เหตุผลดี ๆ ว่าทำไมไม่ควรแอบชอบเพื่อนร่วมงาน

ไม่ใช่เรื่องแปลกหรอกนะถ้าเราจะเคยแอบชอบคนที่ทำงานเดียวกัน หรือเคยนึกสงสัยตัวเองว่ากำลังแอบชอบเพื่อนร่วมงานอยู่หรือเปล่า เพราะวัน ๆ เราเจอเพื่อนร่วมงานมากกว่าคนที่บ้านซะอีก หากจะเกิดความรู้สึกหวั่นไหว อารมณ์แบบว่ารักแท้แพ้ใกล้ชิดขึ้นมา มันก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ไม่ยาก ที่ยากคือการฝืนหรือห้ามใจต่างหาก

จริงอยู่ว่าคนวัยทำงาน เราอยู่ในภาวะที่โต ๆ กันแล้ว โมเมนต์แอบชอบเงียบ ๆ มีความรัก หรือคบใครในที่ทำงานก็ไม่ใช่เรื่องผิดบาปหรือเป็นกฎข้อห้ามของบริษัท (แต่ก็อาจมี) เพราะก็มีคู่สามีภรรยาไม่น้อยที่ทำงานอยู่ที่เดียวหรือในแผนกเดียวกัน แต่ถ้าเป็นไปได้ก็น่าจะดีกว่า หากพยายามหลีกเลี่ยงความสัมพันธ์ที่น่าปวดหัวนี้ขึ้นมาตั้งแต่ต้น เพราะมันมีโอกาสเสี่ยงสูงมากที่จะทำให้ชีวิตยุ่งเหยิงวุ่นวายทั้งเรื่องงานและเรื่องส่วนตัว เผลอ ๆ อาจไปไม่รอดเลยสักอย่างก็ได้ ดังนั้น ลองมาดูเหตุผลดี ๆ ที่บอกว่าทำไมคุณถึงไม่ควรแอบชอบเพื่อนร่วมงานกันหน่อยดีกว่า เผื่อจะห้ามใจทัน

เขาหรือเธออาจมีครอบครัวแล้ว

การแอบชอบคนในที่ทำงาน ด้วยคุณวุฒิและวัยวุฒิทำให้ความรู้สึกไม่ได้ฟรุ้งฟริ้งแบบสมัยเรียนที่ชอบเพื่อน ชอบรุ่นพี่ หรือชอบรุ่นน้อง เพราะคนวัยทำงานน่ะ เขาหรือเธออาจจะแต่งงาน มีครอบครัว มีลูกแล้วก็ได้ เพราะฉะนั้น มันไม่ใช่แค่การตามสืบว่าเขาหรือเธอมีแฟน มีคนที่ชอบหรือยัง ถ้าดูไปนาน ๆ จนมั่นใจว่าเขาหรือเธอโสด (หรือหม้าย) แล้วอยากจะลองพูดคุยกันอันนั้นก็ไม่ห้าม แต่ต้องระวังตัวเองจะเสียใจ อกหัก หรือพลาดพลั้งไปเป็นมือที่สามของบ้านใครเขาโดยไม่รู้ตัวด้วย หากยังไม่ได้เผลอใจไปก็นับว่าเป็นเรื่องดี ดีที่ยังไม่เริ่ม เพราะแบบนั้นไม่เคยเห็นใครจบสวยเลย

ตัดใจยาก

ไม่มีความสัมพันธ์ในรูปแบบไหนที่จะราบรื่นตลอดไป ขนาดตัวเราเองยังมีบางทีที่ทะเลาะกับตัวเองเลย นับประสาอะไรกับความสัมพันธ์กับคนอื่น ยิ่งถ้าหากมีความสัมพันธ์ฉันคนรักกับคนในที่ทำงาน แล้ววันหนึ่งเกิดทะเลาะหรือเลิกรากัน การต้องเจอหน้ากันทุกวัน วันละหลายชั่วโมงนั้น มันไม่น่าเศร้าไปหน่อยเหรอ ที่สำคัญคือต่างฝ่ายต่างก็อาจจะรู้สึกกระอักกระอ่วนใจ ตัดใจก็ยากกว่าเดิม เห็นเขาหรือเธอคุยกับคนอื่นก็เก็บมาเสียใจเศร้าใจน้อยใจอีก ในกรณีที่จบกันไม่สวยหรือมีปัญหาอื่น ๆ ที่ร้ายแรง ก็อาจจะมองหน้ากันไม่ติด แล้วมีผลต่อการทำงานอีกด้วย

ผลกระทบต่อหน้าที่การงาน

ผู้ใหญ่วัยทำงาน มักจะบอกว่าตัวเองมีวุฒิภาวะมากพอที่จะแยกเรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวออกจากกัน แต่ในทางปฏิบัติมันไม่ได้ทำง่ายเหมือนพูด ยิ่งต้องมาใกล้ชิดสนิทสนม เจอหน้ากันแทบทุกวันขนาดนี้ อาจจะยากกว่าที่คิดด้วยซ้ำ จะวางตัวอย่างไรเวลาที่ต้องทำงานร่วมกัน ถ้าหากความสัมพันธ์มันพัฒนาไปมากกว่านี้ หรือในวันที่ความสัมพันธ์จบลง จะควบคุมความรู้สึกและสภาพจิตใจอย่างไรในสถานการณ์นี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งเจอแต่ทางตัน ไม่มีสมาธิจะทำการทำงาน หรือแย่กว่านั้นคือทั้งตัวเราและเขาหรือเธอจะยังทำงานร่วมกันต่อได้ไหม จะมีใครที่ทนไม่ได้จนถึงขั้นลาออกไหม คิดดูดี ๆ

ความใกล้ชิดตัวการทำให้หวั่นไหว และความหวั่นไหวตัวการทำให้สับสน

เมื่อ (คิดว่า) ตกอยู่ในภวังค์แห่งรัก เรามักจะแยกไม่ค่อยออกหรอกว่ารักหรือชอบหรือหลงกันแน่ ดีไม่ดี ที่รู้สึกอยู่ตอนนี้อาจเป็นแค่ความหวั่นไหว เพราะต้องทำงานใกล้ชิดกันทุกวัน หรือความสามารถของเขาหรือเธอโดดเด่นจนทำให้เราปลื้มเท่านั้นเองก็ได้ แล้วความหวั่นไหวก็มาทำให้เราสับสนได้อีกที ซึ่งต้องพิจารณาดี ๆ ความหวั่นไหวมิอาจตัดสินได้ว่าเราควรเริ่มต้นความสัมพันธ์ฉันคนรักกับใคร ยังมีอีกหลายปัจจัยที่ต้องนำมาใช้พิจารณา ฉะนั้น ถ้าเริ่มสับสน ลองถอยออกมาก้าวหนึ่ง ถ้าความรู้สึกหายไปหรือลดลง ก็แปลว่าเราแค่หวั่นไหวเท่านั้น ของแบบนี้ต้องใช้เวลาพิสูจน์