ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะปลายปี 2560 ที่ตลาดหุ้นไทยกระโดดขึ้นไปแตะ 1800 จุด โดยที่นักวิเคราะห์หลายคนยังคาดไม่ถึง จึงเริ่มมีคนที่สนใจการลงทุนในรูปแบบของการเล่นหุ้นมากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะดอกเบี้ยเงินฝาก หรือการออมเงินในรูปแบบอื่น ๆ ที่ทำให้ดอกเบี้ยงอกเงยไม่มากอย่างที่ใครหลายคนต้องการ แต่การลงทุนในหุ้นขอย้ำว่า…การลงทุนในหุ้น ไม่ใช่การเก็งกำไรในหุ้น กลับให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการลงทุน หรือออมเงินในรูปแบบอื่น ๆ ในระยะยาว
อย่างไรก็ดี การลงทุนในหุ้นถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูงอย่างหนึ่ง เพราะมีความผันผวนในส่วนของราคาสูง และ มีปัจจัยที่กระทบต่อราคาของหุ้นแต่ละตัวทั้ง ปัจจัยภายในบริษัทนั้น ๆ ในเรื่องนโยบายการทำงาน หรือจะปัจจัยภายนอกเรื่องเศรษฐกิจ สังคม นโยบายภาครัฐบาล แต่ความเสี่ยงสูงก็แลกมาซึ่งผลตอบแทนที่สูงกว่าและคนยุคใหม่ของชาว Gen Y ก็นิยมลงทุนในหุ้นตั้งแต่อายุยังน้อย และมีหลายคนที่ประสบความสำเร็จในหุ้นด้วยเช่นกัน
แล้วการเริ่มลงทุนในหุ้นอย่างใครเขา เราต้องรู้อะไรก่อนบ้างล่ะ
1. รู้เรื่อง การเปิดพอร์ต
ก่อนที่เราจะเล่นหุ้นได้นั้น เราต้องเปิดพอร์ตหุ้นหรือบัญชีหลักทรัพย์ ซึ่งสามารถเปิดกับ บริษัทหลักทรัพย์ต่าง ๆ หรือ โบรกเกอร์ได้ โดยมีทั้งแบบมีค่าธรรมเนียมและไม่มีค่าธรรมเนียม และไม่จำเป็นต้องใส่เงินในบัญชีทันที เราสามารถเปิดพอร์ตเพื่อเลือกดู หุ้นที่เราสนใจก่อน เพื่อดูรอบการขึ้นลงของราคา ของหุ้นตัวนั้น ๆ หุ้นบางตัวขึ้นลงตามฤดูกาล หุ้นบางตัวขึ้นลงตามกำหนดการดำเนินงานที่จะก่อให้เกิดผลกำไร ทำให้นักลงทุนเชื่อถือและสนใจ
2. รู้จัก Application สำหรับเล่นหุ้น
ซึ่งบาง Application เราจะสามารถดูข้อมูลของหุ้นแต่ละตัว พร้อมทั้งดูบทวิเคราะห์ได้ด้วย เราสามารถ Log In เข้าใช้งาน App เหล่านี้ได้ก็ต่อเมื่อเราเปิดพอร์ตบัญชีหุ้น แล้วได้รับรหัส User และ Password พร้อม รหัส Pin สำหรับการซื้อขาย Application ที่นิยมใช้กันแพร่หลายก็คือ App Streaming นั่นเอง
3. รู้เรื่องเงินของตัวเราเอง
เรามีเงินพร้อมที่จะลงทุนแค่ไหน การลงทุนในหุ้นควรต้องใช้เงินเย็นเท่านั้น เนื่องจากถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงสูง เพราะตลาดหุ้นในแต่ละปีสามารถสร้างผลตอบแทนได้ สูงถึง 15-20 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งหากเรานำเงินที่เราจำเป็นต้องใช้ หรือเงินที่เตรียมไว้ยามฉุกเฉิน อาจจะส่งผลต่อสภาพคล่องทางการเงินในชีวิตประจำวันได้
4. รู้เรื่องตัวย่อและข้อมูลหุ้นแต่ละตัว
ดูชื่อย่อต้องดูจากที่ไหน ควรดูเบื้องต้นอะไรบ้าง เราสามารถดูข้อมูลหุ้นของเราได้ทางเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งจะมีบอกทั้งราคาของหุ้นในอดีตและปันผลที่จ่ายแก่นักลงทุนในแต่ละครั้ง รวมทั้งข่าวสารจากบริษัทของหุ้นตัวนั้น ๆ
5. รู้เรื่องของข่าวสารที่จะส่งผลกระทบต่อหุ้นที่เราถืออยู่
อย่างเช่น หากเราลงทุนในหุ้นพื้นฐานของประเทศ อย่าง BEM บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) BTS บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) การขยายกิจการ การเปิดใช้งานเส้นทางทางด่วนและรถไฟฟ้า ต่างมีผลต่อราคาหุ้นและการตัดสินใจของนักลงทุนทั้งรายย่อย รายใหญ่ หรือกองทุน
6. รู้จักกำไรและขาดทุน
เราต้องรู้ว่าการลงทุนในหุ้นนั้นเราได้กำไรจากช่องทางใดบ้าง การลงทุนในหุ้นเราจะได้กำไรจาก Capital Gain หรือกำไรจากส่วนต่างของราคาหุ้นที่เราซื้อมากับราคาที่เราขายไป สองคือกำไรจากเงินปันผล (Dividend) ที่แต่ละบริษัทจะมีนโยบายการจ่ายเงินปันผลในแต่ละปีไม่เหมือนกันและไม่เท่ากัน หรือบางบริษัทก็ไม่จ่ายเงินปันผลแก่ผู้ถือหุ้นเลย ในทางตรงกันข้ามเราอาจขาดทุนในหุ้นที่เราลงทุนได้เช่นกัน
7. รู้จักค่าธรรมเนียม
เราสามารถตั้งราคาการซื้อขายหุ้นแต่ละตัวได้ด้วยตัวเองผ่านโทรศัพท์มือถือ นี่คือการสร้างรายได้ให้ตัวเอง ตามยุค ไทยแลนด์ 4.0 อย่างแท้จริง โดยที่เราไม่ต้องสั่งการซื้อขายหุ้นผ่านโบรกเกอร์หรือนายหน้า แต่สิ่งที่เราต้องศึกษาคือ ค่าธรรมเนียมการซื้อขายในแต่ละแบบ ไม่ว่าจะซื้อขายผ่านโบรกเกอร์ หรือการซื้อขายด้วยตัวเองก็ตามต่างมีค่าธรรมเนียมที่แตกต่างกัน ตามเงื่อนไขของโบรกเกอร์ที่เราเปิดพอร์ตหุ้นด้วย
การลงทุนในหุ้นนอกจากจะสามารถสร้างผลกำไรให้แล้ว ยังสร้างสติ ฝึกการวิเคราะห์และตัดสินใจที่สามารถนำไปใช้กับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้ อยากลองทักษะการลงทุนในรูปแบบการเล่นหุ้นก็เริ่มศึกษากันได้เลย





























