรงงานในท้องตลาดต่อจากนี้ อาจเป็นฟรีแลนซ์มากกว่าพนักงานประจำ
นั่นเท่ากับว่าภาครัฐต้องหันมาดูแลสวัสดิการของผู้ประกอบอาชีพอิสระหรือฟรีแลนซ์ ให้มีสิทธิ์ไม่น้อยกว่าพนักงานประจำเพราะเทรนด์เรียนจบแล้วเดินเข้าไปสมัครงานตามออฟฟิศน่าจะเหลือน้อยเต็มที แต่จะกลายเป็นรับงานฟรีแลนซ์ตั้งแต่เรียนหนังสือ จนเรียนจบก็ยังคงอยู่ในลักษณะนั้นและไม่มีความสนใจในงานประจำเท่าไร
ความผันผวนของแรงงานทั้งในภาคบริการและบัณฑิตจบใหม่ที่จะเกิดขึ้นในช่วงสองปีนี้ เป็นสิ่งที่ภาครัฐต้องจับตามเป็นพิเศษ เหนืออื่นใดการออกนโยบายเพื่อทำให้ผู้ประกอบการ หรือดูแลผู้ประกอบอาชีพอิสระก็นับว่าเป็นสิ่งต้องจัดการอย่างเร่งด่วน
เพราะเห็นได้จากการระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา เหล่ามนุษย์ฟรีแลนซ์ในธุรกิจบริการและบันเทิง ได้รับผลกระทบเป็นรายแรก ๆ จนถึงวันนี้พวกเขาหลายคนได้เปลี่ยนอาชีพเดิมที่ทำมาเป็นสิบปี กลายไปเป็นอาชีพใหม่หรืออยู่ในสถานภาพว่างงานจนจำวันสุดท้ายที่ทำงานไม่ได้แล้ว